ขมตฺ จ เม โส ความว่า พระเถระยกโทษแก่ภิกษุนั้นอย่างนี้ด้วย
คิดว่า ก็ท่านผู้มีอายุนี้อดโทษแก่ข้าพเจ้าดังนี้ ให้ภิกษุนั้นขอโทษ
เฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดาแม้ด้วยตนเองดังนี้.
จบ อรรถกถาวุฏฐิสูตรที่ ๑
ขมตฺ จ เม โส ความว่า พระเถระยกโทษแก่ภิกษุนั้นอย่างนี้ด้วย
คิดว่า ก็ท่านผู้มีอายุนี้อดโทษแก่ข้าพเจ้าดังนี้ ให้ภิกษุนั้นขอโทษ
เฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดาแม้ด้วยตนเองดังนี้.
จบ อรรถกถาวุฏฐิสูตรที่ ๑
๒. สอุปาทิเสสสูตร
ว่าด้วยสอุปาทิเสสบุคคล ๙ จำพวก
[๒๑๖] สมัยหนึ่ง พระผุ้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-
วิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนคร
สาวัตถี.
ครั้งนั้นแล เวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตรและ
จีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ท่านพระสารีบุตรมีความ
คิดดังนี้ว่า การเที่ยวไปบิณฑบาติในพระนครสาวัตถียังเช้าเกินไป
ผิฉะนั้น เราพึงเข้าไปยังอารามของอัญญเดียรถีย์ปริพาชกก่อนเถิด
ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรได้เข้าไปยังอารามของอัญญเดียรถีย์
ปริพาชก ได้ปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น
ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้น อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกำลังนั่ง
ประชุมสนทนากันในระหว่างว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่ง
ที่ยังเป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ ผู้นั้นล้วนไม่พ้นจากนรก ไม่
พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ไม่พ้นจากเปรตวิสัย ไม่พ้นจากอบาย
ทุคติ และวินิบาต.
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรไม่ยินดีไม่คันค้านถ้อยคำที่
อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าว ครั้นแล้วลุกจาอาสนะ
หลีกไปด้วยคิดว่า เราจักรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนัก
พระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรเที่ยวบิณฑบาต
ในพระนครสาวัตถี กลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์
นุ่งแล้ว ถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ข้า
พระองค์ผู้มีความคิดอย่างนี้ว่า การเที่ยวบิณฑบาตในพระนคร
สาวัตถี ยังเช้าเกินไป ผิฉะนั้น เราพึงเข้าไปยังอารามของพวก
อัญญเดียรถีย์ปริพาชกก่อนเถิด ลำดับนั้น ข้าพระองค์เข้าไปยัง
อารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้ปราศรัยกับพวกอัญญ-
เดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึง
กันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรสวนข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้นแล พวกอัญญ-
เดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกำลังนั่งประชุมสนทนากันอยู่ในระหว่าง
ว่า ก่อนอาวุโสทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งที่ยังเป็นสอุปาทิเสสะ กระทำ
กาละ นั้นล้วนไม่พ้นจากนรก ไม่พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ไม่
พันจากเปรตวิสัย ไม่พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ข้าพระองค์
ไม่ยินดีไม่คัดค้านถ้อยคำที่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น
กล่าวแล้ว ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป ด้วยคิดว่า เราจักรู้ทั่ว
ถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร อัญญเดียรถีย์
ปริพาชกบ้างพวกโงเขลา ไม่ฉลาด อย่างไรจักรู้ผู้ที่เป็นสอุปาทิเสสะ
ว่า เป็นสอุปาทิเสสะ หรือจักรู้ผู้ที่เป็นอนุปาทิเสสะว่า เป็นอนุปา-
ทิเสสะ ดูก่อนสารีบุตร บุคคล ๙ จำพวกนี้ ที่เป็นสอุปาทิเสสะ
กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจาก
เปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ๙ จำพวกเป็นไฉน.
ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์
ในศีล ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็น
อันตราปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูก่อน
สารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๑ ผู้เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ
พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้น
จากอบาย ทุคติ และวินิบาต.
อีกประการหนึ่ง บุคคลคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำได้
บริบูรณ์ในศีล ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้น
เป็นอุปหัจจปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูก่อน
สารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๒....
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้
บริบูรณ์ในศีล ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้น
เป็นอสังขารปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป
ดูก่อนสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๓....
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้
บริบูรณ์ในศีล ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้น
เป็นสสังขารปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป
ดูก่อนสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๔....
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้
บริบูรณ์ในศีล ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้น
เป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป
ดูก่อนสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๕....
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้
บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้น
เป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป เพราะราคะ โทสะและ
โมหะเบาบาง กลับมายังโลกนี้เพียงคราวเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์
ได้ ดูก่อนสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๖....
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้
บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคล
นั้นเป็นเอกพีชี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป บังเกิดยังภพมนุษย์นี้
ครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูก่อนสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๗...
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้
บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้น
เป็นโกลังโกละ เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ ๒-๓ ตระกูล
แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูก่อนสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๘....
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้
บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้น
เป็นสัตตักขัตตุปรมโสดา เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่
ในเทวดาและมนุษย์ ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูก่อนสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ ผู้เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำ
กาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย
พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ดูก่อนสารีบุตร อัญญเดียรถีย์
ปริพาชกบางคน โง่เขลา ไม่ฉลาด อย่างไรจักรู้บุคคลผู้เป็นสอุปา-
ทิเสสะว่า เป็นสอุปาทิเสสะ หรือจักรู้บุคคลผู้เป็นอนุปาทิเสสะว่า
เป็นอนุปาทิเสสะ ดูก่อนสารีบุตร บุคคล ๙ จำพวกนี้แล เป็น
สุปาทิเสสะ กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิด สัตว์.
ดิรัจฉานพ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติและวินิบาต.
ดูก่อนสารีบุตร ธรรมปริยายนี้ ยังไม่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ
ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกาก่อน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้ฟัง
ธรรมปริยายที่เรากล่าวด้วยความอธิบายปัญหานี้แล้ว อย่าถึง
ความประมาท.
จบ สอุปาทิเสสสูตรที่ ๒
อรรถกถาสอุปาทิเสสสูตร
สอุปาทิเสสสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สอุปาทิเสสํ ได้แก่ เป็นผู้ยังมีเบญจขันธ์เหลือ. บทว่า
อนุปาทิเสสํ ได้แก่ เป็นผู้มีเหลืออุปาทาน คือหมดความยึดถือ.
บทว่า มตฺตโสการี ได้แก่ เป็นผู้ทำพอประมาณ คือไม่ทำใหับริบูรณ์.
บทว่า น ตาวายํ สาริปุตฺต ธมฺมปริยาโย ปฏิภาสิ ความว่า ก็ใน
ข้อนี้ได้ความหมายดังนี้ว่า ธรรมดาความไม่แจ่มแจ้ง ย่อมไม่มี
แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เราจักไม่กล่าวธรรมปริยายนี้ก่อน. บทว่า
มายิมํ ธมฺมปริยายํ สุตฺวา ปมาทํ อาหรึสุ ความว่า บุคคลทั้งหลาย
เมื่อไม่ทำความเพียรเพื่ออรหัตในเบื้องบน อย่างความประมาท
ด้วยเข้าใจว่า นัยว่าเราทั้งหลาย พ้นแล้วจากอบาย ๔ ดังนี้.
บทว่า ปญฺหาธิปฺปาเยน ภาสิโต ท่านแสดงว่า เรากล่าวว่า เรา
กล่าวตามปัญหาที่ท่านถามแล้วดังนี้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำเหตุนั้นเท่านั้นให้เกิด เพื่อ
บรรเทาฉันทราคะในภพทั้งหลายของบุคคล ๙ จำพวกเหล่านี้แล้ว
จึงได้ตรัสพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คูถแม้มีประมาณน้อย
ย่อมมีกลิ่นเหม็นแม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวซึ่ง
ภพแม้มีประมาณน้อยโดยที่สุด แม้เพียงชั่วลัดนิ้วมือฉันนั้นเหมือนกัน.
มิใช่อย่างเดียว มิเป็นที่ไปของบุคคล ๙ จำพวกเหล่านั้นก็ติดต่อกัน.
สรณะ ๓ ศีล ๕ สลากภัตหนึ่ง ปักขิกภัตหนึ่ง วัสสาวาสิกะหนึ่ง
สระโบกขรณีหนึ่ง อาวาสหนึ่ง บุญที่เนื่องกันเห็นปานนี้ มีอยู่
แก่ตระกูลทั้งหลายเหล่าใด ทางดำเนินแม้ของตระกูลทั้งหลาย
เหล่านั้นก็เนื่องกัน ตระกูลทั้งหลายเหล่านั้น เป็นเช่นกับโสดาบัน
บุคคลนั่นเอง.
จบ อรรถกถาสอุปาทิเสสสูตรที่ ๒
๓. โกฏฐิตสูตร
ว่าด้วยกรรมและการให้ผลของกรรม
[๒๑๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโกฏฐิตะเข้าไปหาท่าน
พระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่าน
การปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันได้แล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว ได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร
บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์
นี้ว่า กรรมในที่ให้ผลในปัจจุบัน ขอกรรมนั้นจงให้ผลในสัมปรายภพ
แก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ.
ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้.
ม. ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดที่ให้ผลใน
สัมปรายภพ ขอกรรมนั้นจงให้ผลในปัจจุบันแก่เรา ดังนี้ ได้หรือ
หนอ.
สา. ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้.
ม. ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลเป็นสุข
ขอกรรมนั้นจงให้ผลเป็นทุกข์แก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ.
สา. ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้.
ม. ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลเป็นทุกข์
ขอกรรมนั้นจงให้ผลเป็นสุขแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ.
สา. ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้.
ม. ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลเสร็จแล้ว
ขอกรรมนั้นจงไม่ให้ผลเสร็จแล้วแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ.
สา. ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้.
ม. ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดยังไม่ให้ผล
เสร็จแล้ว ขอกรรมนั้นจงให้ผลเสร็จแล้วแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ.
สา. ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้.
ม. ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร แก่บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลมาก
ขอกรรมนั้นจงให้ผลน้อยแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ.
สา. ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้.
ม. ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลน้อย
ขอกรรมนั้นจงให้ผลมากแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ.
สา. ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้.
ม. ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดยังให้ผล ขอ
กรรมนั้นจงไม้ให้ผลแก่เราดังนี้ ได้หรือหนอ.
สา. ดูก่อนอาวุโส ไมใช่อย่างนี้.
ม. ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในกรรมผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดไม่ให้ผล ขอ
กรรมนั้นจงให้ผลแก่เราดังนี้ ได้หรือหนอ.
สา. ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้.
ม. ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร เมื่อเราถามท่านว่า ดูก่อนอาวุโส
สารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า
เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลในปัจจุบัน ขอกรรมนั้นจงให้ผล
ในสัมปรายภพแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านตอบว่า ดูก่อนอาวุโส
ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่
ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า
กรรมใดให้ผลในสัมปรายภพ ขอกรรมนั้นจงให้ผลในปัจจุบันแก่เรา
ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้
เมื่อเราถามว่า บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า
เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลเป็นสุข ขอกรรมนั้นจงให้ผล
เป็นทุกข์แก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านตอบว่า ดูก่อนอาวุโส
ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่
ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นี้ว่า
กรรมใดให้ผลเป็นทุกข์ ขอกรรมนั้นจงให้ผลเป็นสุขแก่เรา ดังนี้
ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเรา
ถามว่า ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์