ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 698 (เล่ม 37)

เดียรถีย์ปริพาชกพึงถามอย่างนี้ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อะไร
เป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ เธอ
ทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์แก่อัญญเดียรถีย์ปริพาชก
เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีมิตร มีสหายดี มีเพื่อนดี ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย นี้เป็นเหตุ
ข้อที่ ๑ ให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาติโมกข์
ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
นี้เป็นเหตุข้อที่ ๒ ให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดย
ไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งกถาเห็นปานนี้ อันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส
เป็นที่สบายในการเปิดจิต คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา
อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา
วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย นี้เป็นเหตุ
ข้อที่ ๓ ให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม
เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่น
มั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่น
ข้อที่ ๔ ให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญา
เครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรก

698
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 699 (เล่ม 37)

กิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย นี้เป็นเหตุ
ข้อที่ ๕ ให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี มีเพื่อนดี พึงหวังข้อนี้
ได้คือ ตนจักเป็นผู้มีศีล จักสำรวมระวังในปาติโมกข์ ถึงพร้อม
ด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทาน
ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย.
จักเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่ง
กถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายในการเปิดจิต คือ
อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา
สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา.
จักเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความ
ถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอด
ธุระในกุศลธรรม.
จักเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณา
เห็นความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความ
สิ้นทุกข์โดยชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แหละภิกษุนั้นตั้งอยู่ในธรรม ๕
ประการนี้แล้ว พึงเจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งขึ้นไป คือ พึงเจริญ
อสุภะเพื่อละราคะ พึงเจริญเมตตาเพื่อละความพยาบาท พึงเจริญ
อานาปานสติเพื่อเข้าไปตัดวิตก พึงเจริญอนิจจสัญญาเพื่อถอน
อัสมิมานะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนัตตสัญญาย่อมปรากฏแก่ภิกษุ

699
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 700 (เล่ม 37)

ผู้ได้อนิจจสัญญา ผู้ที่ได้อนัตตสัญญาย่อมบรรลุนิพพาน อันถอน
เสียได้ซึ่งอัสมิมานะในปัจจุบันทีเดียว.
จบ สัมโพธิสูตรที่ ๑
มโนรถปูรณี
อรรถกถาอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต
สัมโพธวรรควรรณนาที่ ๑
อรรถกถาสัมโพธิสูตรที่ ๑
สัมโพธวรรคที่ ๑ แห่งนวกนิบาต สัมโพธิสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัย
ดังต่อไปนี้.
บทว่า สมฺโพธิกานํ ได้แก่ เจริญในฝ่ายแห่งธรรมเครื่อง
ตรัสรู้กล่าวคือ มรรค ๔ อธิบายว่า เป็นอุปการะ ย่อมถามมุ่งถึง
ธรรม ๙ ประการ ซึ่งมาแล้วในบาลี. บทว่า กา อุปนิสา ได้แก่
อะไรเป็นเหตุคือเป็นปัจจัย. กถาชื่อว่า อภิสลฺเลขิกา เพราะย่อม
ขัดเกลากิเลส. ชื่อว่า เจโตวิวรณสปฺปยา เพราะเป็นที่สบายและ
มีอุปการะในการเปิดจิตด้วยสมณะและวิปัสสนา. ถ้อยคำที่เป็นไป
ปรารภถึงความมักน้อย ชื่อว่าอัปปิจฉกถา แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้
เหมือนกัน.

700
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 701 (เล่ม 37)

บทว่า อสุภา ภาเวตพฺพา ราคสฺส ปหานาย เนื้อความพึงอธิบาย
ให้แจ่มแจ้ง ด้วยการเปรียบเทียบกับคนผู้เกี่ยวข้าวสาลีดังต่อไปนี้
ได้ยินว่า บุรุษคนหนึ่งถือเคียวแล้วเกี่ยวข้าวสาลีทั้งหลาย ในนา
ข้าวสาลีตั้งแต่ปลาย. ต่อมา โคทั้งหลายทำลายรั้วนาข้าสาลีนั้น
แล้วเข้าไป เขาวางเคียวถือไม้ไล่โคทั้งหลายออกไปตามทางนั้นแล
ทำรั้วให้เป็นปกติแล้ว จึงถือเคียวเกี่ยวข้าวสาลีอีก. ในข้อเปรียบ
เทียบนั้น พึงเห็นพระพุทธศาสนา เปรียบเหมือนนาข้าวสาลี พระโย-
คาวจรเปรียบเหมือนคนผู้เกี่ยวข้าวสาลี ปัญญาเปรียบเหมือนเคียว
เวลาทำวิปัสสนาเปรียบเหมือนเวลาเกี่ยว อสุภกัมมัฏฐานเปรียบ
เหมือนไม้ ความสำรวมระวังเปรียบเหมือนรั้ว ความเลินเล่อยัง
ไม่ทันพิจารณาราคะเกิดขึ้นฉับพลัน เปรียบเหมือนโคทั้งหลาย
ทำลายรั้วแล้วเข้าไป เวลาที่ข่มราคะไว้ได้ด้วยอสุภกัมมัฏฐานแล้ว
เริ่มทำวปัสสนาอีก เปรียบเหมือนการวางเคียวถือไม้ไล่โค ออกไป
ตามทางที่เข้ามานั้นแล ทำรั้วให้กลับเป็นปกติแล้ว จึงเกี่ยวข้าว
สาลีอีก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงเนื้อความนี้ จึงตรัสว่า
อสุภา ภาเวตพฺพา ราคสฺส ปหานาย ดังนี้ ในบทเหล่านั้น บทว่า
ราคสฺส ได้แก่ ราคะประกอบด้วยเบญจกามคุณ.
เมตตากัมมัฏฐาน ชื่อว่าเมตตา. บทว่า พฺยาปาทสฺส
ปหานาย ได้แก่ เพื่อละความโกรธที่เกิดขึ้นโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
บทว่า อานาปานสติ ได้แก่ อานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจ
เข้าออก) มีอารมณ์ ๑๖. บทว่า วิตกฺกูปจฺเฉทาย ได้แก่ เพื่อเข้าไป
ตัดวิตกทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดยนัยที่กล่าวนั้น. บทว่า อสฺมิมาน-

701
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 702 (เล่ม 37)

สมุคฺฆาตาย ได้แก่ เพื่อถอนมานะ ๙ อย่างที่เกิดขึ้นว่า เรา ดังนี้.
บทว่า อนตฺตสฺญฺญา สณฺฐาติ ได้แก่ เมื่อบุคคลเห็นอนิจจลักขณะแล้ว
อนัตตลักขณะก็ได้เห็นแล้วเหมือนกัน. ด้วยว่า ในลักขณะสาม
เหล่านั้น เมื่อเห็นลักขณะหนึ่งแล้ว สองสักขณะนอกนี้ก็ได้เห็นแล้ว
เหมือนกัน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อนิจฺจสญฺญิโน
ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาติ ดังนี้. บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิพฺพานํ
ความว่า ผู้ที่ได้อนัตตสัญญา ย่อมถึงการดับสนิทโดยไม่มีปัจจัย
ในปัจจุบันทีเดียว. ในสูตรนี้ท่านกล่าวไว้ ทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ.
จบ อรรถกถาสัมโพธิสูตรที่ ๑

702
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 703 (เล่ม 37)

๒. นิสสยสูตร
ว่าด้วยนิสัยและอุปนิสัย
[๒๐๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า
ผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัย ๆ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุ
เพียงไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัย พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ถ้าภิกษุอาศัยศรัทธาแล้ว ละอกุศล เจริญ
กุศล อกุศลนั้นเป็นอันเธอละได้แล้ว ถ้าอาศัยหิริ... ถ้าอาศัย
โอตตัปปะ.... ถ้าอาศัยวิริยะ.... ถ้าภิกษุอาศัยปัญญาแล้ว ละอกุศล
เจริญกุศล อกุศลนั้นเป็นอันเธอละได้แล้ว ภิกษุใดละอกุศลได้แล้ว
ด้วยปัญญาอันเป็นอริยะ ภิกษุนั้นเป็นอันละอกุศลนั้นแล้ว ละดีแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แหละภิกษุนั้นตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการ
นี้แล้ว พึงอบรมอุปนิสัย ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาแล้วเสพของอย่างหนึ่ง
พิจารณาแล้วอดกลั้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นของอย่างหนึ่ง
พิจารณาแล้วบรรเทาของอย่างหนึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุ
อย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัย.
จบ นิสสยสูตรที่ ๒

703
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 704 (เล่ม 37)

อรรถกถานิสสยสูตรที่ ๒
นิสสยสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า นิสฺสยสมฺปนฺโน ได้แก่ ภิกษุเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
ที่พึ่ง. บทว่า สทฺธํ ได้แก่ ศรัทธาเหตุสำเร็จ. บทว่า วิริยํ ได้แก่
ความเพียรทางกายและทางใจ. บทว่า ยํส ตัดบทเป็น ยํ อสฺส.
บทว่า อริยาย ปญฺญาย ได้แก่ มรรคปัญญากับวิปัสสนา. บทว่า
สงฺขาย ได้แก่ รู้แล้ว. บทว่า เอกํ ปฏิเสวติ ได้แก่ ย่อมเสพของที่
ควรเสพ. บทว่า อธิวาเสติ ได้แก่ ย่อมอดกลั้นของที่ควรอดกลั้น.
บทว่า ปริวชฺเชติ ได้แก่ ย่อมเว้นของที่ควรเว้น. บทว่า วิโนเทติ
ได้แก่ ย่อมนำของที่ควรนำออกไป. บทว่า เอวํ โข ภิกฺขุ ความว่า
ดูก่อนภิกษุ ด้วยเหตุอย่างนี้แล ภิกษุทำการเสพให้เข้าใจตลอด
ประจักษ์ชัดดีได้ก็ด้วยอำนาจการเรียนและการสอบถาม. และ
ด้วยอำนาจการกำหนดธรรม เสพ อดกลั้น เว้น และบรรเทาอยู่
ชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยที่พึ่ง ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถานิสสยสูตรที่ ๒

704
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 705 (เล่ม 37)

๓. เมฆิยสูตร
ว่าด้วยอกุศลวิตกและธรรมสำหรับแก้
[๒๐๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ จาลิก-
บรรพต ใกล้เมืองจาลิกา ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระเมฆิยะเป็น
อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งนั้นแลท่านพระเมฆิยะเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าแต่พระองค์ปรารถนาจะเข้าไปบิณฑบาตในชันตุคาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนเมฆิยะ เธอจะสำคัญกาลที่ควร
ในบัดนี้.
ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า ท่านพระเมฆิยะครองอันตรวาสก
แล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังชันตุคาม ครั้นเที่ยว
บิณฑิบาตในชันตุคามเสร็จแล้ว กลับจากบิณฑบาตในเวลาภาย
หลังภัต เข้าไปยังฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา ท่านพระเมฆิยะเดินเที่ยว
พักผ่อนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา ได้เห็นอัมพวันอันน่าเลื่อมใส น่า
รื่นรมย์ ครั้นเห็นแล้ว ได้มีความคิดดังนี้ว่า อัมพวันนี้ช่างน่าเลื่อมใส
น่ารื่นรมย์หนอ ควรเพื่อบำเพ็ญเพียรของกุลบุตรผู้ต้องการความ
เพียร ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงอนุญาตเรา เราพึงมายังอัมพวันนี้
เพื่อบำเพ็ญเพียร ครั้งนั้นแล ท่านพระเมฆิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

705
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 706 (เล่ม 37)

ขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์ครองอันตรวาสก
แล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบืณฑบาตในชันตุคาม ครั้นเที่ยว
บิณฑบาตในชันตุคามเสร็จแล้ว กลับจากบิณฑบาตในเวลาภายหลัง
ภัต เข้าไปยังฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้า
พระองค์เดินเที่ยวพักอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา ได้เห็นอัมพวันอันน่า
เลื่อมใส น่ารื่นรมย์ ครั้นเห็นแล้ว ข้าพระองค์ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
อัมพวันนี้น่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์หนอ ควรเพื่อบำเพ็ญเพียรของ
กุลบุตรผู้ต้องการความเพียร ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาต
เรา เราพึงมายังอัมพวันนี้เพื่อบำเพ็ญเพียร ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
พึงทรงอนุญาตข้าพระองค์ ข้าพระองค์พึงไปยังอัมพวันนั้นเพื่อ
บำเพ็ญเพียร เมื่อท่านพระเมฆิยะกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระเมฆิยะว่า ดูก่อนเมฆิยะจงรออยู่ก่อน
เราอยู่คนเดียว เธอจงรออยู่จนกว่าภิกษุรูปอื่นมาแทนตัว
แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระเมฆิยะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีกิจอะไรที่จะทำ
ให้ยิ่ง ไม่มีการสั่งสมอริยมรรคที่ทรงทำแล้ว ข้าพระองค์ยังมีกิจ
ที่จะพึงทำให้ยิ่ง ยังมีการสังสมอริยมรรคที่ทำแล้ว ถ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตข้าพระองค์ ข้าพระองค์พึงไปยังอัมพวัน
เพื่อบำเพ็ญความเพียร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนเมฆิยะ
จงรออยู่ก่อน เราอยู่คนเดียว เธอจงรออยู่จนกว่าภิกษุรูปอื่นมา
แทนตัว.

706
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 707 (เล่ม 37)

แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระเมฆิยะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีกิจอะไรที่จะ
พึงทำให้ยิ่ง ไม่มีการสั่งสมอริยมรรคที่ทรงทำแล้ว ส่วนข้าพระองค์
ยังมีกิจที่จะพึงทำให้ยิ่ง ยังมีการสั่งสมอริยมรรคที่ทำแล้ว ถ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตข้าพระองค์ ข้าพระองค์พึงไปยัง
อัมพวันนั้นเพื่อบำเพ็ญความเพียร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนเมฆิยะ เราจะพึงวาอะไรเธอผู้กล่าวอยู่ว่า บำเพ็ญเพียร
ดูก่อนเมฆิยะ เธอจงสำคัญกาลที่ควรในบัดนี้.
ครั้งนั้นแล ท่านพระเมฆิยะลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้ว เข้าไปยังอัมพวัน อาศัย
อัมพวันนั้น นั่งพักกลางวันอยู่ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้นแล เมื่อ
ท่านพระเมฆิยะพักอยู่ ณ อัมพวันนั้น อกุศลวิตกอันลามก ๓ ประการ
คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ย่อมฟุ้งซ่านโดยมาก
ลำดับนั้น ท่านพระเมฆิยะได้มีความคิดดังนี้ว่า ท่านผู้เจริญ น่า
อัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมาแล้วหนอ กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิต
ด้วยศรัทธา ก็ยังถูกอกุศลวิตกอันลามก ๓ ประการ คือ กามวิตก
พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกครอบงำ.
ครั้งนั้นแล ท่านพระเมฆิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
ประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์อยู่ในอัมพวันนั้น อกุศล
วิตกอันลามก ๓ ประการ คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก

707