ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 708 (เล่ม 37)

ย่อมฟุ้งซ่านโดยมาก ข้าพระองค์นั้นได้มีความคิดเห็นดังนี้ว่า
ท่านผู้เจริญน่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมาแล้วหนอ กุลบุตรออกบวช
เป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา ก็ยังถูกอกุศลวิตกอันลามก ๓ ประการ
คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ครอบงำ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความ
แก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า ๕ ประการเป็นไฉน
ดูก่อนเมฆิยะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี
มีเพื่อนดี นี้เป็นธรรมประการที่ ๑ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้า
แห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาติโมกข์
ถึงพร้อมด้วยอาจาระ และโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษมีประมาณ
น้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาทั้งหลาย นี้เป็นธรรมประการ
ที่ ๒ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ได้ตามความปรารถนาได้โดย
ไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งกถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส เป็นที่สบาย
ในการเปิดจิต คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคค-
กถา วิริยารัมภกถา นี้เป็นธรรมประการที่ ๓ ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศล-
ธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความ
บากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม นี้เป็นธรรมประการที่ ๔
ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า.

708
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 709 (เล่ม 37)

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญา
เครื่องพิจารณาความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส
ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เป็นธรรมประการที่ ๕ ย่อมเป็นไป
เพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า.
ดูก่อนเมฆิยะ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวัง
ข้อนี้ได้ คือ ตนจักเป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย ตนจักได้ตามด้วยความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
ซึ่งกถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายในการเปิดจิต คือ
อัปปิจฉกถา ฯลฯ วิมุตติญาณทัสสนกถา ตนจักปรารภความ
เพียร ฯลฯ ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม ตนจักมีปัญญา ฯลฯ ให้
ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ดูก่อนเมฆิยะ ก็แหละภิกษุนั้นตั้งอยู่ใน
ธรรม ๕ ประการนี้แล พึงเจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งขึ้น คือ
พึงเจริญอสุภะเพื่อละราคะ พึงเจริญเมตตาเพื่อละความพยาบาท
พึงเจริญอานาปานสติเพื่อตัดวิตก พึงเจริญอนิจจสัญญาเพื่อถอน
อัสมิมานะ ดุก่อนเมฆิยะ อนัตตสัญญาย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ได้
อนิจจสัญญา ผู้ที่ได้อนัตตสัญญาย่อมบรรลุนิพพาน อันถอนเสีย
ได้ซึ่งอัสมิมานะในปัจจุบันทีเดียว.
จบ เมฆิยสูตรที่ ๓

709
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 710 (เล่ม 37)

อรรถกถาเมฆิยสูตรที่ ๓
เมฆิยสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า จาลิกายํ ได้แก่ ในเมืองที่มีชื่ออย่างนั้น. นัยว่าเมืองนั้น
ย่อมปรากฏคล้ายเคลื่อนไหว แก่บุคคลทั้งหลายที่กำลังแลดู เพราะ
เขาได้อาศัยดินเหลวสร้างไว้แล้ว เพราะฉะนั้น. จึงเรียกว่า เมือง
จาลิกา. บทว่า จาลิกาปพฺพเต ได้แก่ ภูเขาแม้นั้น ย่อมปรากฏคล้าย
เคลื่อนไหวแก่บุคคลกำลังแลดูในวันอุโบสถข้างแรม เพราะขาวปลอด
เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า จาลิกบรรพต. บุคคลทั้งหลายสร้างวิหาร
ใหญ่ไว้บนจาลิกบรรพตนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยเมืองนั้น
ประทับอยู่ในจาลิกบรรพตมหาวิหาร ด้วยประการฉะนี้. บทว่า
ชนฺตุคามํ ได้แก่ โคจรคามแม้อีกแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่ออย่างนั้นของวิหาร
นั้นเหมือนกัน ท่านกล่าวว่า ชนฺคุคามํ ดังนี้บ้าง.
บทว่า ปธานตฺถิกสฺส ได้แก่ ผู้ทำความเพียร. บทว่า
ปธานาย ได้แก่ เพื่อทำสมณธรรม. บทว่า อาคเมหิ ตาว ความว่า
พระศาสดาสดับคำของพระเถระแล้ว ทรงใคร่ครวญอยู่ ทรงรู้ว่า
ญาณของพระเถระนั้น ยังไม่แก่กล้าก่อนดังนี้ จึงได้ตรัสห้ามอย่างนี้.
ส่วนบทนี้ว่า เอกกมฺหิ ตาว ได้ตรัสแก่พระเมฆิยะนั้น เพื่อให้เกิด
จิตอ่อนด้วยทรงดำริว่า พระเมฆิยะนี้ แม้ไปแล้วอย่างนี้ เมื่อ
กัมมัฏฐานยังไม่เสร็จ หมดความสงสัยจักกลับมาอีกด้วยอำนาจ
ความรักดังนี้. บทว่า นตฺถิ กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียํ ความว่า ชื่อว่า
กิจที่จะพึงทำอื่นให้ยิ่ง ย่อมไม่มี เพราะพระองค์ทรงทำกิจ ๔ ใน

710
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 711 (เล่ม 37)

สัจจะ ๔ เสร็จแล้ว. บทว่า กตสฺส วา ปฏิจโย ความว่า อนึ่ง ย่อม
ไม่มีการสั่งสมอริยมรรคที่ทรงทำแล้วอีก ก็มรรคที่ทรงเจริญแล้ว
พระองค์ก็ไม่เจริญอีก กิเลสที่ทรงละได้แล้ว ไม่มีการละอีก. บทว่า
ปธานนฺติ โข เมฆิย วทมานํ กินฺติ วเทยฺยาม ความว่า เราจะพึงกล่าว
ชื่ออะไรอื่นเล่ากะเธอ ผู้กล่าวอยู่ว่าเราจักทำสมณธรรมดังนี้.
บทว่า ทิวาวิหารํ นิสีทิ ได้แก่ นั่งเพื่อต้องพักในกลางวัน
บุคคลเป็นพระราชามาตลอด ๕๐๐ ชาติตามลำดับในกาลก่อน เมื่อ
เล่นในอุทยาน มีนักฟ้อนรำ ๓ พวกเป็นบริวาร นั่งแล้วบนแผ่นมงคล
ศิลาใด ท่านเมฆิยะ ได้เป็นเหมือนท่านทอดทิ้งไป นับแต่เวลาที่ท่าน
นั่งแล้ว. บุคคลถือเอาเพศพระราชา ซึ่งมีนักฟ้อนรำแวดล้อมแล้ว
เป็นเหมือนนั่ง ณ บังลังก์ใหญ่ที่สมควรในภายใต้เศวตฉัตร เมื่อ
เป็นเช่นนั้น กามวิตกเกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลนั้นผู้ยินดีสมบัตินั้นอยู่.
ในขณะนั้นนั่นเอง เขาได้เห็นโจรสองคนถูกแม่ทัพจับแล้วเหมือน
นำมาไว้ข้างหน้า. พยาบาทวิตก ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นด้วย
อำนาจการออกคำสั่งฆ่าโจรคนหนึ่งในโจรเหล่านั้น วิหิงสาวิตก
ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจการออกคำสั่งจองจำโจรคนหนึ่ง. บุคคลนั้น
ถูกอกุศลวิตกแวดล้อมยุ่งยากแล้วด้วยอกุศล จึงได้เป็นเหมือนต้นไม้
ที่ถูกย่านเถาวัลย์ปกคลุมหุ้มห่อ และเหมือนคนฆ่าแมลงผึ้ง เอาน้ำผึ้ง
ถูกแมลงผึ้งรุมล้อมไว้ฉะนั้น. ท่านหมายถึงข้อนั้น จึงกล่าวคำ
เป็นต้นว่า อถโข อายสฺมโต เมฆิยสฺส ดังนี้. บทว่า อนฺวาสตฺตา
ได้แก่ เป็นผู้ถูกอกุศลวิตกติดตามแวดล้อมแล้ว. บทว่า เยน ภควา

711
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 712 (เล่ม 37)

เตนุปสงฺกมิ ความว่า ท่านเมฆิยะยุ่งยากแล้วด้วยอกุศลอันลามก
อย่างนี้ ไม่สามารถจะทำกัมมัฏฐานให้เป็นที่สบายได้ จึงได้กำหนด
ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นกาลอันยาวนาน ทรงเห็นเหตุนี้หนอ
จึงทรงห้ามไว้ คิดว่า เราจักกราบทูลเหตุนี้แก่พระทศพลดังนี้
จงลุกจากอาสนะที่นั่งแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
จบ อรรถกถาเมฆิยสูตรที่ ๓

712
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 713 (เล่ม 37)

๔. นันทกสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรบำเพ็ญให้บริบูรณ์และอานิสงส์การแสดงธรรม
[๒๐๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-
วิหารเชตวัน อารามของท่านอานาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนคร
สาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระนันทกะชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง
ให้สมาทาน ให้อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมีกถา ในอุปัฏฐานศาลา.
ครั้งนั้น เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่
หลีกเร้น เสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา ประทับยืนรอจนจบกถาอยู่
ณ ซุ้มประตูด้านนอก ครั้นทางทราบว่ากถาจบแล้ว ทรงกระแอม
และเคาะที่ลิ่มประตู ภิกษุเหล่านั้นเปิดประตูให้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา ประทับ
นั่งบนอาสนะที่ปูไว้ ครั้นแล้ว ได้ตรัสกะท่านพระนันทกะว่า ดูก่อน
นันทกะ ธรรมบรรยายของเธอนี่ยาวมาก แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ เรายืน
รอฟังจนจบกถาอยู่ที่ซุ้มประตูด้านนอกย่อมเมื่อยหลัง.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระนันทกะ
รู้สึกเสียใจ สะดุ้งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบเลยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตูด้านนอก ถ้าข้าพระองค์พึงทราบว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตูด้านนอกแล้ว แม้คำ
ประมาณเท่านี้ ก็ไม่พึงแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์เลย ลำดับนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ท่านพระนันทกะเสียใจ จึงตรัสกะท่าน

713
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 714 (เล่ม 37)

พระนันทกะว่า ดีแล้ว ๆ นันทกะ ข้อที่เธอทั้งหลายพึงสนทนาด้วย
ธรรมีกถานี้ สมควรแก่เธอทั้งหลายผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็น
บรรพชิตด้วยศรัทธา ดูก่อนนันทกะ เธอทั้งหลายผู้ประชุมกันพึง
ทำกิจ ๒ อย่าง คือ ธรรมีกถาหรือดุษณีภาพของพระอริยะ ดูก่อน
นันทกะ ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีล. อย่างนี้เธอชื่อว่ายังไม่
บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า
อย่างไรหนอ เราจึงเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้
มีศรัทธาและมีศีล เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
ดูก่อนนันทกะ ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล แต่ยังไม่ได้เจโตสมาธิ
ในภายใน อย่างนี้เธอชื่อว่ายังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญ
องค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ เราจะพึงเป็นผู้มีศรัทธา
มีศีล และได้เจโตสมาธิในภายใน เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา
มีศีล แต่ได้เจโตสมาธิในภายใน เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์
ด้วยองค์นั้น ดูก่อนนันทกะ ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล ได้เจโต-
สมาธิในภายใน แต่ยังไม่ได้การเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง
อย่างนี้เธอชื่อว่าเป็นผู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูก่อนนันทกะ
เปรียบเหมือนสัตว์ ๒ เท้าหรือ ๔ เท้า แต่เท้าข้างหนึ่งของมันเสีย
พิการไป อย่างนี้มันชื่อว่า เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ฉันใด
ดูก่อนนันทกะ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีศรัทธา มีศีล และ
ได้เจโตสมาธิในภายใน แต่ยังไม่ได้การเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญา
อันยิ่ง อย่างนี้เธอชื่อว่าเป็นผู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึง
บำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ เราจะพึงมี

714
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 715 (เล่ม 37)

ศรัทธา มีศีล ได้เจโตสมาธิในภายใน และได้การเห็นแจ้งซึ่งธรรม
ด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูก่อนนันทกะ เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา
มีศีล ได้เจโตสมาธิในภายใน และได้การเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วย
ปัญญาอันยิ่ง เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น พระผู้-
มีพระภาคเจ้าผู้สุคต ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว เสด็จลุกจาก
อาสนะเข้าไปยังพระวิหาร.
ครั้งนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน
ท่านพระนันทกะกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์
สิ้นเชิงด้วยบท ๔ แล้ว เสด็จลุจากอาสนะเข้าไปยังพระวิหาร
ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนนันทกะ ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีล
อย่างนี้เธอชื่อว่าเป็นผู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญ
องค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ เราจะพึงเป็นผู้มีศรัทธา
และมีศีล เมื่อใดแลภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา และมีศีล เมื่อนั้น เธอชื่อว่า
เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูก่อนนันทกะ ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและ
มีศีล แต่ยังไม่ได้เจโตสมาธิในภายใน ฯลฯ อย่างนี้เธอชื่อว่ายังไม่
บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า
อย่างไรหนอ เราจะพึงเป็นผู้มีศรัทธา ได้เจโตสมาธิในภายใน และ
ได้การเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูก่อนนันทกะ ภิกษุเป็นผู้
มีศรัทธา มีศีล ได้เจโตสมาธิในภายใน และได้การเห็นแจ้งธรรม
ด้วยปัญญาอันยิ่ง อย่างนี้เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น.

715
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 716 (เล่ม 37)

ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรมตามกาล
ในการสนทนาธรรมตามกาล ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงธรรม
อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์
พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่
ภิกษุทั้งหลาย ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุย่อมแสดงธรรม... แก่
ภิกษุทั้งหลายด้วยประการใด ๆ เธอย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของ
พระศาสดานั้น ๆ เป็นที่เคารพสรรเสริญ ด้วยประการนั้นแล นี้เป็น
อานิสงส์ประการที่ ๑ ในการฟังธรรมตามกาล ในการสนทนาธรรม
ตามกาล.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมแสดงธรรม ... แก่ภิกษุทั้งหลาย
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุย่อมแสดงธรรม ฯลฯ แก่ภิกษุทั้งหลาย
ด้วยประการใด ๆ เธอย่อมซาบซึ้งอรรถ และซาบซึ้งธรรมในธรรม
นั้นด้วยประการนั้น ๆ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๒ ในการฟังธรรม
ตามกาล ในการสนทนาธรรมตามกาล.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมแสดงธรรม ... แก่ภิกษุทั้งหลาย
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุนั้นย่อมแสดงธรรม ฯลฯ แก่ภิกษุทั้งหลาย
ด้วยประการใด ๆ เธอย่อมแทงตลอดบทแห่งอรรถอันลึกซึ้งในธรรม
นั้น เห็นด้วยปัญญา ด้วยประการนั้น ๆ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๓
ในการฟังธรรมตามกาลในการสนทนาธรรมตามกาล.

716
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 717 (เล่ม 37)

อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมแสดงธรรม .... แก่ภิกษุทั้งหลาย
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุย่อมแสดงธรรม ฯลฯ แก่ภิกษุทั้งหลาย
ด้วยประการใด ๆ เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญด้วย
ประการนั้น ๆ ยิ่งขึ้นไปว่า ท่านผู้นี้บรรลุ แล้วหรือ กำลังบรรลุ
เป็นแน่ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๔ ในการฟังธรรมตามกาล ใน
การสนทนาธรรมตามกาล.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น
งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประการพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ
พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่ภิกษุทั้งหลาย ดูก่อน
อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามใน
ท่านกลาง งามในที่สุด ประการพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อม
ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการ
ใด ๆ ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใดเป็นพระเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัต
ปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่ ภิกษุเหล่านั้น
ฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ทำ
ให้แจ้ง ส่วนภิกษุเหล่าใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ของตน
แล้ว มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพสิ้นสุดแล้ว หลุดพ้นแล้ว
เพราะรู้โดยชอบ ภิกษุเหล่านั้นฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมประกอบธรรม
เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๕ ในการฟัง
ธรรมตามกาล ในการสนทนาธรรมตามกาล ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย

717