ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 728 (เล่ม 37)

ก็คำที่เรากล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย แม้คามนิคมก็พึง
ทราบโดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี นั้นเราอาศัย
อะไรกล่าวแล้ว ในคามนิคม ๒ อย่างนั้น พึงรู้คามนิคมใดว่า เมื่อ
เราเสพคามนิคมนี้ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม
คามนิคมเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ พึงรู้คามนิคมใดว่า เมื่อเราเสพ
คามนิคมนี้ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ คามนิคม
เห็นปานนี้ควรเสพ คำที่เรากล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย แม้
คามนิคมก็พึงทราบโดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี
นั้นเราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว.
ก็คำที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย แม้ชนบท
และประเทศพึงทราบโดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี
นั้นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้วในชนบทและประเทศ ๒ อย่างนั้น
พึงรู้ชนบทและประเทศใดว่า เมื่อเราเสพชนบทและประเทศนี้
อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ ชนบทและประเทศ
เห็นปานนี้ควรเสพ คำที่เรากล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย แม้
ชนบทและประเทศก็พึงทราบโดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควร
เสพก็มี นั้นเราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว.
จบ เสวนาสูตรที่ ๖

728
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 729 (เล่ม 37)

อรรถกถาเสวนาสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในเสวนาสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชีวิตปริกฺขารา ได้แก่ เป็นสิ่งเกื้อกูลแก่ชีวิต. บทว่า
สมุทาเนตพฺพา ได้แก่ บรรพชิต พึงรวบรวมไว้. บทว่า กสิเรน
สมุทาหรนฺติ ได้แก่ ย่อมเกิดขึ้นได้โดยความลำบาก. ในบทว่า
รตฺติภาคํ วา ทิวสภาคํ วา นี้ บุคคลนั้นรู้ในกลางคืน พึงหลีกไปเสีย
ในกลางคืนทีเดียว เมื่ออันตรายมีสัตว์ร้ายเป็นต้นมีอยู่ในกลางคืน
พึงรอถึงดวงอาทิตย์ขึ้น รู้ในกลางวัน พึงหลีกไปเสียในกลางวัน
เมื่ออันตรายมีอยู่ในกลางวัน พึงรอถึงดวงอาทิตย์ตก. บทว่า สงฺขาปิ
ได้แก่ รู้เหตุร้ายความเต็มด้วยภาวนาของความเป็นสมณะ. ส่วน
บท โส ปุคฺคโล พึงสัมพันธ์ด้วยบทนี้ว่า นานุพนฺธิตพฺโพ บทว่า
อนาปุจฺฉา ความว่า แต่ในที่นี้ พึงหลีกไปไม่ต้องลาบุคคลนั้น.
บทว่า อปิ ปนุชฺชมาเนน ได้แก่ ถูกคร่าออกไป. ก็บุคคลเห็นปานนี้
ลงโทษให้ยกมัดฟืนหนึ่งร้อย หม้อน้ำหนึ่งร้อย หรือหม้อทรายหนึ่งร้อย
หรือให้ไล่ออกไปด้วยกล่าวว่า ท่านอย่าอยู่ในที่นี้ แม้ให้ผู้นั้นขอโทษ
แล้ว พึงติดตามคือไม่พึงทอดทิ้งบุคคลนั้นไปตลอดชีวิต
จบ อรรถกถาเสวนาสูตรที่ ๖

729
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 730 (เล่ม 37)

๗. สุตวาสูตร
ว่าด้วยฐานะที่พระอรหันต์ไม่ล่วงละเมิด
[๒๑๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขา
คิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล สุตวาปริพาชกเข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่งข้าพระองค์และพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่
ที่เมืองคิริพชะ ใกล้กรุงราชคฤห์นี่แหละ ณ ที่นั้นแล ข้าพระองค์
ได้สดับรับฟังเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ดูก่อนสุตวะ
ภิกษุใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำ
เสร็จแล้ว ปลงภาระแล้วมีประโยชน์แห่งตนอันบรรลุแล้วโดยลำดับ
มีกิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้
โดยชอบ ภิกษุนั้นไม่ควรเพื่อประพฤติล่วงฐานะ ๕ ประการ คือ
ภิกษุผู้ขีณาสพไม่ควรแกล้งฆ่าสัตว์ ๑ ไม่ควรถือเอาสิ่งของที่
เจ้าของไม่ให้อันเป็นส่วนแห่งความเป็นขโมย ๑ ไม่ควรเสพเมถุน
ธรรม ๑ ไม่ควรกล่าวเท็จทั้งรู้ ๑ ไม่ควรทำการสั่งสมบริโภค
กามคุณเหมือนเป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อน ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
คำนี้ข้าพระองค์ฟังมาดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจไว้ดีแล้ว ทรงทำไว้
ดีแล้ว และหรือ.

730
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 731 (เล่ม 37)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จริงละ คำนี้ท่านสดับมาดีแล้ว
รับเอามาดีแล้ว ใส่ใจไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว ดูก่อนสุตวะ ครั้ง
ก่อนและบัดนี้ เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า ภิกษุใดเป็นอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว มี
ประโยชน์แห่งตนอันบรรลุแล้วโดยลำดับ มีกิเลสเครื่องประกอบ
สัตว์ไว้ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้น
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อประพฤติล่วงฐานะ ๙ ประการ คือภิกษุผู้ขีณาสพ
ไม่ควรแกล้งฆ่าสัตว์ ๑ ไม่ควรถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้อันเป็น
ส่วนแห่งความเป็นขโมย ๑ ไม่ควรเสพเมถุนธรรม ๑ ไม่ควรกล่าว
เท็จทั้งรู้ ๑ ไม่ควรทำการสั่งสมบริโภคกามคุณเหมือนคฤหัสถ์
ในกาลก่อน ๑ ไม่ควรลุอำนาจฉันทาคติ ๑ ไม่ควรลุอำนาจโทสา-
คติ ๑ ไม่ควรลุอำนาจโมหาคติ ๑ ไม่ควรลุอำนาจภยาคติ ๑ ดูก่อน
สุตวะ ครั้งก่อนและบัดนี้ เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า ภิกษุใดเป็นพระ-
อรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลง
ภาระแล้ว มีประโยชน์แห่งตนอันบรรลุแล้วโดยลำดับ มีกิเลสเครื่อง
ประกอบสัตว์ไว้ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อประพฤติล่วงฐานะ ๙ ประการนี้.
จบ สุตวาสูตรที่ ๗

731
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 732 (เล่ม 37)

อรรถกถาสุตวาสูตร
สุตวาสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปญฺจ ฐานานิ อชฺฌาจริตุํ ได้แก่ ภิกษุไม่ควรล่วงเหตุ ๕.
บทว่า ปาณํ ได้แก่ โดยที่สุดมดดำมดแดง. บทว่า อทินฺนํ ได้แก่
ของผู้อื่นโดยที่สุดแม้เส้นหญ้า. บทว่า เถยฺยสงฺขาตํ ได้แก่ แม้มี
จิตขโมย. บทว่า สนฺนิธิการกํ กาเม ปริภุญฺชิตุํ ได้แก่ ไม่ควรทำการ
สั่งสอนคือ เว้นบริโภควัตถุกามและกิเลสกาม. ข้อนั้น ท่านกล่าว
หมายเอากามคุณซึ่งเป็นอกัปปิยะ (ไม่ควร). บทว่า พุทฺธํ ปจฺจกฺขาตุํ
ได้แก่ เพื่อห้ามอย่างนี้ว่า คนนี้มิใช่เป็นพุทธะดังนี้. แม้ในธรรม
เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ข้อนั้นมาแล้วในอรรถกถาก่อนอย่างนี้
ส่วนในสูตรนี้กล่าวถึงความไม่ลำเอียง.
จบ อรรถกถาสุตวาสูตรที่ ๗

732
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 733 (เล่ม 37)

๘. สัชฌสูตร
ว่าด้วยฐานะที่พระอรหันต์ไม่ล่วงละเมิด
[๒๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขา
คิชฌกูฏใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล สัชฌปริพาชกเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ข้าพระองค์และพระผู้มีพระภาคเจ้า
อยู่เมืองคิริพชะ ใกล้กรุงราชคฤห์นี้แหละ ณ ที่นั้นแล ข้าพระองค์
ได้สดับรับฟังเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ดูก่อน
สัชฌะ ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจ
ที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว มีประโยชน์แห่งตนอันบรรลุแล้ว
โดยลำดับ มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้น
แล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อประพฤติล่วงฐานะ
๕ ประการ คือ ภิกษุผู้ขีณาสพไม่ควรแกล้งฆ่าสัตว์ ๑ ไม่ควรถือ
เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้อันเป็นส่วนแห่งความเป็นขโมย ๑ ไม่
ควรเสพเมถุนธรรม ๑ ไม่ควรกล่าวเท็จทั้งรู้ ๑ ไม่ควรทำการ
สั่งสมบริโภคกามคุณเหมือนเป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อน ๑ ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ คำนี้ข้าพระองค์ฟังมาดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจไว้ดีแล้ว
ทรงจำไว้ดีแล้วแลหรือ.

733
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 734 (เล่ม 37)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จริงละ คำนี้ท่านฟังมาดีแล้ว
รับมาดีแล้ว ใส่ใจไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว ครั้งก่อนและบัดนี้
เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ อยู่จบพรหม
จรรย์... หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นเป็นผู้ที่ไม่ควรเพื่อ
ประพฤติล่วงฐานะ ๙ ประการ คือ ภิกษุผู้ขีณาสพไม่ควรแกล้ง
ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ไม่ควรกล่าวคือพระพุทธเจ้า ไม่ควรกล่าวคืน
พระธรรม ไม่ควรกล่าวคืนพระสงฆ์ ไม่ควรกล่าวคืนสิกขา ดูก่อน
สัชฌะ ครั้งก่อนและบัดนี้เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า ภิกษุใดเป็นพระ-
อรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลง
ภาระแล้วมีประโยชน์แห่งตนอันบรรลุแล้วโดยลำดับ มีกิเลสเครื่อง
ประกอบสัตว์ไว้ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อประพฤติล่วงฐานะ ๙ ประการนี้.
จบ อัชฌสูตรที่ ๘
อรรถกถาสัชฌสูตรที่ ๘
ในสัชฌสูตรที่ ๘ ท่านกล่าวจำเพาะพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
จบ อรรถกถาสัชฌสูตรที่ ๘

734
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 735 (เล่ม 37)

๙. ปุคคลสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๙ จำพวก
[๒๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๙ จำพวกนี้ มีปรากฏ
อยู่ในโลก ๙ จำพวกเป็นไฉน คือ พระอรหันต์ ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อ
ความเป็นพระอรหันต์ ๑ พระอนาคามี ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำ
ให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ๑ พระสกทาคามี ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำ
ให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ๑ พระโสดาบัน ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำ
ให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๑ ปุถุชน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๙
จำพวกเหล่านี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก.
จบ ปุคคลสูตรที่ ๙
อรรถกถาปุคคลสูตรที่ ๙
ใน ปุคคลสูตรที่ ๙ ท่านกล่าวว่า อาหุเนยฺยา เป็นผู้ควร
ของคำนับ
จบ อรรถกถาปุคคลสูตรที่ ๙

735
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 736 (เล่ม 37)

๑๐. อาหุเนยยสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นนาบุญ ๙ จำพวก
[๒๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๙ จำพวกนี้ เป็นผู้ควร
ของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้
ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๙
จำพวกเป็นไฉน คือ พระอรหันต์ ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็น
พระอรหันต์ ๑ พระอนาคามี ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง
อนาคามิผล ๑ พระสกทาคามี ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้ง
ซึ่งสกทาคามิผล ๑ พระโสดาบัน ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้ง
ซึ่งโสดาปัตติผล ๑ โคตรภูบุคคล ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๙
จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มี
นาบุญอื่นยิ่งกว่า.
จบ สูตรที่ ๑๐
อรรถกถาอหุเนยยสูตร
อาหุเนยยสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า โคตฺรภู ได้แก่เป็นผู้ประกอบด้วยวิปัสสนาจิตที่มี
กำลังถึงที่สุด โดยอนันตรปัจจัยแห่งโสดาปัตติมรรค. บทที่เหลือ
ในวาระทั้งปวง มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาอาหุเนยยสูตรที่ ๑๐

736
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 737 (เล่ม 37)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สัมโพธิสูตร ๒. นิสสยสูตร ๓. เมฆิยสูตร ๔. นันทกสูตร
๕. พลสูตร ๖. เสวนาสูตร ๗. สุตวาสูตร ๘. สัชฌสูตร ๙. ปุคคล-
สูตร ๑๐. อาหุเนยยสูตรและอรรถกถา.
จบ สัมโพธวรรคที่ ๑

737