ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 808 (เล่ม 37)

นั้น ถึงแม้เที่ยงที่จะพึงรู้แจ้งด้วย ฯลฯ กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วย
จมูก ฯลฯ รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้ง
ด้วยกาย ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจอย่างหยาบ ๆ ผ่าน
มาทางคลองใจแห่งภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้ ก็ครอบงำ
จิตของเธอไม่ได้ จิตของเธอไม่เจือด้วยธรรมารมณ์นั้น เป็นจิตมั่น
ถึงความไม่หวั่นไหว และเธอย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมแห่ง
ธรรมารมณ์นั้น.
จบ ทุติยสิลายูปสูตรที่ ๖
อรรถกถาทุติยสิลายูปสูตรที่ ๖
ทุติยสิลายูปสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า จนฺทิกาปุตฺโต ได้แก่พระเถระชื่อจันทิกาปุตตะ ปรากฏ
ชื่อตามมารดา. บทว่า เจตสา จิตํ สุปริจิตํ โหติ ความว่า ระเบียบ
ความประพฤติของจิตอันภิกษุอบรมดีแล้ว คือ เจริญดีแล้ว ให้สูง ๆ
ขึ้นไป ด้วยระเบียบความประพฤติของจิต. บทว่า เนวสฺสจิตฺตํ
ปริยาทิยนฺติ ได้แก่อารมณ์เหล่านั้นไม่สามารถเพื่อหน่วงเหนี่ยว.
จิตตุบาทของพระขีณาสพนั่นให้สิ้นไป แล้วตั้งอยู่ได้. บทว่า อมิสฺสีกตํ
ได้แก่จิตไม่คลุกเคล้าด้วยอารมณ์เหล่านั้น เพราะอารมณ์เหล่านั้น
ไม่ติดอยู่. บทว่า อาเนญฺชปฺปตฺตํ ได้แก่ถึงความไม่หวั่นไหว คือ

808
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 809 (เล่ม 37)

ความไม่ดิ้นรน. บทว่า สิลายูโป ได้แก่ เสาหิน. บทว่า โสนัสกุกฺกุโก
ได้แก่ ยาว ๑๖ ศอก. บทว่า เหฏฐาเนมงฺคมา ได้แก่ หยั่งลงไป
ใต้หลุม. บทว่า อุปริเนมสฺส ได้แก่ บนหลุม. บทว่า สุนิขาตตฺตา
ได้แก่ เอาสากเหล็กตอก ฝังจนลึก. ในบทว่า เอวเมวโข นี้ พึงเห็น
พระขีณาสพดุจเสาหิน กิเลสอันเกิดขึ้นในทวาร ๖ ดุจลมพายุ
พึงทราบความที่กิเลสอันเกิดขึ้นในทวาร ๖ ไม่สามารถยังจิต
ของพระขีณาสพให้หวั่นไหวได้ ดุจความที่ลมอันพัดมาจาก ๔ ทิศ
ไม่สมารถให้เสาหินหวั่นไหวได้ฉะนั้น. แม้ในสูตรนี้พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าก็ตรัสพึงพระขีณาสพเท่านั้น.
จบ อรรถกถาทุติยสิลายูปสูตรที่ ๖

809
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 810 (เล่ม 37)

๗. ปฐมเวรสูตร
ว่าด้วยองค์คุณของผู้สิ้นอบาย
[๒๓๑] ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า
ดูก่อนคฤหบดี ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการ
และประกอบด้วย โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ ในกาลนั้น อริยสาวก
นั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ
และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน ดูก่อนคฤหบดี
บุคคลผู้มักฆ่าสัตว์ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมได้เสวยทุกขโทมนัสทางใจ เพราะปาณาฑิบาตเป็นปัจจัย
อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ย่อมไม่ประสบภัยเวรแม้ใน
ปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ และไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ย่อมสงบระงับภัยเวรนั้นด้วย
ประการอย่างนี้ ดูก่อนคฤหบดี บุคคลผู้มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ
เขาไม่ให้ ฯลฯ ผู้มักประพฤติผิดในกาม ฯลฯ ผู้มักพูดเท็จ ฯลฯ
ผู้มักดื่มน้ำเมาคือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ และย่อมเสวย

810
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 811 (เล่ม 37)

ทุกข์โทมนัสทางใจ เพราะผู้ดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็น
ที่ตั้งแห่งความประมาทเป็นปัจจัย อริยสาวกผู้งดเว้นจากการ
ดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ย่อม
ไม่ประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ และย่อมไม่ได้
เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ
สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ย่อมสงบระงับภัยเวร
นั้นด้วยอาการอย่างนี้ อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการนี้.
อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ
เป็นไฉน ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น... เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนก
ธรรม ๑ ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
ว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว... อันวิญญูชน
จะพึงรู้ได้เฉพาะตน ๑ ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่
หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นผู้ปฏิบัติแล้ว... เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๑
ย่อมประกอบด้วยศีลอันพระอริยเจ้าพอใจ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ต่าง
ไม่พร้อม เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฏฐิไม่
ถูกต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑ อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยโสตา-
ปัตติยังคะ ๔ ประการนี้.
ดูก่อนคฤหบดี ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕
ประการนี้ และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้ อริย-

811
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 812 (เล่ม 37)

สาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองว่า เราเป็นผู้มีนรก
สิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย
มีทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
จบ ปฐมสูตรที่ ๗
อรรถกถาปฐมเวรสูตรที่ ๗
ปฐมเวรสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ภยํ เวรํ ปสวติ ได้แก่ประสบภัยเกิดจากจิตสะดุ้ง
และเวรเกิดจากบุคคล. บทว่า เจตสิกํ ได้แก่อาศัยจิต. บทว่า
ทุกฺขํ ได้แก่ มีกายเป็นที่ตั้ง. บทว่า โทมนสฺสํ ได้แก่ ทุกข์อันสัมปยุต
ด้วยความแค้น. ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงโสดาปัตติมรรค.
จบ อรรถกถาปฐมเวรสูตรที่ ๗

812
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 813 (เล่ม 37)

๘. ทุติเวรสูตร
ว่าด้วยองค์คุณของผู้สิ้นอบาย
[๒๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลในแล อริยสาวกสงบ
ระงับภัยเวร ๕ ประการ และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔
ประการ ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วย
ตนเองได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มี
เปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นพระ-
โสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้
ในเบื้องหน้า.
ก็อริยสาวกระงับภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักฆ่าสัตว์ ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน
แม้ในสัมปรายภพ และย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ เพราะ
ปาณาติบาติเป็นปัจจัย อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ย่อม
ไม่ประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ และไม่ได้เสวย
ทุกข์โทมนัสทางใจ อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ย่อมสงบ
ระงับภัยเวรด้วยประการอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มัก
ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ฯลฯ ผู้มักประพฤติในกาม ฯลฯ
ผู้มักพูดเท็จ ฯลฯ ผู้มักดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้ง
แห่งความประมาท ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัม-
ปรายภพ และย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ เพราะดื่มน้ำเมา คือ
สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท อริยสาวกผู้งดเว้น

813
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 814 (เล่ม 37)

จากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ย่อมไม่ประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ และย่อม
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ย่อมสงบระงับ
ภัยเวรด้วยประการอย่างนี้ อริยสาวกย่อมสงบระงับภัยเวร ๕
ประการนี้.
อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ
เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้
เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้เบิกบาน
แล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่
หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ดีแล้ว ฯลฯ อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน ๑ ประกอบด้วยความ
เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญ
อื่นยิ่งไปกว่า ผู้เป็นประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ ไม่ขาด
ไม่ทะลุ ไม่ต่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อัน
ตัณหาและทิฏฐิไม่ถูกต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑ อริยสาวกสงบระงับ
ด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับ
ภัยเวร ๕ ประการนี้ และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ
นี้ ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเอง

814
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 815 (เล่ม 37)

ได้ว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มี
เปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นพระ-
โสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็น
เบื้องหน้า.
จบ ทุติยเวรสูตรที่ ๘
อรรถกถาทุติยเวรสูตรที่ ๘
ทุติเวรสูตรที่ ๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่หมู่ภิกษุ
แต่ในสูตรนี้ท่านกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระโสดาบัน
เท่านั้น.
จบ อรรถกถาทุติยเวรสูตรที่ ๘

815
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 816 (เล่ม 37)

๙. ปฐมอาฆาตสูตร
ว่าด้วยอาฆาตวัตถุ ๙ ประการ
[๒๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาฆาตวัตถุ ๙ ประการเป็น
ไฉน คือ บุคคลย่อมผูกความอาฆาตว่า คนโน้นได้ประพฤติสิ่งมิใช่
ประโยชน์แก่เราแล้ว ๑ คนโน้นย่อมประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์
แก่เรา ๑ คนโน้นจักประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่เรา ๑ ย่อมผูก
ความอาฆาตว่า คนโน้นได้ประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่คนที่รัก
ที่ชอบใจของเราแล้ว ๑ คนโน้นย่อมประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์
แก่คนที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นจักประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์
แก่คนที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ ย่อมผูกความอาฆาตว่า คนโน้น
ได้ประพฤติประโยชน์แก่คนไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว ๑
คนโน้นย่อมประพฤติประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของ
เรา ๑ คนโน้นจักประพฤติประโยชน์แก่คนไม่เป็นที่รักที่ชอบใจ
ของเรา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาฆาตวัตถุ ๙ ประการนี้แล.
จบ ปฐมอาฆาตสูตรที่ ๙
อรรถกกถาปฐมอาฆาตสูตรที่ ๙
ปฐมอาฆาตสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อาฆาตวัตฺถูนิ ได้แก่ เหตุแห่งความอาฆาต.
บทว่า อาฆาตํ พนฺธติ ได้แก่ผูกความโกรธ คือทำความโกรธให้
เกิดขึ้น.
จบ อรถรกถาปฐมอาฆาตสูตรที่ ๙

816
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 817 (เล่ม 37)

๑๐. ทุติยอาฆาตสูตร
ว่าด้วยเหตุกำจัดความอาฆาต ๙ ประการ
[๒๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเครื่องกำจัดความอาฆาต ๙
ประการนี้ ๑ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลย่อมกำจัดความอาฆาต
ได้ด้วยคิดว่า คนโน้นได้ประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่เราแล้ว
เพราะเหตุนั้น ที่ไหนเราจะพึงได้การประพฤติประโยชน์ในบุคคล
นี้เล่า ๑ คนโน้นย่อมประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่เรา เพราะ
เหตุนั้น ที่ไหนเราจะพึงได้การประพฤติประโยชนในบุคคลนี้เล่า ๑
คนโน้นจักประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่เรา เพราะเหตุนั้น ที่ไหน
เราจะพึงได้การประพฤติประโยชน์ในบุคคลนี้เล่า ๑ บุคคลย่อม
กำจัดความอาฆาต ด้วยคิดว่าคนโน้นได้ประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์
แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว เพราะเหตุนั้น ที่ไหน
เราจะพึงได้การประพฤติประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจ
ของเราในบุคคลนี้ ๑ คนโน้นย่อมประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์
แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น ที่ไหนเรา
จะพึงได้การประพฤติประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจ
ของเราในบุคคลนี้เล่า ๑ คนโน้นจักประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์
แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น ไหนเราจะ
พึงได้การประพฤติประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
ในกาลนี้เล่า ๑ บุคคลย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยคิดว่า คนโน้น
ได้ประพฤติประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

817