ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 658 (เล่ม 37)

๑๔. สัตตมลัจฉาสูตร
[๑๘๑] ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม
๒ ประการ เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน
แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น ธรรม ๒
ประการเป็นไฉน ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่
เป็นผู้มีความเข้าใจได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่เป็นผู้ทรงจำ
ธรรมที่ได้ฟังแล้ว แต่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ได้ทรงจำแล้ว
รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ ไม่เป็นผู้มี
วาจางาม กล่าวถ้อยคำไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมืองอัน
สละสลวย ไม่มีโทษ ให้รู้ประโยชน์ ไม่ชี้แจงสพรหมจารีให้เห็นแจ้ง
ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุประกอบ
ด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์
เกื้อกูลแก่ตน แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
แก่ผู้อื่น.
จบ สัตตมลัจฉาสูตรที่ ๑๔

658
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 659 (เล่ม 37)

๑๕. อัฏฐมลัจฉาสูตร
[๑๘๒] ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๒
ประการ เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติเธอประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น
แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ธรรม ๒
ประการเป็นไฉน ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่
เป็นผู้มีความเข้าใจได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่เป็นผู้ทรงจำ
ธรรมที่ได้ฟังแล้ว ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ได้ทรงจำไว้แล้ว
หารู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ เป็นผู้มีวาจา
งาม กล่าวถ้อยคำไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมืองอัน
สละสลวย ไม่มีโทษ ให้รู้ประโยชน์ ๑ ชี้แจงสพรหมจารีให้เห็น
แจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ๑ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถในอัน
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน.
จบ อัฏฐมลัจฉาสูตรที่ ๑๕

659
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 660 (เล่ม 37)

๑๖. ปริหานสูตร
[๑๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมเป็น
ไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน. คือ
ความเป็นผู้ยินดีการงาน ๑ ความเป็นผู้ยินดีในการคุย ๑ ความเป็น
ผู้ยินดีในความหลับ ๑ ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑
ความเป็นไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้ไม่
รู้จักประมาณในโภชนะ ๑ ความเป็นผู้ยินดีในธรรมเครื่องข้อง ๑
ความเป็นผู้ยินดีในธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ.
จบ ปริหานสูตรที่ ๑๖
อรรถกถาปริหานสูตรที่ ๙
ปริหานสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า สํสคฺคารามตา ได้แก่ ความเป็นผู้ยินดีในธรรมเครื่อง
ข้อง ๕ ประการ.
จบ อรรถกถาปริหานสูตรที่ ๙

660
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 661 (เล่ม 37)

๑๗. อปริหานสูตร
[๑๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมเป็น
ไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน
คือ ความเป็นผู้ไม่ยินดีการงาน ๑ ความเป็นผู้ไม่ยินดีในการคุย ๑
ความเป็นผู้ไม่ยินดีในความหลับ ๑ ความเป็นผู้ไม่ยินดีในการ
คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ๑ ความเป็นผู้ไม่ยินดีในธรรม
เครื่องข้อง ๑ ความเป็นผู้ไม่ยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้า ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม
แก่ภิกษุผู้เสขะ.
จบ อปริหานสูตรที่ ๑๗

661
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 662 (เล่ม 37)

๑๘. กุสีตวัตถุสูตร
[๑๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุสีตวัตถุ ๘ ประการนี้ ๘
ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ต้อง
ทำการงาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้องทำการงาน ก็เมื่อ
เราทำการงานอยู่ กายจักลำบาก ผิฉะนั้น เราจะนอน เธอนอนเสีย
ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่
ยังไม่บรรลุ เพื่อกระทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุ
ประการที่ ๑.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุทำการงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้
ว่า เราแลทำการงานแล้ว ก็เมื่อเราทำการงานอยู่ กายลำบากแล้ว
ผิฉะนั้น เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรม
ที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อกระทำให้แจ้งธรรม
ที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๒.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราจักต้องเดินทาง ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ กายจักลำบาก ผิฉะนั้น
เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงทางที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุทางที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งทางที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๓.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราได้เดินทางแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ กายลำบากแล้ว ผิฉะนั้น

662
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 663 (เล่ม 37)

เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงทางที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุทางที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งทางที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๔.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม
ไม่ได้โภชนะอันเศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ เธอ
มีความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวเดินบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม
ไม่ได้โภชนะอันเศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ กาย
ของเรานั้นลำบากแล้ว ไม่ความแก่การงาน ผิฉะนั้น เราจะนอน
เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นกุสีตวัตถุประการ
ที่ ๕.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม
ได้โภชนะเศร้าหมองหรือประณีต พอแก่ความตามต้องการ เธอ
มีความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ได้
โภชนะเศร้าหมองหรือประณีต พอแก่ความต้องการแล้ว กายของ
เรานั้นหนัก ไม่ควรแก่การงาน เหมือนถั่วชุ่มด้วยน้ำ ผิฉะนั้นเรา
จะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นกุสีตวัตถุ
ประการที่ ๖.
อีกประการหนึ่ง อาพาธเล็กน้อยเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เธอมีความ
คิดอย่างนี้ว่า อาพาธเล็กน้อยนี้เกิดแก่เราแล้ว มีข้ออ้างเพื่อจะนอน
ผิฉะนั้นเราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็น
กุสีตวัตถุประการที่ ๗.

663
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 664 (เล่ม 37)

อีกประการหนึ่ง ภิกษุหายจากอาพาธแล้ว แต่ยังหายไม่นาน
เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราหายจากอาพาธแล้ว แต่ยังหายไม่นาน
กายของเรายังอ่อนเพลีย ไม่ควรแก่การงาน ผิฉะนั้นเราจักนอนเสีย
ก่อน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงการงานที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุการงานที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้ง การงานที่ยังไม่ได้
ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๘ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุสีตวัตถุ
๘ ประการนี้แล.
จบ กุสีตวัตถุสูตรที่ ๑๘

664
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 665 (เล่ม 37)

๑๙. อารัพภวัตถุสูตร
[๑๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อารัพภวัตถุ ๘ ประการนี้
๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ต้องทำการงาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้องทำการงานแล
ก็เมื่อเราทำการงานอยู่ ไม่พึงทำมนสิการคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายได้ง่าย ผิฉะนั้น เราจะรีบปรารภความเพียรเสียก่อน
เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้ง
ธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เธอปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๑.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุทำการงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราได้ทำการงานแล้ว ก็เมื่อเราทำการงานอยู่ ไม่สามารถมนสิการ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ ผิฉะนั้น เราจะปรารภความ
เพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ
ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เธอปรารภความเพียร เพื่อถึง
ธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรม
ที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๒.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราจักต้องเดินทาง ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ ไม่พึงกระทำมนสิการ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ง่าย ผิฉะนั้น เราจะปรารภ
ความเพียร ฯลฯ นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๓.

665
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 666 (เล่ม 37)

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราได้เดินทางแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ ไม่สามารถมนสิการ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ ผิฉะนั้น เราจะปรารภความ
เพียร ฯลฯ นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๔.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม
ไม่ได้โภชนะเศร้าหมองหรือประณีต พอแก่ความต้องการ เธอมี
ความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ไม่ได้
โภชนะเศร้าหมองหรือประณีต พอแก่ความต้องการ กายของเรา
นั้นเบาควรแก่การงาน ผิฉะนั้น เราจะปรารภความเพียร ฯลฯ
นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๖.
อีกประการหนึ่ง อาพาธเล็กน้อยเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เธอมีความ
คิดอย่างนี้ว่า อาพาธเล็กน้อยนี้เกิดขึ้นแก่เรา การที่อาพาธของเรา
จะพึงกลับกำเริบนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ผิฉะนั้น เราจะปรารภ
ความเพียร ฯลฯ นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๗.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุหายจากอาพาธแล้ว แต่ยังหายไม่นาน
เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราหายจากอาพาธแล้ว แต่ยังหายไม่นาน
การที่อาการของเราจะพึงกลับกำเริบนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ผิฉะนั้น
จะรีบปรารภความเพียรเสียก่อน เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุ
ธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อกระทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เธอปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่

666
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 667 (เล่ม 37)

ยังไม่บรรลุ. เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้เเจ้ง นี้เป็นอารัพภวัตถุ
ประการที่ ๘ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอารัพภวัตถุ ประการนี้แล.
จบ อารัพภวัตถุสูตรที่ ๑๙
อรรถกถากุสีตารพภวัถุสูตรที่ ๑๐
กุสีตารัพภวัตถุสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า กุสีตวตฺถูนิ ได้แก่ วัตถุคือที่ตั้งแห่งคนเกียจคร้าน คือ
คนขี้เกียจ อธิบายว่า เหตุแห่งความเกียจคร้าน. บทว่า กมฺมํ
กตฺตพฺพํ โหติ ได้แก่ จำต้องทำงานมีการกะจีวรเป็นต้น. บทว่า
น วีริยํ อารภติ ได้แก่ ไม่ปรารภความเพียรทั้ง ๒ อย่าง. บทว่า
อปฺปตฺตสฺส ได้แก่ เพื่อถึงธรรม คือ ฌาน วิปัสสนา มรรค และผล
ที่ยังไม่ถึง. บทว่า อนธิคตสฺส ได้แก่ เพื่อบรรลุธรรม คือฌาน
เป็นต้น นั้นนั่นแหละที่ยังไม่บรรลุ. บทว่า อสจฺฉิกตสฺส ได้แก่
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรม คือฌานเป็นต้นนั้นนั่นแหละ ที่ยังไม่ได้ทำ
ให้แจ้ง บทว่า อิทํ ปฐนํ ความว่า การท้อถอยอย่างนี้ว่า เอาเถิด
เราจะนอน นี้เป็นกุสีตวัตถุเหตุแห่งความเกียจคร้านข้อที่ ๑. พึง
ทราบความในทุกบทโดยนัยนี้. ก็ในบทว่า มาสาจิตํ มญฺเญ นี้มี
วินิจฉัยต่อไปนี้. ชื่อว่าจิตที่หลง เปรียบเหมือนถั่วราชมาสที่ชุ่มน้ำ
อธิบายว่า ถั่วราชมาสที่ชุ่มน้ำเป็นของหนักฉันใด ภิกษุก็เป็น
ผู้หนักฉันนั้น. บทว่า คิลานา วฏฺฐิโต โหติ ความว่า ภิกษุเป็นไข้
ภายหลังหายไข้แล้ว.

667