ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 718 (เล่ม 37)

อานิสงส์ในการฟังธรรมตามกาล ในการสนทนาธรรมตามกาล ๕
ประการนี้.
จบ นันทกสูตรที่ ๔
อรรถกถานันทกสูตรที่ ๔
นันทกสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุปฏฺฐานสาลายํ ได้แก่ หอฉัน. บทว่า เยนุปฏฺฐานสาลา
ความว่า พระศาสดาสดับเสียงการแสดงธรรมอันพระนันทกเถระ
เริ่มแล้วด้วยเสียงอันไพเราะ จึงตรัสถามว่า อานนท์ นั่นใครแสดง
ธรรมด้วยถ้อยคำอันไพเราะ ในอุปัฏฐานศาลา ทรงสดับว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญวันนี้เป็นวาระของพวกนันทกเถระผู้เป็นธรรมกถึก
ได้ตรัสว่า อานนท์ ภิกษุนั่นแสดงธรรมไพเราะยิ่งนัก แม้เราจักไป
ฟังดังนี้ จึงเสด็จเข้าไปยังอุฏฐานศาลา. บทว่า อุปสงฺกมิตฺวา
พหิทฺวารโกฏฺฐเก อฏฺฐาสิ ได้แก่ ทรงปิดบังฉัพพัณณรังสีไว้ในกลีบ
จีวรแล้ว ประทับยืนด้วยเพศที่ควรไม่รู้จัก. บทว่า กถาปริโยสานํ
อาคมยมาโน ความว่า ประทับยืนฟังธรรมกถาอยู่ถึงกถาสุดท้ายนี้ว่า
อิทมโวจ ดังนี้. ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ ได้ทูลถวายสัญญาแด่
พระศาสดาเมื่อเลยปฐมยามไปแล้วว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปฐม-
ยามล่วงไปแล้ว พระองค์ทรงพักผ่อนสักหน่อย ดังนี้. พระศาสดา
ประทับยืนอยู่ ณ ที่นั้นนั่นแล ครั้นต่อมา เมื่อเลยมัชฌิมยามไปแล้ว
ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์
ทรงเป็นขัตติยสุขุมาลชาติโดยปกติ ทรงเป็นพุทธสุขุมาลชาติ ทรงเป็น

718
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 719 (เล่ม 37)

สุขุมาลชาติอยางยิ่ง แม้มัชฌิมยามก็ล่วงไปแล้ว ขอจงทรงพักผ่อน
สักครู่เถิดดังนี้. พระศาสดาประทับยืนอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง. รุ่งอรุณ
ปรากฏแล้วแก่พระศาสดาพระองค์นั้น ผู้ทรงประทับยืนอยู่นั่นแล.
อรุณขึ้นก็ดี การจบกถาถึงบทว่า อิทมโวจ ของพระกถาก็ดี การ
เปล่งฉัพพรรณรังสีของพระทศพลก็ดี ได้มีคราวเดียวกันนั่นเอง.
บทว่า อคฺคฬํ อาโกเฏสิ ได้แก่ ทรงเอาปลายพระนขา เคาะ
บานประตู.
บทว่า สารขฺชายมานรูโป ได้แก่ ระอา เกรงกลัว หวาดหวั่น
ส่วนพระนันทกเถระนั้น ไม่มีความหวาดสะดุ้งด้วยความเสียใจ.
บทว่า เอตฺตกํปิ โน นปฺปฏิภาเสยฺย ความว่า ผู้ได้ปฏิสัมภิทา ชื่อว่า
หมดปฏิภาณ ย่อมไม่มี. แต่ท่านแสดงว่า เราไม่พึงกล่าวคำประมาณ
เท่านี้. บทว่า สาธุ สาธุ ได้แก่ ทรงร่าเริงกับการแสดงธรรมของ
พระเถระ จึงได้ตรัสแล้ว. ก็ในข้อนี้มีความหมายดังนี้ว่า ธรรมเทศนา
ท่านถือเอาความได้ดี และแสดงได้ดีแล้วดังนี้. บทว่า กุลปุตฺตานํ
ได้แก่ กุลบุตรมีมรรยาท และกุลบุตรมีชาติตระกูล. บทว่า อรโย วา
ตุณฺหีภาโว ได้แก่ ตรัสหมายเอาสมาบัติในทุติยฌาน.
บทว่า อธิปญฺญธมฺมวิปสฺสนาย ได้แก่ วิปัสสนาญาณ
กำหนดสังขาร. บทว่า จุตปฺปาทโก ได้แก่เปรียบเหมือนสัตว์มี ม้า
โค และลาเป็นต้น. บทว่า อิทํ วตฺวา ได้แก่ ตรัสธรรมนี้ประกอบ
ด้วยองค์ ๔. บทว่า วิหารํ ปาวิสิ ได้แก่ เสด็จเข้าไปสู่พระคันธกุฏี.
บทว่า กาเลน ธมฺมสฺสวเน ได้แก่ ในการฟังธรรมตามกาละ.
บทว่า ธมฺมสากจฺฉาย ได้แก่ ในการกล่าวถามกัน. บทว่า คมฺภีรํ

719
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 720 (เล่ม 37)

อตฺถปทํ ได้แก่ อรรถที่ลุ่มลึก คือ ลี้ลับ. บทว่า ปญฺญาย ได้แก่
มรรคปัญญาพร้อมด้วยวิปัสสนา ปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดด้วยการ
พิจารณาก็ดี ปัญญาที่เกิดแต่การเยนและการสอบถามก็ดี ย่อม
ควรทั้งนั้น. บทว่า ปตฺโต วา คจฺฉติ วา ความว่า เขาย่อมสรรเสริญ
ด้วยความสรรเสริญคุณอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้บรรลุแล้วหรือจักบรรลุ
อรหัตดังนี้. บทว่า อปฺปตฺตมานสา ได้แก่ ชื่อว่า อปฺปตฺตมานสา
เพราะยังไม่บรรลุอรหัต หรือพวกภิกษุเหล่านั้นมีใจยังไม่บรรลุ
อรหัตดังนี้ก็มี. ในบทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ นี้ ได้แก่ ธรรมเป็น
เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ทั้งโลกิยะ ทั้งโลกุตตระ ย่อมควร.
จบ อรรถกถานันทกสูตรที่ ๔

720
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 721 (เล่ม 37)

๕. พลสูตร
ว่าด้วยกำลัง ๔ กับภัย ๕
[๒๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๔ ประการนี้ ๔ ประการ
เป็นไฉน คือ กำลัง คือ ปัญญา ๑ กำลัง คือ ความเพียร ๑ กำลัง
คือ การงามอันไม่มีโทษ ๑ กำลัง คือ การสงเคราะห์ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ ปัญญาเป็นไฉน ธรรม
เหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็น
อกุศล ธรรมเหล่าใดมีโทษ นับว่ามีโทษ ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ
นับว่าไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดดำ นับว่าดำ ธรรมเหล่าใดขาว
นับว่าขาว ธรรมเหล่าใดไม่ควรเสพ นับว่าไม่ควรเสพ ธรรม
เหล่าใดควรเสพ นับว่าควรเสพ ธรรมเหล่าใดไม่สามารถทำความ
เป็นพระอริยะ นับว่าไม่สามารถทำความเป็นอริยะ ธรรมเหล่าใด
สามารถทำความเป็นพระอริยะ นับว่าสามารถทำความเป็นพระอริยะ
ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลเห็นแจ้ง ประพฤติได้ด้วยปัญญา
นี้เรียกว่ากำลัง คือ ปัญญา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ ความเพียรเป็นไฉน ธรรม
เหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใดมีโทษ นับว่ามีโทษ
ธรรมเหล่าใดดำ นับว่าดำ ธรรมเหล่าใดไม่ควรเสพ นับว่าไม่ควรเสพ
ธรรมเหล่าใดไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะ นับว่าไม่สามารถ
ทำความเป็นพระอริยะ บุคคลยังฉันทะให้เกิด พยายามปรารภ
ความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อละธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่าใด

721
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 722 (เล่ม 37)

เป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ นับว่าไม่มีโทษ
ธรรมเหล่าใดขาว นับว่าขาว ธรรมเหล่าใดควรเสพ นับว่าควรเสพ
ธรรมเหล่าใดสามารถทำความเป็นพระอริยะ นับว่าสามารถทำ
ความเป็นพระอริยะ บุคคลย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภ
ความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อได้ธรรมเหล่านั้น นี้เรียกว่า
กำลัง คือ ความเพียร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษเป็นไฉน
อริยสาวกใน ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม
มโนกรรม อันหาโทษมิได้ นี้เรียกว่ากำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ การสงเคราะห์เป็นไฉน
สังควัตถุ ๔ ประการนี้ คือ ทาน ๑ เปยยวัชชะ ๑ อัตถจริยา ๑
สมานัตตตา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทานเลิศกว่าทานทั้งหลาย
การแสดงธรรมบ่อย ๆ แก่บุคคลผู้ต้องการ ผู้เงี่ยโสตลงสดับ นี้เลิศ
กว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก การชักชวนคนผู้ไม่มีศรัทธาให้
ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา ชักชวนผู้ทุศีลให้ตั้งมั่นดำรงอยู่
ในศีลสัมปทา ชักชวนผู้ตระหนี่ให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในจาคสัมปทา
ชักชวนผู้มีปัญญาทรามให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา นี้เลิศ
กว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย พระโสดาบันมีตนเสมอกับ
พระโสดาบัน พระสกทาคามีมีตนเสมอกับพระสกทาคามี พระ-
อานาคามีมีตนเสมอกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอกับพระ-
อรหันต์ นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย นี้เรียกว่ากำลัง คือ
การสงเคราะห์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๔ ประการนี้แล.

722
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 723 (เล่ม 37)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยกำลัง ๔
ประการนี้แล ย่อมก้าวล่วงภัย ๕ ประการ ภัย ๕ ประการเป็นไฉน
คือ อาชีวิตภัย ๑ อสิโลกภัย ๑ ปริสสารัชภัย ๑ มรณภัย ๑
ทุคติภัย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนั้นแล พิจารณาเห็น
ดังนี้ว่า เราไม่กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต ไฉนเราจักกลัวต่อภัย
อันเนื่องด้วยชีวิตเล่า เรามีกำลัง ๔ ประการ คือ กำลังปัญญา
กำลังความเพียร กำลังการงานอันไม่มีโทษ กำลังการสงเคราะห์
คนที่มีปัญญาทรามแล จึงกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต คนเกียจคร้าน
จึงกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต คือ กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิตเพราะ
การงานทางกาย ทางวาจาและทางใจที่มีโทษ คนที่ไม่สงเคราะห์ใคร
ก็กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต เราไม่กลัวต่อภัย คือ การติเตียน ฯลฯ
เราไม่กลัวต่อภัยคือการสะทกสะท้อนในบริษัท... เราไม่กลัวต่อภัย
คือความตาย... เราไม่กลัวต่อภัยคือทุคติ ไฉนเราจักกลัวต่อภัย คือ
ทุคติเล่า เพราะเรามีกำลัง ๔ ประการ คือ กำลังปัญญา กำลัง
ความเพียร กำลังการงานอันไม่มีโทษ กำลังการสงเคราะห์ คนที่มี
ปัญญาทรามแล จึงกลัวต่อภัยคือทุคติ คนเกียจคร้านแล จึงกลัวต่อ
ภัยคือทุคติ คือ กลัวต่อภัยคือทุคติเพราะการงานทางกาย ทางวาจา
และทางใจที่มีโทษ คนที่ไม่สงเคราะห์ใคร ก็กลัวภัยคือทุคติ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยกำลัง ๔ ประการนี้แล
ย่อมก้าวล่วงภัย ๕ ประการนี้.
จบ พลสูตรที่ ๕

723
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 724 (เล่ม 37)

อรรถกถาพลสูตรที่ ๕
พลสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พึงเห็นปัญญาพละเป็นต้น เพราะไม่หวั่นไหวในเพราะ
อวิชชา ความเกียจคร้าน การกล่าวโทษ และความไม่เชื่อ. บทว่า
อกุสลสงฺขาตา ได้แก่ รู้ว่าเป็นอกุศล. ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. บทว่า
นาลมริยา ได้แก่ ธรรมที่ไม่สามารถทำความเป็นพระอริยา หรือ
ไม่สมควรแก่พระอริยะ. บทว่า โวทิฏฺฐา ได้แก่ ธรรมที่บุคคล
เห็นแล้วด้วยดี. บทว่า โวจริตา ได้แก่ ธรรมที่ปรากฏอยู่ในมโนทวาร.
บทว่า อตฺถิกสฺส ได้แก่ ผู้ต้องการด้วยการแสดงธรรม. บทว่า
อาชีวิตภยํ ได้แก่ ภัยที่เป็นไปในชีวิต. บทว่า อสิโลกภยํ ได้แก่
ภัยแต่การติเตียน. บทว่า ปริสสารชฺชภยํ ได้แก่ ภัยที่ถึงบริษัท
แล้วเกิดการสะทกสะท้าน. ในสูตรนี้ท่านกล่าวทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะไว้.
จบ อรรถกถาพลสูตรที่ ๕

724
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 725 (เล่ม 37)

๖. เสวนาสูตร
ว่าด้วยการมอง ๒ ฝ่าย
[๒๑๐] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ
ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย แม้บุคคลก็พึง
ทราบโดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี แม้จีวรก็ควรทราบ
โดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี แม้บิณฑบาตก็ควร
ทราบโดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี แม้เสนาสนะ
ก็พึงทราบโดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี แม้คามนิคม
ก็พึงทราบโดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี แม้ชนบท
และประเทศก็พึงทราบโดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี.
ก็คำที่เรากล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย แม้บุคคลก็พึงทราบ
โดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี นั้นเราอาศัยอะไร
กล่าวแล้ว ในบุคคล ๒ จำพวก พึงรู้บุคคลใดว่า เมื่อเราเสพบุคคลนี้
อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม บริขารแห่งชีวิตเหล่าใด
แล คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
อันเราผู้เป็นบรรพชิตพึงรวบรวมไว้ บริขารแห่งชีวิตเหล่านั้น
ย่อมเกิดขึ้นได้โดยยาก และเราออกบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์
แห่งความเป็นสมณะใด ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะของเรานั้น
ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนา ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย บุคคล
นั้นรู้ในกลางคืน ก็ไม่ต้องลา พึงหลีกไปเสียในกลางวัน ไม่พึงติดตาม

725
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 726 (เล่ม 37)

บุคคลนั้น พึงรู้บุคคลใดว่า เมื่อเราเสพบุคคลผู้นี้ อกุศลธรรมย่อม
เสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ ก็แลบริขารแห่งชีวิตเหล่าใด คือ จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร อันเราผู้เป็น
บรรพชิตพึงรวบรวมไว้ บริขารแห่งชีวิตเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นโดย
ไม่ยาก และเราออกบวชเป็นบรรพชิต เพื่อประโยชน์แห่งความเป็น
สมณะใด ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะของเรานั้น ย่อมถึงความ
ปริบูรณ์ด้วยภาวนา ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย บุคคลนั้นรู้แล้ว พึง
ติดตามไปจนตลอดชีวิต ไม่พึงหลีกเลี่ยงไปเสีย พึงรู้บุคคลใดว่า
เมื่อเราเสพบุคคลนี้ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ
และบริขารแห่งชีวิตเหล่าใด คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร อันเราผู้เป็นบรรพชิตพึงรวบรวมไว้
บริขารแห่งชีวิตเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นโดยไม่ยาก และเราออกบวช
เป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นสมณะใด ประโยชน์แห่ง
ความเป็นสมณะของเรานั้น ย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนา
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย บุคคลนั้นแม้ถูกขับไล่ก็พึงติดตามบุคคลนั้น
ไปจนตลอดชีวิต ไม่พึงหลีกเลี่ยงไปเสีย คำที่เรากล่าวว่า ดูก่อน
อาวุโสทั้งหลาย แม้บุคคลก็พึงทราบโดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี
ไม่ควรก็มี นั้นเราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว.
ก็คำที่เรากล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย แม้จีวรก็พึงทราบ
โดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี นั้นเราอาศัยอะไรกล่าว
แล้ว ในจีวร ๒ อย่าง พึงรู้จีวรใดว่า เมื่อเราเสพจีวรนี้ อกุศลธรรม
ย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม จีวรเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ พึงรู้

726
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 727 (เล่ม 37)

จีวรใดว่า เมื่อเราเสพจีวรนี้ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อม
เจริญ จีวรเห็นปานนี้ควรเสพ คำที่เรากล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
แม้จีวรก็พึงทราบโดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี
เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว.
ก็คำที่เรากล่าวว่า แม้บิณฑบาตก็พึงทราบโดยส่วน ๒ คือ
ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี นั้นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ใน
บิณฑบาต ๒ อย่างนี้ พึงรู้บิณฑบาตใดว่า เมื่อเราเสพบิณฑบาตนี้
อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม บิณฑบาตเห็นปานนี้
ไม่ควรเสพ พึงรู้บิณฑบาตใดว่า เมื่อเราเสพบิณฑบาตนี้ อกุศลธรรม
ย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ บิณฑบาตเห็นปานนี้ควรเสพ
คำที่เรากล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย แม้บิณฑบาตก็พึงทราบ
โดยส่วน ๒ คือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี นั้นเราอาศัยข้อนี้
กล่าวแล้ว.
ก็คำที่เรากล่าวว่า แม้เสนาสนะก็พึงทราบโดยส่วน ๒ คือ
ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี นั้นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ในเสนาสนะ
๒ อย่างนั้น พึงรู้เสนาสนะใดว่า เมื่อเราเสพเสนาสนะนี้ อกุศลธรรม
ย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม เสนาสนะเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ
พึงรู้เสนาสนะใดว่า เมื่อเราเสพเสนาสนะนี้ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม
กุศลธรรมย่อมเจริญ เสนาสนะเห็นปานนี้ควรเสพ คำที่เรากล่าวว่า
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย แม้เสนาสนะก็พึงทราบโดยส่วน ๒ คือ
ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี นั้นเราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว.

727