ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 678 (เล่ม 37)

๕. สมณสูตร
[๑๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า สมณะ เป็นชื่อของ
พระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คำว่า พราหมณ์ คำว่า
ผู้ถึงเวท คำว่า ศัลยแพทย์ คำว่า ไม่มีมลทิน คำว่า ผู้ปราศจาก
มลทิน คำว่า ผู้มีญาณ คำว่า หลุดพ้น เป็นชื่อของพระตถาคต
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
คุณชาติใด อันเราผู้เป็นสมณะ เป็น
พราหมณ์ อยู่จบพรหมจรรย์ พึงกระทำ คุณชาติ
ใด อันเราผู้ถึงเวท ผู้เป็นศัลยแพทย์อย่างยอด
เยี่ยม พึงบรรลุ คุณชาติใด อันเราผู้ไม่มีมลทิน
ผู้ปราศจากมลทิน อยู่จบพรหมจรรย์ พึงบรรลุ
และคุณชาติใด อันเราผู้มีญาณ ผู้หลุดพ้นแล้ว
อย่างยอดเยี่ยม พึงบรรลุ คุณชาตินั้น ๆ เราบรรลุ
แล้ว เรานั้นชนะสงครามแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว
พ้นจากเครื่องผูกคือมาร เราเป็นผู้ประเสริฐ เป็น
ผู้ฝึกตนชั้นเยี่ยม เป็นเสขบุคคลปรินิพพานแล้ว.
จบ สมณสูตรที่ ๕

678
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 679 (เล่ม 37)

อรรถกถาสมณสูตรที่ ๕
สมณสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ยํ สมเณน ความว่า คุณชาติใดอันสมณะพึงถึง.
บทว่า วุสีมตา ได้แก่ อยู่จบพรหมจรรย์. บทว่า มุตฺโต โมเจมิ
พนฺธนา ความว่า เราเป็นผู้พ้นจากเครื่องผูกทั้งปวงด้วยตนเองแล้ว
ยังทำมหาชนให้พ้นจากเครื่องผูกมีราคะเป็นต้นด้วย. บทว่า
ปรมทนฺโต ความว่า เป็นผู้อันใคร ๆ อื่นไม่ได้ให้ศึกษา ไม่ได้ให้
โอวาท รู้แจ้งสยัมภูญาณ ชื่อว่า เป็นผู้ฝึกแล้วอย่างเยี่ยม เพราะฝึก
แล้วด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง. บทว่า ปรินิพฺพุโต ได้แก่ ปรินิพพาน
แล้วด้วยกิเลสปรินิพพาน.
จบ อรรถกถาสมณสูตรที่ ๕

679
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 680 (เล่ม 37)

๖. ยสสูตร
[๑๙๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในแคว้น-
โกสัมพีชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงพราหมณคาม
แห่งชนชาวโกศล ชื่ออิจฉานังคละ. ได้ยินว่า สมัยนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าประทับอยู่ที่ไพรสณฑ์ชื่ออิจฉานังคละ ใกล้พราหมณคาม
ชื่ออิจฉานังคละ.
พราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านอิจฉานังคละ ได้สดับข่าวว่า
พระสมณโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยะตระกูล เสด็จถึง
บ้านอิจฉานังคละ ประทับอยู่ที่ไพรสณฑ์ชื่ออิจฉานังคละ ใกล้
พราหมณคามชื่ออิจฉานังคละ ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดม
พระองค์นั้นขจรไปอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ ก็การได้เห็น
พระอรหันต์ เห็นปานฉะนี้ เป็นการดีแล ครั้งนั้น พวกพราหมณ์
และคฤหบดีชาวบ้านอิจฉานังคละ. เมื่อล่วงราตรีนั้นไป พากันถือ
ของเคี้ยวของกินเป็นจำนวนมาก เข้าไปทางไพรสณฑ์ชื่ออิจฉานังคละ
ครั้นแล้วได้ยืนชุมนุมกันส่งเสียงอื้ออึงอยู่ที่ซุ้มประตูด้านนอก.
สมัยนั้น ท่านพระนาคิตะเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามท่านพระนาคิตะว่า ดูก่อนนาคิตะ
ก็พวกใครที่ส่งเสียงอื้ออึงอยู่นั้นคล้ายพวกชาวประมงแย่งปลากัน
ท่านพระนาคิตะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พราหมณ์และ
คฤหบดีชาวบ้านอิจฉานังคละเหล่านี้ พากันถือของเคี้ยวของกิน

680
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 681 (เล่ม 37)

เป็นจำนวนมาก มายืนชุมนุมกันอยู่ที่ซุ้มประตูด้านนอก เพื่อถวาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระภิกษุสงฆ์.
พ. ดูก่อนนาคิตะ เธออย่าติดยศ และยศก็อย่าติดเรา ดูก่อน
นาติตะ ผู้ใดแลไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก
ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่
วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้
ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ผู้นั้นชื่อว่าพึงยินดี
สุขอันไม่สะอาด สุขในการหลับนอน และสุขที่อาศัยลาภสักการะ
และการสรรเสริญ.
น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงรับ ขอพระสุคตจงทรงรับ บัดนี้เป็นเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
จะทรงรับ พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปทางใด ๆ พราหมณ์
คฤหบดี ชาวนิคมและชาวชนบท ก็จักหลั่งไหลไปทางนั้น ๆ เปรียบ
เหมือนฝนเม็ดใหญ่ตกลงมา น้ำก็ย่อมไหลไปตามที่ลุ่ม ฉะนั้น ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีศีลและปัญญา.
พ. ดูก่อนนาคิตะ เธออย่าติดยศ และยศอย่าติดเรา ดูก่อน
นาคิตะ ผู้ใดแลไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก
ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่
วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้
ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ผู้นั้นชื่อว่าพึงยินดี
ความสุขที่ไม่สะอาด สุขในการหลับนอน และสุขที่อาศัยลาภ
สักการะและการสรรเสริญ ดูก่อนนาคิตะ แม้เทวดาบางพวกก็ไม่

681
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 682 (เล่ม 37)

พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่
ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิด
แต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัส ที่เราพึงได้ตามปรารถนา
ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ดูก่อนนาคิตะ แม้เธอทั้งหลายมาประชุม
พร้อมหน้ากัน ประกอบการอยู่ด้วยการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ย่อม
มีความเห็นอย่างนี้ว่า ท่านเหล่านี้ไม่พึงได้ตามความปรารถนา
ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่
เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา
ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก แน่นอน ก็ความจริงเป็นอย่างนั้น เพราะ
ท่านเหล่านี้มาประชุมพร้อมหน้ากัน ประกอบการอยู่ด้วยการ
คลุกคลีด้วยหมู่คณะอยู่ ดูก่อนนาคิตะ เราเห็นภิกษุทั้งหลายในธรรม
วินัยนี้ ใช้นิ้วจี้เล่นกระซิกกระซี้กันและกันอยู่ เรานั้นมีความคิด
อย่างนี้ว่า ท่านเหล่านี้ไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดย
ไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอัน
เกิดแต่วิเวก สุขขึ้นเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เรา
พึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก แน่นอน ความ
จริงเป็นอย่างนั้น เพราะท่านเหล่านี้มัวใช้นิ้วจี้เล่นกระซิกกระซี้
กันและกันอยู่.
ดูก่อนนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ฉัน
อาหารเต็มท้องพอความต้องการแล้ว มัวประกอบด้วยความสุขใน
การนอน สุขในการเอน สุขในการหลับอยู่ เรานั้นมีความคิดอย่างนี้
ว่า ท่านเหล่านี้ไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก

682
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 683 (เล่ม 37)

ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่
วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้
ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก แน่นอน
ความจริงเป็นอย่างนั้น เพราะท่านเหล่านี้ฉันอาหารเต็มท้องพอความ
ต้องการแล้ว มัวประกอบความสุขในการนอน สุขในการเอน
สุขในการหลับอยู่.
ดูก่อนนาคิตะ เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ นั่งสมาธิอยู่ที่
วิหารใกล้บ้าน เรานั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ คนวัดหรือสมณุเทส
จักบำรุงท่านผู้นี้ ทำให้เธอไปจากสมาธินั้นเสีย เพราะเหตุนั้น เรา
จึงไม่พอใจแล้ว การอยู่ใกล้บ้านของภิกษุนั้น.
ดูก่อนนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ นั่งโงกง่วงอยู่
ในป่า เรานั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ ท่านผู้นี้พอบรรเทาความ
ลำบากในการนอนหลับนี้ได้แล้ว จักกระทำความสำคัญว่าอยู่ในป่า
ไว้ในไจได้ประมาณเท่านี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงพอใจด้วยการอยู่
ในป่าของภิกษุนั้น.
ดูก่อนนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ นั่งไม่เป็นสมาธิ
อยู่ในป่า เรานั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ ท่านผู้นี้จักตั้งมั่นจิต
ที่ยังไม่ตั้งมั่น หรือจักตามรักษาจิตที่ตั้งมั่นแล้ว เพราะเหตุนั้น เรา
จึงพอใจด้วยการอยู่ในป่าของภิกษุนั้น.
ดูก่อนนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถือการอยู่ป่า
นั่งสมาธิอยู่ เรานั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ ท่านผู้นี้จักเปลื้องจิต
ที่ยังไม่หลุดพ้น หรือจักตามรักษาจิตที่หลุดพ้นแล้ว เพราะเหตุนั้น

683
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 684 (เล่ม 37)

เราจึงพอใจด้วยการอยู่ในป่าของภิกษุนั้น.
ดูก่อนนาคิตะ สมัยใด เราเดินทางไกลไม่เห็นอะไร ๆ ข้างหน้า
ข้างหลังสมัยนั้น เรามีความผาสุก โดยที่สุดการถ่ายอุจาระปัสสาวะ.
จบ สมณสูตรที่ ๖
อรรถกถายสสูตรที่ ๖
ยสสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มา จ มยา ยโส ความว่า ยศอย่าไปกับเราเลย. บทว่า
อกสิราลาภี ได้แก่ ได้อย่างไพบูลย์. บทว่า สีลปญฺญาณํ ได้แก่ ศีล
และความรู้ทั่วไป. บทว่า สงฺคมฺม แปลว่า ประชุมแล้ว. บทว่า
ิสมาคมมฺ แปลว่า มาประชุมกันแล้ว. บทว่า สงฺคณิกวิหารํ แปลว่า
การอยู่คลุกคลีด้วยหมู่. บทว่า นห นูนเม ตัดเป็น น หิ นูน อิเม
บทว่า ตถา หิ ปนเม ตัดบทเป็น ตถา หิ ปน อิเม. บทว่า
องฺคุลิปโฏทเกน ได้แก่ ด้วยเอานิ้วมือทำต่างด้ามปฏักแล้วจี้.
บทว่า สํชคฺฆนฺเต ได้แก่ หัวเราะกันดัง. บทว่า สงฺกีฬนฺเต ได้แก่
ทำการแหย่เย้ากัน.
จบ อรรถกถายสสูตรที่ ๖

684
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 685 (เล่ม 37)

๗. ปัตตสูตร
[๑๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์หวังอยู่ พึงคว่ำบาตรแก่
อุบาสกผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ องค์ ๘ ประการเป็นไฉน
คือ อุบาสกพยายามเพื่อความเสื่อมลาภแก่ภิกษุทั้งหลาย ๑ พยายาม
เพื่อความฉิบหายแก่ภิกษุทั้งหลาย ๑ พยายามเพื่อความอยู่ไม่ได้แก่
ภิกษุทั้งหลาย ๑ ย่อมด่าย่อมบริภาษภิกษุทั้งหลาย ๑ ยุยงภิกษุ
ทั้งหลายให้แตกจากภิกษุทั้งหลาย ๑ ติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ ติเตียน
พระธรรม ๑ ติเตียนพระสงฆ์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์หวังอยู่
พึงคว่ำบาตรแก่อุบาสกผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล.
[๑๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์หวังอยู่ พึงหงายบาตรแก่
อุบาสกผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ องค์ ๘ ประการเป็นไฉน คือ
อุบาสกไม่พยายามเพื่อความเสื่อมลาภแก่ภิกษุทั้งหลาย ๑ ไม่พยายาม
เพื่อความฉิบหายแก่ภิกษุทั้งหลาย ๑ ไม่พยายามเพื่อความอยู่ไม่ได้
แก่ภิกษุทั้งหลาย ๑ ไม่ด่าไม่บริภาษภิกษุทั้งหลาย ๑ ไม่ยุยงภิกษุ
ทั้งหลายให้แตกจากภิกษุทั้งหลาย ๑ สรรเสริญพระพุทธเจ้า ๑
สรรเสริญพระธรรม ๑ สรรเสริญพระสงฆ์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงฆ์หวังอยู่ พึงหงายบาตรแก่อุบาสกผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
นี้แล.
จบ ปัตตสูตรที่ ๗

685
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 686 (เล่ม 37)

อรรถกถาปัตตสูตรที่ ๗
ปัตตสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า นิกฺกุชฺเชยฺย ได้แก่ พึงคว่ำบาตรด้วยกรรมวาจา
ที่สวดในนิกกุชชนกรรมคว่ำบาตร เพื่อไม่ให้รับไทยธรรมที่อุบาสก
นั้นถวาย ไม่ใช่คว่ำบาตรโดยคว่ำปากบาตรลง. บทว่า อลาภาย
ได้แก่ เพื่อไม่ให้ได้ปัจจัย ๔. บทว่า อนตฺถาย ได้แก่ เพื่ออันตราย
คือ เพื่อความไม่เจริญ. บทว่า อุกฺกุชฺเชยฺย ได้แก่ พึงหงายบาตร
ด้วยกรรมวาจาที่สวดในอุกกุชชนกรรมหงายบาตร.
จบ อรรถกถาปัตตสูตรที่ ๗

686
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 687 (เล่ม 37)

๘. อัปปสาทสูตร
[๑๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกหวังอยู่ พึงประกาศ
ความไม่เลื่อมใสแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ ธรรม
๘ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุพยายามเพื่อความเสื่อมลาภแก่
คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ พยายามเพื่อความฉิบหายแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑
ด่าบริภาษคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ ยุยงคฤหัสถ์ทั้งหลายให้แตกจาก
คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ ติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ ติเตียนพระธรรม ๑
ติเตียนพระสงฆ์ ๑ และเทวดาย่อมเห็นภิกษุนั้นโดยประการนั้น ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกหวังอยู่ พึงประกาศความไม่เลื่อมใส
แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล.
[๑๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกหวังอยู่ พึงประกาศ
ความเลื่อมใสแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ ธรรม ๘
ประการไฉน คือ ภิกษุไม่พยายามเพื่อความเสื่อมลาภแก่
คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ ไม่ยายามเพื่อความฉิบหายแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑
ไม่ด่าไม่บริภาษคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ ไม่ยุยงคฤหัสถ์ทั้งหลายให้
แตกจากคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ สรรเสริญพระพุทธเจ้า ๑ สรรเสริญ
พระธรรม ๑ สรรเสริญพระสงฆ์ ๑ และเพราะเหตุนี้ เทวดา
ทั้งหลายย่อมสรรเสริญอุบาสกนั้น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสก
หวังอยู่ พึงประกาศความเลื่อมใสแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘
ประการนี้แล.
จบ ปสาทสูตรที่ ๘

687