ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 798 (เล่ม 37)

๓. ตัณหาสูตร
ว่าด้วยธรรมมีตัณหาเป็นมูล ๙ ประการ
[๒๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันมีตัณหา
เป็น ๙ ประการ เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรมอันมีตัณหาเป็นมูล ๙ ประการเป็นไฉน การแสวงหาเพราะ
อาศัยตัณหา ๑ การได้เพราะอาศัยการแสวงหา ๑ การวินิจฉัย
เพราะอาศัยการได้ ๑ ฉันทราคะเพราะอาศัยการวินิจฉัย ๑ ความ
หมกมุ่นเพราะอาศัยฉันทราคะ ๑ ความหวงแหนเพราะอาศัยความ
หมกมุ่น ๑ ความตระหนี่เพราะอาศัยความหวงแหน ๑ การจัดการ
อารักขาเพราะอาศัยความตระหนี่ ๑ ธรรมอันเป็นบาปอกุศล
หลายประการ คือ การจับท่อนไม้ จับศาตรา การทะเลาะ การ
แก่งแย่ง การวิวาท กล่าววาจาส่อเสียว่ามึง ๆ และพูดเท็จ ย่อม
เกิดขึ้น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมมีตัณหาเป็นมูล ๙ ประการ
นี้แล.
จบ ตัณหาสูตรที่ ๓
อรรถกถาตัณหาสูตรที่ ๓
ตัณหาสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ตณฺหํ ปฏิจฺจ ได้แก่ตัณหา ๒ อย่าง คือ เอสนตัณหา
(ตัณหาในการแสวงหา) ๑ เอสิตตัณณหา (ตัณหาในการแสวงหาได้แล้ว)
๑. บุคคลเดินไปตามทางแพะและทางที่มีตอไม้เป็นต้น เสาะแสวง

798
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 799 (เล่ม 37)

หาโภคะด้วยตัณหาใด ตัณหานี้ชื่อว่า เอสนตัณหา. ตัณหาใดเมื่อ
บุคคลเสาะแสวงหาได้โภคะแล้ว ตัณหานี้ชื่อว่า เอสิตตัณหา. แต่
ในสูตรนี้พึงเห็นว่า ได้แก่ เอสนตัณหา. บทว่า ปริเยสนา ได้แก่
การแสวงหาอารมณ์มีรูปเป็นต้น ก็เมื่อ เอสนตัณหา มีอยู่การแสวง
หานั้นก็ย่อมมี. บทว่า ลาโภ ได้แก่การได้อารมณ์มีรูปเป็นต้น
ก็เมื่อการแสวงหามีอยู่ การได้ก็ย่อมมี.
ก็วินิจฉัย (การไตร่ตรอง) มี ๔ อย่าง คือ ญาณวินิจฉัย ๑
ตัณหาวินิจฉัย ๑ ทิฏฐิวินิจฉัย ๑ วิตักกวินิจฉัย ๑. ในวินิจฉัย ๔
อย่างนั้น บุคคลรู้ถึงสุขวินิจฉัยในข้อที่ท่านกล่าวว่า พึงรู้ถึงสุขวินิจฉัย
ดังนี้แล้ว พึงบำเพ็ญให้ถึงความสุขในภายใน นี้ชื่อว่า ญาณวินิจฉัย.
บทว่า วินิจฺฉยา ได้แก่ วินิจฉัยสองอย่าง คือ ตัณหาวินิจฉัย และ
ทิฏฐิวินิจฉัย. ตัณหาวิจริต ๑๐๘ ชื่อว่า ตัณหาวินิจฉัย. ทิฏฐิ ๖๒
ชื่อว่า ทิฏฐิวินิจฉัย. แต่ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงวินิจฉัยได้แก่ วิตก
เท่านั้น ดังที่มาในสูตรว่า ฉนฺโท โข เทวานมินฺท วิตกฺกนิทาโน
ความว่า ดูก่อนจอมเทพ ฉันทะแลมีวิตกเป็นที่เกิด ดังนี้. บุคคล
แม่ได้ลาภแล้ว ก็ยังไตร่ตรองถึงสิ่งที่น่าพอใจ และไม่น่าพอใจ ถึง
สิ่งดีและไม่ดีด้วยวิตกว่า เท่านี้จักมีเพื่อรูปารมณ์แก่เรา เท่านี้
จักมีเพื่อสัททารมณ์ เท่านี้จักมีแก่เรา เท่านี้จักมีแก่ผู้อื่น เราจัก
บริโภคเท่านี้ เราจักเก็บไว้เท่านี้ ดังนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโย ไตร่ตรองอาศัยลาภดังนี้.
บทว่า ฉนฺทราโค ความว่า ราคะอย่างอ่อนและราคะอย่าง
แรง ย่อมเกิดขึ้นในวัตถุที่ตรึกด้วยอกุศลวิตกอย่างนี้ จริงอยู่บทว่า

799
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 800 (เล่ม 37)

ฉนฺโท ในสูตรนี้เป็นชื่อของราคะอย่างอ่อน. บทว่า ปริคฺคโห ได้แก่
ทำการยึดถือด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า มจฺฉริยํ ได้แก่
ทนต่อความเป็นของทั่วไปแก่ผู้อื่นไม่ได้. ด้วยเหตุนั้นนั่นเอง ท่าน
โบราณาจารย์จึงกล่าวความแห่งถ้อยคำอย่างนี้ของ มัจฉริยะนั้นว่า
ความอัศจรรย์นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มัจฉริยะ เพราะเป็น
ไปแล้วในความว่า ขอความอัศจรรย์จงมีแก่เราเท่านั้น ขอจงอย่า
มีแก่คนอื่นเลยดังนี้. บทว่า อารกฺขา ได้แก่ การรักษาไว้ด้วยดี
โดยปิดประตูและเก็บรักษาไว้ในหีบเป็นต้น. ชื่ออธิกรณะเพราะ
ทำให้ยิ่ง บทนั้นเป็นชื่อของเหตุ. บทว่า อารกฺขาธิกรณํ เป็นนปุงสก-
ลิงค์ภาวสาธนะ อธิบายว่า เหตุแห่งการอารักขา. ในบทว่า ทณฺฑาทานํ
เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ การถือท่อนไม้เพื่อกั้นผู้อื่น ชื่อว่า
ทณฺฑาทานํ การถือศัตรามีคมข้างเดียวเป็นต้น ชื่อว่า สตฺถาทานํ.
การทะะเลาะกันด้วยกายก็ดี การทะเลาะกันด้วยวาจาก็ดี ชื่อว่า
กลโห. ตอนแรกเป็นวิคคหะ ตอนหลังเป็นวิวาท. บทว่า ตุวํตุวํ
ได้แก่ พูดขึ้นมึงขึ้นกู โดยไม่เคารพกัน.
จบ อรรถกถาตัณหาสูตรที่ ๓

800
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 801 (เล่ม 37)

๔. ววัตถสัญญาสูตร
ว่าด้วยสัตตาวาส ๙ ประการ
[๒๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตตาวาส ๙ ชั้น ๙ ชั้นเป็น
ไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญา
ต่างกัน เหมือนมนุษย์ เทวดาบางพวกและวินิปาติกสัตว์บางพวก
นี้เป็นสัตตาวาสชั้นที่ ๑.
สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เหมือน
เทวดาผู้อยู่ในชั้นพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน นี้เป็นสัตตาวาส
ชั้นที่ ๒.
สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เหมือน
เทวดาชั้นอาภัสสระ นี้เป็นสัตตาวาสชั้นที่ ๓.
สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน
เหมือนเทวดาชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นสัตตาวาสชั้นที่ ๔.
สัตว์พวกหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา เหมือนเทวดาผู้เป็น
อสัญญีสัตว์ นี้เป็นสัตตาวาสชั้นที่ ๕.
สัตว์พวกหนึ่งผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยคำนึง
เป็นอารมณ์ว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดย
ประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตต-
สัญญา นี้เป็นสัตตาวาสชั้นที่ ๖.
สัตว์พวกหนึ่งผู้เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยคำนึง
เป็นอารมณ์ว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะ

801
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 802 (เล่ม 37)

โดยประการทั้งปวง นี้เป็นสัตตาวาสชั้นที่ ๗.
สัตว์พวกหนึ่งผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ โดยคำนึง
เป็นอารมณ์ว่า อะไรหน่อยหนึ่งไม่มี เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ
โดยประการทั้งปวง นี้เป็นสัตตาวาสชั้นที่ ๘.
สัตว์พวกหนึ่งผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญยตนะ เพราะ
ล่วงอากัญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เป็นสัตตาวาสชั้นที่ ๙
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัตตาวาส ๙ ชั้นนี้แล.
จบ ววัตถสัญญาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสัตตสัญญาสูตรที่ ๔
สัตตสัญญาสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สตฺตาวาสา ได้แก่ที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย อธิบายว่า
ที่เป็นที่อยู่. ในบทนั้นแม้สุทธาวาสก็เป็นสัตตาวาสเหมือนกัน แต่
ท่านมิได้จัดไว้ เพราะสุทธาวาสมิได้มีตลอดกาลทั้งหมด. ด้วยว่า
สุทธาวาสเป็นเช่นกับที่พักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อพระ-
พุทธเจ้ามิได้ทรงอุบัติตลอดอสงไขยกัป ที่นั้นก็ว่างเปล่า เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงไม่จัดไว้เพราะสุทธาวาสมิได้มีตลอดกาลทั้งหมด.
บทที่เหลือในสูตรนี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้ว ในวิญญาณฐิติ
นั้นแล.
จบ อรรถกถาสัตตสัญญาสูตรที่ ๔

802
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 803 (เล่ม 37)

๕. สิลายูปสูตร
ว่าด้วย (ปฐม) ผู้จบพรหมจรรย์
[๒๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิต
ให้ดีด้วยปัญญา ในกาลนั้น ควรเรียกภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจ
อื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอบรมจิตใหญ่ด้วยปัญญาอย่างไร
ภิกษุอบรมจิตให้ดีด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า จิตของเราปราศจาก
ราคะแล้ว จิตของเราปราศจากโทสะเเล้ว จิตของเราปราศจาก
โมหะแล้ว จิตของเราไม่มีราคะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่มีโทสะ
เป็นธรรมดา จิตของเราไม่มีโมหะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่เวียน
มาเพื่อรูปราคะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่เวียนมาเพื่อรูปราคะ
เป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิต
ให้ดีด้วยปัญญาแล้ว ในกาลนั้น ควรเรียกภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี.
จบ ปฐมสิลายูปสูตรที่ ๕

803
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 804 (เล่ม 37)

อรรถกถาปฐมสิลายูปสูตรที่ ๕
ปฐมสิลายูปสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด. บทว่า สปริจิตํ โหติ ได้แก่
อบรมดีแล้วคือ เจริญดีแล้ว. บทว่า กลฺลํ วจนาย ได้แก่ควรเพื่อ
จะกล่าว. บทว่า วีตราคํ ได้แก่ปราศจากราคะ. บทว่า อสคาคธมฺนํ
ได้แก่หมดสภาพที่จะให้ยินดีด้วยราคะ. บทว่า อนาวตฺติธมฺมํ
ได้แก่หมดสภาพที่จะกลับมา คือไม่ควรเกิดต่อไป อธิบายว่า มี
สภาพดับสนิท โดยไม่มีปฏิสนธิอีกต่อไปนั่นเอง. ในสูตรนี้ท่าน
กล่าวถึงพระขีณาสพเท่านั้น.
จบ ปฐมสิลายูปสูตรที่ ๕

804
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 805 (เล่ม 37)

๖. ทุติยสิลายูปสูตร
ว่าด้วยผู้จบพรหมจรรย์
[๒๓๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรแหละท่านพระจันทิกาบุตร
อยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์
ณ ที่นั้นแล ท่านพระจันทิกาบุตรกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อน
อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตย่อมแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิตให้ดี
ด้วยจิต ในกาลนั้น ควรพยากรณ์ภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้น
แล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
เมื่อท่านพระจันทิกาบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร
ได้กล่าวกะท่านพระจันทิกาบุตรว่า ดูก่อนอาวุโสจันทิกาบุตร
พระเทวทัตมิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูก่อน
อาวุโสทั้งหลาย ในกาลใด ภิกษุอบรมจิตให้ด้วยจิต ในกาลนั้น
ควรพยากรณ์ภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี ดูก่อนอาวุโสจันทิกาบุตร แต่พระเทวทัตแสดงธรรมแก่
ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุ
อบรมจิตให้ดีด้วยจิต ในกาลนั้นควรพยากรณ์ภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัด
ว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

805
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 806 (เล่ม 37)

แม้ครั้งที่ ๒...
แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระจันทิกาบุตรกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตย่อมแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิตให้ดี
ด้วยจิต ในกาลนั้น ควรพยากรณ์ภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้น
แล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้มิได้มี แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกะ
ท่านพระจันทิกาบุตรว่า ดูก่อนอาวุโสจันทิกาบุตร พระเทวทัตมิได้
แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย.
ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิตให้ดีด้วยจิต ในกาลนั้น ควรพยากรณ์
ภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นไปแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อน
อาวุโสจันทิกาบุตร แต่พระเทวทัตแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิตให้ดี
ด้วยจิต ในกาลนั้นควรพยากรณ์ภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้น
แล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
ดูก่อนอาวุโสแก่ภิกษุอบรมจิตให้ดีด้วยจิตอย่างไร คือ อบรม
จิตให้ดีด้วยจิตอย่างนี้ว่า จิตของเราปราศจากราคะแล้ว จิตของเรา
ปราศจากโทสะแล้ว จิตของเราปราศจากโมหะแล้ว จิตของเราไม่มี
ราคะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่มีโทสะเป็นธรรมดา จิตของเรา
ไม่มีโมหะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่เวียนมาในกามภพเป็นธรรมดา

806
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 807 (เล่ม 37)

จิตของเราได้เวียนมาในรูปภพเป็นธรรมดา จิตของเราไม่เวียนมา
ในอรูปภพเป็นธรรมดา ดูก่อนอาวุโส ถึงแม้รูปที่จะพึงรู้แจ้ง
ด้วยจักษุอย่างหยาบ ๆ ผ่านมาทางคลองจักษุแห่งภิกษุผู้มีจิต
หลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้ รูปเหล่านั้นก็ครอบงำจิตเธอไม่ได้ จิต
ของเธอไม่เจือด้วยรูปเหล่านั้น เป็นจิตมั่น ถึงความไม่หวั่นไหว
และเธอย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปนั้น ถึงแม้เสียงที่จะ
พึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก ฯลฯ รสที่พึงจะ
แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย ฯลฯ ธรรมารมณ์
ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจอย่างหยาบ ๆ ผ่านมาทางคลองใจแห่งภิกษุ
ผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้ ธรรมารมณ์นั้นก็ครอบงำจิตของ
เธอไม่ได้ จิตของเธอไม่เจือด้วยธรรมารมณ์นั้น เป็นจิตมั่น ถึง
ความไม่หวั่นไหว และเธอย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่ง
ธรรมารมณ์นั้น ดูก่อนอาวุโส เปรียบเหมือนเสาหิน ยาว ๑๖ ศอก
หยั่งลงไปในหลุม ๘ ศอก ข้างบนหลุม ๘ ศอก ถึงแม้ลมพายุ
อย่างแรงพัดมาทางทิศบูรพา เสาหินนั้นไม่พึงสะเทือนสะท้านหวั่นไหว
ถึงแม้ลมพายุอย่างแรงพัดมาทางทิศประจิม ทิศอุดร ทิศทักษิณ
เสาหินนั้นก็ไม่พึงสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะหลุมลึกและเพราะเสาหินฝังลึก ฉันใด ดูก่อนอาวุโสฉันนั้น
เหมือนกันแล ถึงแม้รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอย่างหยาบ ๆ ผ่าน
มาทางคลองจักษุแห่งภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้ ก็ครอบงำ
จิตของเธอไม่ได้ จิตของเธอไม่เจือด้วยรูปเหล่านั้น เป็นจิตมั่นถึง
ความไม่หวั่นไหว และเธอย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูป

807