ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 688 (เล่ม 37)

อรรถกถาอัปปสาทสูตรที่ ๘
อัปปสาทสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อปฺปสาทํ ปเวเทยฺยุํ ได้แก่ พึงทำให้เขาเข้าใจถึง
ความเป็นผู้ไม่เลื่อมใส. ถามว่า ก็เมื่อจะประกาศความไม่เลื่อมใส
จะต้องทำอย่างไร ? ตอบว่า ไม่ลุกจากอาสนะที่ตนนั่ง ไม่ไหว้
ไม่ออกไปทำการต้อนรับ ไม่ถวายไทยธรรม. บทว่า อโคจเร
ได้แก่ อโคจร ๕ อย่าง.
จบ อรรถกถาอัปปสาทสูตรที่ ๘

688
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 689 (เล่ม 37)

๙. ปฏิสารณียสูตร
[๑๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์หวังอยู่ พึงพระทำ
ปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ ธรรม ๘
ประการเป็นไฉน คือ พยายามเพื่อความเสื่อมลาภแก่คฤหัสถ์
ทั้งหลาย ๑ พยายามเพื่อความฉิบหายแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ ด่า
บริภาษคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ ยุยงคฤหัสถ์ทั้งหลายให้แตกจากคฤหัสถ์
ทั้งหลาย ๑ ติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ ติเตียนพระธรรม ๑ ติเตียน
พระสงฆ์ ๑ ไม่ยังคำรับต่อคฤหัสถ์ที่ชอบธรรมให้เป็นจริง ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์หวังอยู่ พึงกระทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุ
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล.
[๑๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์หวังอยู่พึงระงับปฏิสารณีย-
กรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ ธรรม ๘ ประการ
เป็นไฉน คือ ภิกษุไม่พยายามเพื่อความเสื่อมลาภแก่คฤหัสถ์
ทั้งหลาย ๑ ไม่พยายามเพื่อความฉิบหายแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑
ไม่ด่าไม่บริภาษคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ ไม่ยุยงคฤหัสถ์ทั้งหลายให้
แตกจากคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ สรรเสริญพระพุทธเจ้า ๑ สรรเสริญ
พระธรรม ๑ สรรเสริญพระสงฆ์ ๑ และยังคำรับต่อคฤหัสถ์ที่ชอบ
ธรรมให้เป็นจริง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์หวังอยู่ พึงระงับ
ปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล.
จบ ปฏิสารณียสูตรที่ ๙

689
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 690 (เล่ม 37)

อรรถกถาปฏิสารณียสูตรที่ ๙
ปฏิสารณียสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ธมฺมิกญฺจ คิหิปฏิสฺสวํ ความว่า เมื่อคฤหัสถ์
อาราธนาว่า ท่านอยู่เสียในที่นี้แหละตลอดไตรมาสนี้ ก็รับคำ
โดยนัยเป็นต้นว่า จบเป็นอย่างนั้นเถิด ชื่อว่าปฏิสวะรับคำ. บทว่า
น สจฺจาเปติ ได้แก่ ไม่กระทำคำสัตย์ คือกล่าวให้คลาดเคลื่อน.
จบ อรรถกถาปฏิสารณียสูตรที่ ๙

690
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 691 (เล่ม 37)

๑๐. วัตตสูตร
[๒๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อันสงฆ์ลงตัสสปา-
ปิยสิกากรรม ต้องประพฤติชอบในธรรม ๘ ประการ คือ ไม่พึงให้
อุปสมบท ๑ ไม่พึงให้นิสัย ๑ ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก ๑ ไม่พึง
ยินดีการสมมติตนเป็นผู้ให้โอวาทภิกษุณี ๑ แม้ได้รับสมมติแล้ว
ก็ไม่พึงโอวาทภิกษุณี ๑ ไม่พึงยินดีการได้รับสมมติจากสงฆ์ไร ๆ ๑
ไม่พึงนิยมในตำแหน่งหัวหน้าตำแหน่งไร ๑ ไม่พึงให้ประพฤติ
วุฏฐานวพิธีเพราะตำแหน่งเดิมนั้น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ผู้อันสงฆ์ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแล้ว พึงประพฤติชอบในธรรม
๘ ประการนื้.
จบ วัตตสูตรที่ ๑๓
อรรถกถาวัตตสูตรที่ ๑๐
วัตตสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปจฺเจกฏฺฐาเน ได้แก่ ในตำแหน่งอธิบดีสงฆ์ คือ
ในตำแหน่งหัวหน้า. จริงอยู่ (ไม่) ควรทำผู้นั้นให้เป็นหัวหน้าแล้ว
ทำสังฆกรรมอะไร ๆ. บทว่า น จ เตน มูเลน วุฏฺฐาเปตพฺพํ ความว่า
จะทำกรรม คืออัพภาน เรียกเข้าหมู่สงฆ์และวุฏฐานออกจากครุกาบัติ
ทำผู้นั้นให้เป็นมูล คือหัวหน้าไม่ได้ คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถ
ง่ายทั้งนั้นแล.
จบ อรรถกถาวัตตสูตรที่ ๑๐

691
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 692 (เล่ม 37)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สติสูตร ๒. ปุณณิยสูตร ๓. มูลสูตร ๔. โจรสูตร
๕. สมณสูตร ๖. ยสสูตร ๗. ปัตตสูตร ๘. อัปปสาทสูตร
๙. ปฏิสารณียสูตร ๑๐. วัตตสูตร.
จบ สติวรรคที่ ๙

692
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 693 (เล่ม 37)

สามัญญวรรคที่ ๕
นางโพชฌา นางสิริมา นางปทุมา นาง
มนุชา นางอุตตรา นางมุตตา นางเขมา นางรุจี
นางจุนที นางพิมพี นางสุมนา นางมัลลิกา นาง
ติสสมาตา นางโสณมาตา นางกาณมาตา นาง
อุตตรมาตา นางวิสาขามิคารมาตา นางขุชชุตตรา-
อุปาสิกา สามาวตีอุปาสิกา นางสุปปวาสาโกฬิน-
ธีตา นางสุปปิยาอุปาสิกา นางนกุลมาตาคหปตานี.
จบ สามัญญวรรคที่ ๕
[๒๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘
ประการ เพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน คือ
สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑
สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘ ประการนี้
เพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ.
[๒๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘
ประการเพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน คือ
ผู้มีรูปสัญญาในภายใน ย่อมเธอรูปทั้งหลายในภายนอกเล็กน้อย
ทั้งมีผิวพรรณดีทั้งมีผิวพรรณทราม ย่อมมีความสำคัญอย่างนี้ว่า
เราครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วจึงรู้จึงเห็น ๑ ผู้มีรูปสัญญาในภายใน
เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกหาประมาณมิได้ ทั้งมีผิวพรรณดีทั้งมี

693
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 694 (เล่ม 37)

ผิวพรรณทราม ย่อมมีความสำคัญอย่างนี้ว่า เราครอบงำรูปเหล่านั้น
แล้วจึงรู้จึงเห็น ๑ ผู้มีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายใน
ภายนอกเล็กน้อย ทั้งมีผิวพรรณดีทั้งมีผิวพรรณทราม ย่อมมี
ความสำคัญอย่างนี้ว่า เราครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วจึงรู้จึงเห็น ๑
ผู้มีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกหาประมาณ
มิได้ ทั้งมีผิวพรรณดีทั้งมีผิวพรรณทราม ย่อมมีความสำคัญอย่างนี้
ว่า เราครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วจึงรู้จึงเห็น ๑ ผู้มีอรูปสัญญาใน
ภายในเห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเขียว มีสีเขียว รัศมีเขียว แสง
สว่างเขียว ย่อมมีความสำคัญอย่างนี้ว่า เราครอบงำรูปทั้งหลาย
แล้วจึงรู้จึงเห็น ๑ ผู้มีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายใน
ภายนอกเหลือง มีสีเหลือง รัศมีเหลือง แสงสว่างเหลือง ย่อมมี
ความสำคัญอย่างนี้ว่า เราครอบงำรูปทั้งหลายแล้วจึงรู้จึงเห็น ๑
ผู้มีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกแดง มีสีแดง
รัศมีแดง แสงสว่างแดง ย่อมมีความสำคัญ อย่างนี้ว่า เราครอบงำ
รูปทั้งหลายแล้วจึงรู้จึงเห็น ๑ ผู้มีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูป
ทั้งหลายในภายนอกขาว มีสีขาว รัศมีขาว แสงสว่างขาว ย่อม
มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เราครอบงำรูปทั้งหลายแล้วจึงรู้จึงเห็น ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘ ประการนี้
เพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ.
[๒๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘
ประการ เพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน คือ
ผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ๑ ผู้มีอรูปสัญญาในภายใน ย่อมเห็น

694
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 695 (เล่ม 37)

รูปทั้งหลายในภายนอก ๑ ย่อมน้อมใจเชื่อว่างาม ๑ เพราะล่วงรูป
สัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการ
ถึงนานัตตสัญญา ย่อมเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า
อากาศหาที่สุดมิได้ ๑ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการ
ทั้งปวง ย่อมเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณ
หาที่สุดมิได้ ๑ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
ย่อมเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่าอะไร ๆ ย่อมไม่มี ๑
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง ย่อมเข้าถึง
เนวสัญญานาสัญญาตนะ ๑ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
โดยประการทั้งปวง ย่อมเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘ ประการนี้ เพื่อความรู้ยิ่ง
ซึ่งราคะ.
[๒๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘
ประการนี้ เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ เพื่อความสิ้นไป
เพื่อความเสื่อมไป เพื่อความคลายไป เพื่อความดับ เพื่อสละ เพื่อ
สละคืนซึ่งราคะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘
ประการเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ
เพื่อความสิ้นไป เพื่อความเสื่อมไป เพื่อความคลายไป เพื่อความดับ
เพื่อสละ เพื่อสละคืนซึ่งโทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ
ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถยยะ ถัมภะ สารัมภะ
มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ.
จบ อัฏฐกนิบาต

695
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 696 (เล่ม 37)

เบื้องหน้าแต่นี้ไป ในคำว่า อถโข โพชฺฌา อุบาสิกา ดังนี้
เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเฉพาะอุโบสถกรรมอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ เท่านั้น สำหรับอุบาสิกามีจำนวนเท่านี้ คือ โพชฌา-
อุบาสิกา สิริมาอุบาสิกา ปทุมาอุบาสิกา สุธรรมาอุบาสิกา
มนุชาอุบาสิกา อุตราอุบาสิกา มุตตาอุบาสิกา เขมาอุบาสิกา
รุจีอุบาสิกา จุนทีราชกุมารี พิมพีอุบาสิกา สุมนาราชกุมารี
มัลลิกาเทวี ติสสมาตาอุบาสิกา โสณาอุบาสิกา โสณามาตาอุบาสิกา
กาณามาตาอุบาสิกา อุตตรานันทมารดา วิสาขามิคารมารดา
ขุชชุตตราอุบาสิกา สามาวดีอุบาสิกา สุปปวาสาโกลิยธิดา
สุปปิยาอุบาสิกา นกุลมาตาคหปตานี. อันผู้ปรารถนาพึงกล่าว
ให้พิสดารเถิด. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบ มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต
รวมวรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสถ์
๑. สันธานวรรค ๒. วาลวรรค ๓. ยมกวรรค ๔. สติวรรค
๕. สามัญญวรรค
จบ อัฏฐกนิบาต

696
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 697 (เล่ม 37)

อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต
ปัณณาสก์
สัมโพธวรรคที่ ๑
๑. สัมโพธิสูตร
ว่าด้วยเหตุเจริญแห่งโพธิปักขิยธรรม
[๒๐๕] ข้าพเจ้าสดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก
พึงถามอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อะไรเป็นเหตุ ให้ธรรม
อันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ เธอทั้งหลายถูกถาม
อย่างนี้แล้วพึงพยากรณ์แก่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นว่าอย่างไร
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้า-
พระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นมูล ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย
ได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจ
ให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญญ-

697