ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 758 (เล่ม 37)

ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลเสร็จแล้ว
ขอกรรมนั้นจงไม่ให้ผลเสร็จแล้วแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็
ตอบว่า ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูก่อนอาวุโส
สารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า
เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดไม่ให้ผลเสร็จแล้ว ขอกรรมนั้นจงให้
ผลเสร็จแล้วแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูก่อนอาวุโส
ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่
ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า
กรรมใดให้ผลมาก ขอกรรมนั้นจงให้ผลน้อยแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ
ท่านก็ตอบว่า ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูก่อน
อาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า
เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลน้อย ขอกรรมนั้นจงให้ผลมาก
แก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้
เมื่อเราถามว่า ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร บุคคลออยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดยังให้ผล ขอ
กรรมนั้นจงไม่ให้ผลแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหน ท่านก็ตอบว่า ดูก่อน
อาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร
บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์
นี้ว่า กรรมใดไม่ให้ผล ขอกรรมนั้นจงให้ผลแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ
ท่านก็ตอบว่า ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ดูก่อนอาวุโส ก็เมื่อเป็น
เช่นนั้น บุคคลจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า
เพื่อประโยชน์อะไร.

758
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 759 (เล่ม 37)

ส. ดูก่อนอาวุโส สิ่งใดแล ที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่บรรลุ
ไม่กระทำให้แจ้ง ไม่ตรัสรู้ บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใน
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อบรรลุ เพื่อกระทำให้แจ้ง
เพื่อตรัสรู้สิ่งนั้น ดูก่อนอาวุโส สิ่งที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่บรรลุ
ไม่กระทำให้แจ้ง ได้ตรัสรู้ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มี-
พระภาคเจ้า เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อบรรลุ เพื่อกระทำให้แจ้ง เพื่อ
ตรัสรู้สิ่งนั้น ดูก่อนอาวุโส สิ่งนี้แลที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่บรรลุ
ไม่กระทำให้แจ้ง ไม่ตรัสรู้ บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใน
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อบรรลุ เพื่อกระทำให้แจ้ง
เพื่อตรัสรู้ สิ่งนั้น.
จบ โกฏฐิตสูตรที่ ๓
อรรถกถาโกฏฐิตสูตร
โกฏฐิตสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทิฏฺฐธมฺมเวทนิยํ ได้แก่ กรรมที่ให้ผลในอัตภาพนี้
เท่านั้น. บทว่า สมฺปรายเวทนิยํ ได้แก่ กรรมที่ให้ผลในอัตภาพ
ที่สอง บทว่า สุขเวทนิยํ ได้แก่ กรรมแต่งให้เกิดสุขเวทนา.

759
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 760 (เล่ม 37)

บทว่า ทุกฺขเวทนิยํ ได้แก่ กรรมแต่งให้เกิดทุกขเวทนา. บทว่า
ปริปกฺกเวทนิยํ ได้แก่ กรรมให้ผลสำเร็จแล้วคราวหนึ่ง. บทว่า
อปริปกฺกเวทนิยํ ได้แก่ กรรมให้ผลยังไม่สำเร็จแล้วคราวหนึ่ง.
บทว่า พหุเวทนิยํ ได้แก่ กรมให้ผลมาก. บทว่า อปฺปเวทนิยํ
ได้แก่ กรรมให้ผลไม่มาก. บทว่า เวทนิยํ ได้แก่ กรรมยังให้ผล.
บทว่า อเวทนิยํ ได้แก่ กรรมยังไม่ให้ผล. วัฏฏและวิวัฏฏะตรัสแล้ว
ในพระสูตรนี้.
จบ อรรถกถาโกฏฐิตสูตรที่ ๓

760
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 761 (เล่ม 37)

๔. สมิทธิสูตร
ว่าด้วยวิตก
[๒๑๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระสมิทธิเข้าไปหาท่านพระ-
สารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระ-
สารีบุตรได้ถามท่านพระสมิทธิว่า ดูก่อนท่านสมิทธิ วิตกอันเป็น
ความดำริของบุรุษ มีอะไรเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ท่านพระสมิทธิ
ตอบว่า วิตกอันเป็นความดำริของบุรุษ มีนามรูปเป็นอารมณ์
เกิดขึ้น ท่านผู้เจริญ.
สา. ดูก่อนท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น ย่อมถึง
ความต่างกันในอะไร.
ส. ในธาตุทั้งหลาย ท่านผู้เจริญ
สา. ดูก่อนท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มีอะไร
เป็นสมุทัย.
ส. มีผัสสะเป็นสมุทัย ท่านผู้เจริญ.
สา. ดูก่อนท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มีอะไร
เป็นที่ประชุมลง.
ส. มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง ท่านผู้เจริญ.
สา. ดูก่อนท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มีอะไร
เป็นประมุข.
ส. มีสมาธิเป็นประมุข ท่านผู้เจริญ.

761
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 762 (เล่ม 37)

สา. ดูก่อนท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มีอะไร
เป็นใหญ่.
ส. มีสติเป็นใหญ่ ท่านผู้เจริญ.
สา. ดูก่อนท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มีอะไร
เป็นยิ่ง.
ส. มีปัญญาเป็นยิ่ง ท่านผู้เจริญ.
สา. ดูก่อนท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มีอะไร
เป็นแก่น.
ส. มีวิมุตติเป็นแก่น ท่านผู้เจริญ.
สา. ดูก่อนท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มีอะไร
เป็นที่หยั่งลง.
ส. มีอมตะเป็นที่หยั่งลง ท่านผู้เจริญ.
สา. ดูก่อนท่านสมิทธิ เมื่อเราถามท่านว่า ดูก่อนท่านสมิทธิ
วิตกอันเป็นความดำริของบุรุษ มีอะไรเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ท่าน
ตอบว่า มีนามรูปเป็นอารมณ์ ท่านผู้เจริญ เมื่อเราถามว่า ดูก่อน
ท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้นถึงความต่างกันในอะไร
ท่านตอบว่า ในธาตุทั้งหลาย ท่านผู้เจริญ เมื่อเราถามว่า ดูก่อน
ท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มีอะไรเป็นสมุทัย ท่านตอบ
ว่า มีผัสสะเป็นสมุทัย ท่านผู้เจริญ เมื่อเราถามว่า ดูก่อนท่านสมิทธิ
ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มีอะไรเป็นที่ประชุมลง ท่านตอบว่า
มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง ท่านผู้เจริญ เมื่อเราถามว่า ดูก่อนท่าน
สมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มีอะไรเป็นประมุข ท่านตอบว่า

762
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 763 (เล่ม 37)

มีสมาธิเป็นประมุข ท่านผู้เจริญ เมื่อเราถามว่า ดูก่อนท่านสมิทธิ
ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มีอะไรเป็นใหญ่ ท่านตอบว่า มีสติ
เป็นใหญ่ ท่านผู้เจริญ เมื่อเราถามว่า ดูก่อนท่านสมิทธิ วิตก
อันเป็นความดำรินั้น มีอะไรเป็นยิ่ง ท่านตอบว่า มีปัญญาเป็นยิ่ง
ท่านผู้เจริญ เมื่อเราถามว่า ดูก่อนท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความ
ดำรินั้น มีอะไรเป็นแก่น ท่านตอบว่า มีวิมุตติเป็นแก่น ท่านผู้เจริญ
เมื่อเราถามว่า ดูก่อนท่านสมิทธิ ก็วิตกอันเป็นความดำรินั้น มี
อะไรเป็นที่หยั่งลง ท่านตอบว่า มีอมตะเป็นที่หยั่งลง ท่านผู้เจริญ
ดูก่อนท่านพระสมิทธิ ดีละ ดีละ เป็นการดีแล้ว ท่านอันเราถาม
ปัญหาก็แก้ได้ แต่ท่านอย่าทะนงตน ด้วยการแก้ปัญหานั้น.
จบ สมิทธิสูตรที่ ๔
อรรถกถาสมิทธิสูตร
สมิทธิสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สมิทฺธิ ได้แก่ พระเถระมีพระเถระผู้เป็นสัทธิวิหาริก
ได้ชื่อว่าอย่างนี้ เพราะความสำเร็จของอัตภาพ. บทว่า กิมารมฺมณา
ได้แก่ มีอะไรเป็นปัจจัย. บทว่า สงฺกมฺปวิตกฺกา ได้แก่ วิตกเป็น
ความดำริ. บทว่า นามรูปารมฺมณา ได้แก่ มีนามรูปเป็นปัจจัย.
ท่านแสดงว่า ด้วยบทนี้ อรูปขันธิ ๔ รูปและอุปาทายรูป เป็น
ปัจจัยของวิตกทั้งหลาย. บทว่า กวฺนานตฺตํ คจฺฉนฺติ ความว่า

763
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 764 (เล่ม 37)

ย่อมถึงความต่าง ๆ กันเป็นสภาพ คือความแปลกในที่ไหน. บทว่า
ธาตูสุ คือ ในรูปธาตุเป็นต้น. ด้วยว่า ความตรึกในรูปเป็นอย่างหนึ่ง
ความตรึกในเสียงเป็นต้น เป็นอย่างหนึ่ง ด้วยประการฉะนี้. บทว่า
ผสฺสสมุทยา ได้แก่ เป็นปัจจัยแก่ผู้สละประกอบกัน. บทว่า
เวทนาสโมสรณา ได้แก่ มีเวทนา ๓ เป็นที่รวม. ท่านกล่าวกุศล
และอกุศลรามกันแล้วด้วยเหตุประมาณเท่านี้. ส่วนธรรมเป็นต้น
ว่า สมาธิปฺปมุขา พึงทราบว่าเป็นธรรมฝ่ายกำจัดกิเลสให้สิ้นไป.
ในบทนั้น วิตกชื่อว่า สมาธิปฺปมุขา เพราะอรรถว่า มีสมาธิเป็น
ประมุขด้วยอรรถว่าเป็นประธาน หรือด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่.
ชื่อว่า สตาธิปเตยฺยา เพราะอรรถว่ามีสติเป็นใหญ่ ด้วยอรรถว่า
เป็นเหตุของผู้เป็นใหญ่. ชื่อว่า ปญฺญุตฺตรา เพราะมีมรรคปัญญา
เป็นยอดเยี่ยม. ชื่อว่า วิมุตฺติสารา เพราะอรรถว่า มีการบรรลุผล
วิมุตติเป็นแก่น. ชื่อว่า อมโตคธา เพราะอรรถว่า หยั่งลงสู่อมต-
นิพพาน คือตั้งอยู่ในอมตนิพพานนั้นแล้วด้วยอำนาจอารมณ์. บทว่า
เตน วา มา มญฺญิ ความว่า ท่านอย่าทำความเย่อหยิ่ง หรือความ
โอ้อวดด้วยการแก้นั้นว่า อัครสาวกถามปัญหาแล้ว เราแก้ได้แล้ว
ดังนี้.
จบ อรรถกถาสมิทธิสูตรที่ ๔

764
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 765 (เล่ม 37)

๕. คัณฑสูตร
ว่าด้วยปากแผล ๙ แห่ง
[๒๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนฝีที่เกิดขึ้นหลายปี
ฝีนั้นพึงมีปากแผล ๙ แห่ง มีปากแผลที่ยังไม่แตก ๙ แห่ง สิ่งใด
สิ่งหนึ่งจะพึงไหลออกจากปากแผลนั้น สิ่งนั้นเป็นของไม่สะอาด
มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียดทั้งนั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งพึงไหลเข้า สิ่งนั้นเป็น
ของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียดทั้งนั้น ฉันใด คำว่าฝีนี้แล
เป็นชื่อของกายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้ มีมารดาบิดา
เป็นแดนเกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด มีความไม่เที่ยง
ต้องลูบไล้นวดฟั้น มีความกระจัดกระจายเป็นธรรมดา กายนั้น
มีปากแผล ๙ แห่ง มีปากแผลที่ยังไม่แตก ๙ แห่ง สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ย่อมไหลออกจากปากแผลนั้น สิ่งนั้นเป็นของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น
น่าเกลียดทั้งนั้น ฉันนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ
เธอทั้งหลายจงเบื่อหน่ายในกายนี้.
จบ คัณฑสูตรที่ ๕
อรรถกถาคัณฑสูตร
คัณฑสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
สามปี สี่ปี ชื่อการนับปี. ชื่ออเนกวสฺสคณิโก เพราะอรรถ
ว่า นั้นเกิดขึ้นแล้วนับได้หลายปี. บทว่า ตสฺสสฺสํ ตัดบทเป็น

765
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 766 (เล่ม 37)

ตสฺส ภเวยฺยุํ แปลว่า พึงมีแก่ฝีนั้น. บทว่า อเภทนมุขานิ ความว่า
มิใช่แตกเพราะถูกคนใดคนหนึ่งทำแล้ว แต่เป็นปากแผลที่เกิดแต่
กรรมอย่างเดียวแท้ ๆ. บทว่า เชคุจฺฉิยํเยว ได้แก่ น่าเกลียดคือ
เป็นของปฏิกูลทั้งนั้น. บทว่า จาตุมฺมหาภูติกสฺส ได้แก่ กายสำเร็จ
ด้วยมหาภูตรูป ๔. บทว่า โอทนกุมฺมาสุปจยสฺส ได้แก่ กายสะสม
คือเจริญเติบโตแล้วด้วยข้าวสุกและขนมสด.
บทว่า อนิจฺจุจฺ ฉาทนปริมทฺทนเภทนวิทฺธํสนธมฺมสฺส ความว่า
มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ด้วยอรรถว่ามีแล้วไม่มี. มีการปกปิด
เป็นธรรมดาด้วยการลูบไล้ เพื่อกำจัดกลิ่นเหม็น มีการนวดฟั้นเป็น
ธรรมดา ด้วยแขนเพื่อบรรเทาความเจ็บไข้ที่อังคาพยพน้อยใหญ่.
อีกอย่างหนึ่ง ไม่เวลาเป็นหนุ่มมีการนวดฟั้นเป็นธรรมดา ด้วยการ
ทายาและบีบเป็นต้น เพื่อให้อวัยวะน้อยใหญ่เหล่านั้น ๆ ที่ตั้งอยู่
ไม่ดีสมบูรณ์ด้วยการให้นอนบนขาทั้งสองอยู่ในห้อง ก็มีความแตก
ทำลายเป็นธรรมดา แม้บริหารแล้วอย่างนี้ อธิบายว่า มีความแตก
กระจัดกระจายเป็นสภาพ ก็ในข้อนี้ ท่านกล่าวความดับแห่งกาย
นั้น ด้วยบทว่าไม่เที่ยง และด้วยบทว่าแตกและทำลาย ท่านกล่าว
ความเกิดด้วยบทที่เหลือ. บทว่า นิพฺพินทถ ท่านแสดงว่า เธอ
ทั้งหลาย จงระอา คือละทิ้งกายนี้เสียเถิดดังนี้. ในสูตรนี้ ท่านกล่าว
ถึงวิปัสสนามีกำลังด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาคัณฑสูตรที่ ๕

766
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 767 (เล่ม 37)

๖. สัญญาสูตร
ว่าด้วยสัญญา ๙ อย่าง
[๒๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๙ ประการนี้ อันบุคคล
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่ง
ลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ๙ ประการเป็นไฉน คือ อสุภสัญญา ๑
มรณสัญญา ๑ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ๑
อนิจจสัญญา ๑ อนิจเจทุกขสัญญา ๑ ทุกเขอนัตตสัญญา ๑
ปหานสัญญา ๑ วิราคสัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๙
ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก
มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด.
จบ สัญญาสูตรที่ ๖
อรรถกถาสัญญาสูตรที่ ๖
สัญญาสูตรที่ ๖ มีนัยอันท่านกล่าวแล้ว. แต่ในสูตรนี้ ท่าน
กล่าวญาณเท่านั้น โดยมีสัญญาเป็นใหญ่.

767