ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 848 (เล่ม 37)

อรรถกถาฌานสูตรที่ ๕
ฌานสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อาสวานํ ขยํ ได้แก่ พระอรหัต. บทว่า ยเทว ตตฺถ
โหติ รูปคตํ ความว่า ธรรมดารูปใดย่อมเป็นไปในขณะปฐมฌาน
นั้นด้วยวัตถุก็ดี ด้วยมีจิตเป็นสมุฏฐานก็ดี. พึงทราบเวทนาเป็นต้น
ด้วยสามารถสังยุตตเวทนา (เวทนาที่ประกอบกัน เป็นต้น). บทว่า
เต ธมฺเม ได้แก่ ธรรม คือ เบญจขันธ์ มีรูปเป็นต้นเหล่านั้น.
ในบททั้งหลายมีอาทิว่า อนิจฺจโต พึงทราบความต่อไปนี้
ชื่อว่า โดยเป็นของไม่เที่ยง เพราอาการมีแล้วไม่มี ชื่อว่า โดย
เป็นทุกข์เพราะอาการบีบคั้น ชื่อว่า โดยเป็นโรคเพราะอาการ
เสียดแทง ชื่อว่า โดยเป็นฝีเพราะเจ็บปวดภายใน ชื่อว่า โดยเป็น
ลูกศร เพราะเสียบเข้าไปและเพราะเชือดเข้าไป ชื่อว่า โดยเป็น
ความลำบากเพราะทนได้ยาก ชื่อว่า โดยอาพาธเพราะถูกเบียด-
เบียน ชื่อว่า โดยเป็นอื่นเพราะไม่ใช่เป็นของตน ชื่อว่า โดยเป็น
ของทำลายเพราะผุพังไป ชื่อว่า โดยเป็นของสูญเพราะไม่เป็น
เจ้าของ ชื่อว่า โดยเป็นอนัตตาเพราะไม่อยู่ในอำนาจ. บทว่า
สมนุปสฺสติ ได้แก่ เห็นด้วยวิปัสสนาญาณอันแก่กล้า. บทว่า
เตหิ ธมฺเมหิ ได้แก้ด้วยธรรมคือ เบญจขันธ์เหล่านั้น. บทว่า
ปติฏฺฐาเปติ ได้แก่กลับไปด้วยความเบื่อหน่าย. บทว่า อมตาย ธาตุยา
ได้แก่ นิพพานธาตุ. บทว่า จิตฺตํ อุปสํหรติ ได้แก่ เห็นด้วยวิปัสสนา-
ญาณอันแก่กล้า คือเห็นอานิสงส์ด้วยญาณแล้วหยั่งลง. บทว่า

848
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 849 (เล่ม 37)

สนฺตํ ได้แก่ ชื่อว่า สงบเพราะสงบจากกิเลสอันเป็นข้าศึก.
บทว่า ปณีตํ ได้แก่ ไม่เดือดร้อน. บทว่า โส ตตฺถ  ิโต อาสวานํ
ขยํ ปาปุณาติ ความว่า ภิกษุนั้นตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น เจริญ
วิปัสสนาแก่กล้า ย่อมบรรลุพระอรหัต.
พึงทราบอีกนัยหนึ่ง. บทว่า โส เตหิ ธมฺเมหิ ความว่า
เพราะในบทว่า อนิจฺจโต เป็นต้น ท่านกล่าวถึงอนิจจลักษณะ
ด้วยสองบท คือ อนิจจโต ปโลกโต กล่าวถึงทุกขลักษณะด้วย
หกบท มีบทว่า ทุกฺขโต เป็นต้น กล่าวถึงอนัตตลักษณะด้วย
สามบท คือ ปรโต สุญฺญโต อนตฺตโต ฉะนั้น ภิกษุนั้นยกขึ้นสู่
พระไตรลักษณ์อย่างนี้ด้วยธรรม คือเบญจขันธ์ในภายในสมาบัติ
ที่ตนเห็นแล้วเหล่านั้น บทว่า จิตฺตํ ปติฏฐาเปติ ได้แก่ รวบรวม
น้อมนำจิตเข้าไป. บทว่า อุปสํหรติ ความว่า ภิกษุน้อมเข้าไป
ซึ่งวิปัสสนาจิตโดยอสังขตธาตุ อมตธาตุอย่างนี้ว่า นิพพานสงบ
ด้วยที่อยู่ ด้วยการสรรเสริญ ด้วยปริยัติ และด้วยบัญญัติ ภิกษุ
ย่อมกล่าวถึงนิพพานอันเป็นมรรคจิตอย่างนี้ว่า นี้สงบนี้ประณีต
ด้วยทำให้เป็นอารมณ์เท่านั้น อธิบายว่า โดยประการนี้ภิกษุแทง
ตลอดธรรมนั้น น้อมจิตเข้าไปในธรรมนั้นดังนี้. บทว่า โสตตฺถ  ิโต
ความว่า ภิกษุตั้งอยู่ในวิปัสสนาอันมีพระไตรลักษณ์เป็นอารมณ์นั้น.
บทว่า อาสวานํ ขยํ ปาปุณาติ ความว่า ภิกษุเจริญมรรค ๔ ตาม
ลำดับแล้วบรรลุพระอรหัต.
บทว่า เตเนว ธมฺมราเคน ได้แก่ ฉันทราคะในธรรม คือสมถะ
และวิปัสสนา. บทว่า ธมฺมนนฺทิยา เป็นไวพจน์ของบทว่า ธมฺมราเคน

849
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 850 (เล่ม 37)

นั้นนั่นเอง. จริงอยู่ ภิกษุเมื่อสามารถจะครอบงำฉันทราคะใน
สมถะและวิปัสสนาได้โดยประการทั้งปวง ย่อมบรรลุพระอรหัตได้
เมื่อไม่สามารถ ก็เป็นพระอานาคามี. บทว่า ติณปุริสรูปเก วา ได้แก่
มัดหญ้าเป็นรูปคน. ชื่อว่า ทูเรปาติ เพราะยิงลูกศรให้ตกไปไกล.
ชื่อว่า อกฺขณเวธี เพราะยิงไม่พลาด.
ในบทว่า ยเทว ตตฺถ โหติ เวทนาคตํ นี้ ไม่ถือเอารูป
ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะเลยไปแล้ว. จริงอยู่ ภิกษุนี้
เข้าถึงรูปาวจรฌานในภายหลัง ครั้นล่วงเลยรูปไปแล้ว แม้เข้าถึง
อรูปาวจรสมาบัติ ภายหลังพิจารณารูปอันล่วงเลยรูปไปแล้ว
ด้วยอรูปาวจรสมาบัตินั้นด้วยสมถะ ครั้นล่วงเลยรูปไปแล้ว ใน
บัดนี้ย่อมพิจารณาอรูป ด้วยเหตุนั้นรูปจึงล่วงเลยไปแล้วด้วยอรูป
นั้น แม้ด้วยวิปัสนา ก็ในอรูปย่อมไม่มีรูปแม้โดยประการทั้งปวง
เพราะฉะนั้นแม้ท่านหมายถึงรูปนั้น แต่ในที่นี้ไม่ถือเอารูป. ถามว่า
เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรจึงไม่ถือเอาเนวสัญญานาสัญญายตนะ
เล่า. ตอบว่า เพราะเป็นของสุขุม. จริงอยู่ในเนวสัญญานาสัญญย-
ตนะนั้น แม้อรูปขันธ์ ๔ ก็สุขุม ไม่เหมาะที่จะพิจารณา สมดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อิติ โข ภิกฺขเว ฯเปฯ อญฺญาปฏิเวโธ.
ข้อนี้มีอธิบายดังนี้ ชื่อว่า สจิตตกสมาบัติมีอยู่ประมาณเท่าใด
การแทงตลอดถึงพระอรหัต ย่อมมีแก่ผู้พิจารณาธรรมอันยิ่ง
ประมาณเท่านั้น เขาย่อมถึงพระอรหัต แต่ เนวสัญญานา-
สัญญายตนะท่านไม่กล่าวว่า เป็นสัญญาสมาบัติ เพราะความ
เป็นของสุขุม.

850
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 851 (เล่ม 37)

บทว่า ฌายี เหเต ความว่า อายตนะสองเหล่านี้อันผู้เพ่ง
คือผู้ยินดีในฌานควรกล่าวถึงโดยชอบ บทว่า วุฏฺฐหิตฺวา ได้แก่
ออกจากสมาบัตินั้น. บทว่า สมฺมทกฺขาตพฺพานิ ได้แก่ พึงกล่าว
โดยชอบ. บุคคลพึงกล่าว พึงชม พึงสรรเสริญเนวสัญญายตน
สมาบัติ และสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติอย่างเดียวว่า สงบ
ประณีตดังนี้.
จบ อรรถกถาฌานสูตรที่ ๕

851
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 852 (เล่ม 37)

๖. อานันทสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่เสวยอายตนะ
[๒๔๑] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม
ใกล้กรุงโกสัมพี ณ ที่นั้นแล ท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ก่อนอาวุโสทั้งหลาย น่าอัศจรรย์ ไม่
เคยมีมาแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้การบรรลุโอกาส เพื่อ
ความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกความร่ำไร
เพื่อดับเสียซึ่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อกระทำ
ให้แจ้งซึ่งนิพพาน จักษุชื่อว่าจักเป็นจักษุนั้นแล คือ รูปเหล่านั้น
จักไม่เสวยอายตนะนั้น และอายตนะนั้นจักไม่เสวยรูปเหล่านั้น หู
ชื่อว่าจักเป็นหูนั้นแล คือ เสียงเหล่านั้นจักไม่เสวยอายตนะนั้น
และอายตนะนั้นจักไม่เสวยเสียงเหล่านั้น จมูกชื่อว่าจักเป็นจมูก
นั้นแล คือกลิ่นเหล่านั้นจักไม่เสวยอายตนะนั้น และอายตนะนั้น
จักไม่เสวยกลิ่นเหล่านั้น ลิ้นชื่อว่าจักเป็นลิ้นนั้นแล คือ รสเหล่านั้น
จักไม่เสวยอายตนะนั้น และอายตนะนั้นจักไม่เสวยรสเหล่านั้น
กายชื่อว่าจักเป็นกายนั้นแล คือ โผฏฐัพพะเหล่านั้น จักไม่เสวย
อายตนะนั้น และอายตนะนั้นจักไม่เสวยโผฏฐัพพะเหล่านั้น เมื่อ
ท่านพระอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้ถามท่าน

852
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 853 (เล่ม 37)

พระอานนท์ว่า ดูก่อนอาวุโสอานนท์ ผู้มีสัญญาหรือไม่มีสัญญาหนอ
ย่อมไม่เสวยอายตนะนั้น ท่านพะอานนท์ตอบว่า ดูก่อนอาวุโส ผู้
มีสัญญาแล ย่อมไม่เสวยอายตนะนั้น ผู้มีสัญญาไม่เสวย
อายตนะนั้น.
อุ. ดูก่อนอาวุโส ก็ผู้มีสัญญาอย่างไร จึงไม่เสวยอายตนะนั้น.
อา. ดูก่อนอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญา
โดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึง
นานัตตสัยญา บรรลุอากาสานัญจายจนฌาน โดยคำนึงเป็น
อารมณ์ว่า อากาศไม่มีที่สุด ดูก่อนอาวุโส แม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้
ก็ไม่เสวยอายตนะนั้น.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌาน
โดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยคำนึงเป็น
อารมณ์ว่า อะไรหน่อยหนึ่งไม่มี ดูก่อนอาวุโส แม้ผู้มีสัญญา
อย่างนี้ก็ไม่เสวยอายตนะนั้น.
ดูก่อนอาวุโส สมัยหนึ่ง ผมอยู่ ณ อัญชนมิคทายวัน ใกล้
เมืองสาเกต ครั้งนั้นแล ภิกษุณีชื่อชฏิลภาคิกา เข้าไปหาผมถึง
ที่อยู่ ไหว้แล้วยืนแล้ว ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามผมว่า
ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ สมาธิใดอันบุคคลยังไม่น้อมไป

853
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 854 (เล่ม 37)

แล้ว ไม่นำไปปราศแล้ว มีการข่มการห้ามซึ่งธรรมอันเป็นไป
กับสังขารไม่ได้ ตั้งมั่นแล้วเพราะหลุดพ้นจากกิเลส เป็นสันโดษ
เพราะตั้งมั่น ไม่สะดุ้งเพราะเป็นสันโดษ สมาธินี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า มีอะไรเป็นผล เมื่อชฏิลภาคิกาภิกษุณีกล่าวอย่างนี้แล้ว
ผมได้กล่าวกะภิกษุณีนั้นว่า ดูก่อนน้องหญิง สมาธิใดอันบุคคล
ไม่น้อมไปแล้ว ไม่นำไปปราศแล้ว มีการข่มการห้ามซึ่งธรรม
อันเป็นไปกับสังขารไม่ได้ ตั้งมั่นแล้วเพราะหลุดพ้นจากกิเลส
เป็นสันโดษเพราะตั้งมั่น ไม่สะดุ้งเพราะเป็นสันโดษ สมาธินี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีอรหัตเป็นผล ดูก่อนอาวุโส แม้ผู้ที่
มีสัญญาอย่างนี้แล ก็ไม่เสวยอายตนะนั้น.
จบ อนันทสูตรที่ ๖
๖. อรรถกถาอานันทสูตรที่ ๖
อานันทสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สมฺพาเธ ได้แก่ในที่คับแคบ คือกามคุณ ๕. บทว่า
โอกาสาธิคโม ได้แก่ ถึงโอกาส. บทว่า สตฺตานํ วิสุทฺธิยา
ได้แก่ เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายถึงความบริสุทธิ์. บทว่า สมติกฺกมาย
ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การล่วงไป. บทว่า อตฺถงฺคมาย ได้แก่
เพื่อประโยชน์แก่การดับไป. บทว่า ญายสฺส อธิคมาย ได้แก่
เพื่อประโยชน์แก่การบรรลุมรรคพร้อมด้วยวิปัสสนา. บทว่า
นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การทำนิพพาน

854
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 855 (เล่ม 37)

อันหาปัจจัยมิได้ให้ประจักษ์. บทว่า ตเทว นามํ จกฺขุํ ภวิสฺสติ
ได้แก่ จักษุนั่นเอง คือปสาทจักษุ จักแตกต่างกันไปก็หามิได้.
บทว่า เต รูปา ได้แก่รูปารมณ์นั้นเอง จักมาสู่คลอง (ปสาทจักษุ).
บทว่า ตญฺจายตนํ โน ปฏิสํเวทิสฺสติ ได้แก่ บุคคลผู้ไม่มีสัญญา
จักไม่รู้รูปายตนนั้น. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อุทายี ได้แก่พระกาฬุทายิเถระ. บทว่า สญฺญเมว นุ โข
ได้แก่ เป็นผู้มีจิตหรอืหนอ. ม อักษรเป็นเพียงบทสนธิ. บทว่า
กึ สญฺญี ได้แก่ เป็นผู้มีสัญญาด้วยสัญญาชนิดใหน บทว่า สพฺพโส
รูปสญฺญานํ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง ความว่า
ถามว่า เพราเหตุไร พระอานนท์จึงถือเอารูปัญญานี้ การเสวย
อารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น ย่อมมีแก่ท่านผู้พร้อมเพรียงด้วย
ปฐมฌานเป็นต้นหรือ. ตอบว่า ไม่มี ก็กสิณรูปยังเป็นอารมณ์อยู่
เพียงใด รูปชื่อว่า ยังไม่ล่วงไปอยู่เพียงนั้น รูปนั้นจักอาจเพื่อเป็น
ปัจจัย เพราะยังไม่ล่วงไป แต่ก็รูปนั้น เพราะยังไม่ล่วงไปจึงชื่อว่า
ไม่มี พระอานนท์ถือเอาคำนี้นั่นแลเพื่อแสดงว่า เพราะรูปไม่มี
จึงไม่อาจเป็นปัจจัยได้.
บทว่า ชฏิลคาหิยา ได้แก่ ภิกษุณีผู้อยู่ในเมืองชฏิลคหะ.
ในบทว่า น จาภิณโต เป็นต้น พึงทราบเนื้อความต่อไปนี้ สมาธิ
ชื่อว่า ข่มห้ามด้วยการชักชวนไม่ได้ เพราะไม่น้อมไปด้วยอำนาจ
ของราคะ ไม่นำออกไปด้วยอำนาจของโทสะ ข่มห้ามกิเลสทั้งหลาย
แล้วตั้งอยู่ด้วยการชักชวน ด้วยการประกอบไม่ได้ แต่เกิดขึ้นได้
ในเมื่อตัดกิเลสได้แล้ว. บทว่า วิมุตฺตตฺตา  ิโต ได้แก่ชื่อว่าตั้ง

855
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 856 (เล่ม 37)

อยู่แล้ว เพราะพ้นจากกิเลสทั้งหลาย. บทว่า  ิตตฺตา สนฺตุสิโต
ได้แก่ ชื่อว่า สันโดษ เพราะตั้งมั่นแล้วนั่นเอง. บทว่า สนฺตุสิตตฺตา
โน ปริตสฺสติ ได้แก่ ไม่ถึงความสะดุ้งเพราะเป็นผู้สันโดษแล้ว.
ด้วยบทว่า อยํ ภนฺเต อานนฺท สมาธิ กึผโล นี้ พระเถรีถือเอา
สมาธิในอรหัตผลแล้วถามว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ สมาธินี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นผู้ของอะไร ดุจถือเอาผลตาล
แล้วถามว่า ผลนี้ชื่อผลอะไรดังนี้. บทว่า อญฺญา ผโล วุตฺโต
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระอรหัตว่า อญฺญา
ชื่อว่า สมาธิในอรหัตผลนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว. บทว่า
เอวํสญฺญีปิ ความว่า แม้มีสัญญาด้วยสัญญาในอรหัตผลนี้ ก็ไม่
เสวยอายตนะนั้น เพราะเหตุนั้นในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสถึงสมาธิในอรหัตผลด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาอานันทสูตรที่ ๖

856
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 857 (เล่ม 37)

๗. พราหมณสูตร
ว่าด้วยโลกและผู้ถึงที่สุดโลก
[๒๔๒] ครั้งนั้นแล พราหมณ์ผู้ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ
๒ คน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน
ไปแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ปูรณกัสสปเป็นผู้รู้
สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง ปฏิญาณการรู้การเห็นอันไม่มีส่วนเหลือ
ว่า เมื่อเราเดิน ยืน หลับ และตื่นอยู่ ญาณทัสสนะปรากฏติดต่อ
เนื่องกันไป ปูรณกัสสปนั้นกล่าวอยางนี้ว่า เรารู้เราเห็นโลกอันไม่มี
ที่สุด ด้วยญาณอันไม่มีที่สุด ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ แม้นิครณฐ-
นาฏบุตรก็เป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง ปฏิญาณการรู้การเห็น
ไม่มีส่วนเหลือว่า เมื่อเราเดิน ยืน หลับ และตื่นอยู่ ญาณทัสนะ
ปรากฏติดต่อเนื่องกันไป นิครณฐนาฏบุตรนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า
เรารู้เราเห็นโลกอันไม่มีที่สุด ด้วยญาณอันไม่มีที่สุด ข้าแต่พระโคดม
ผู้เจริญคนทั้ง ๒ ต่างก็พูดอวดรู้กัน มีวาทะเป็นข้าศึกกัน ใครจริง
ใครเท็จ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ อย่าเลย ข้อ
ที่คนทั้ง ๒ นี้ต่างพูดอวดรู้กัน มีวาทะเป็นข้าศึกกัน ใครจริง ใคร
เท็จนั้น พักไว้ก่อนเถิด ดูก่อนพราหมณ์ เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน

857