ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 648 (เล่ม 37)

ปรายิกัตถประโยชน์เป็นนิตย์ ธรรม ๘ ประการ
ดังกล่าวนี้ ของผู้ครองเรือน ผู้มีศรัทธา อันพระ-
พุทธเจ้าผู้มีพระนามอันแท้จริง ตรัสว่านำสุขมา
ให้ในโลกทั้งสอง คือ ประโยชน์ในปัจจุบันนี้และ
ความสุขในภายหน้า บุญ คือ จาคะนี้ ย่อมเจริญ
แก่คฤหัสถ์ด้วยประการฉะนี้.
จบ ฉัฏฐปฏิปทาสูตรที่ ๖
อรรถกถาปฏิปทาสูตรที่ ๔-๖
จตุตถปฏิปทาสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า ปฏิหิตาย ได้แก่ เมื่อราตรีดำเนินไป บทว่า โส
มมสฺสนฺตาโย ความว่า อันตรายแห่งชีวิตนั้นพึงมีแก่เรา คือ ทั้ง
อันตรายต่อสวรรค์ ทั้งอันตรายต่อมรรค พึงมีแก่เราผู้ทำกาลกิริยา
เยี่ยงปุถุชน. บทว่า สตฺถกา วา เม วาตา ความว่า ลมชื่อว่า มีพิษ
ดังศาตรา เพราะตัดอวัยวะน้อยใหญ่เหมือนศาตรา. สูตรที่ ๕
เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วแล.
จบ อรรถกถาปฏิปทาสูตรที่ ๔-๕-๖

648
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 649 (เล่ม 37)

๗. อิจฉาสูตร
[๑๗๔] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว
ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย บุคคล ๘
จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก ๘ จำพวกเป็นไฉน.
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ชอบสงัด ไม่
เจริญกรรมฐานให้ติดต่อเนื่องกันไป ย่อมเกิดความปรารถนาเพื่อ
ได้ลาภ เธอย่อมหมั่นเพียรพยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อเธอหมั่นเพียร
พยายามเพื่อให้ได้ลาภ ลาภไม่เกิดขึ้น เธอย่อมเศร้าโศก ลำบาก
ร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญ ถึงความหลงใหล เพราะไม่ได้ลาภนั้น
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่าผู้มีความปรารถนาลาภ
หมั่นเพียรพยายามเพื่อได้ลาภอยู่ แต่ไม่ได้ลาภ เศร้าโศก ร่ำไร
และเคลื่อนจากพระสัทธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมทวินัยนี้ ชอบสงัด ไม่เจริญกรรมฐานให้
ติดต่อเนื่องกันไป ย่อมเกิดความปรารถนาเพื่อได้ลาภ เธอย่อมหมั่น
เพียรพยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อเธอหมั่นเพียรพยายามเพื่อได้ลาภ
ลาภเกิดขึ้น เธอย่อมมัวเมาถึงความประมาทเพราะลาภนั้น ดูก่อน
อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่าผู้มีความปรารถนาลาภ หมั่นเพียร
พยายามเพื่อได้ลาภ ได้ลาภแล้ว มัวเมาประมาท และเคลื่อนจาก
พระสัทธรรม.

649
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 650 (เล่ม 37)

อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ชอบสงัด ไม่เจริญกรรมฐานให้
ติดต่อเนื่องกันไป ย่อมเกิดความปรารถนาเพื่อได้ลาภ เธอไม่หมั่น
เพียรพยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อเธอไม่หมั่นเพียรพยายามเพื่อได้ลาภ
ลาภไม่เกิดขึ้น เธอย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญ
ถึงความหลงใหล ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่าผู้มีความ
ปรารถนาลาภ ไม่หมั่นเพียรพยายามเพื่อได้ลาภ ไม่ได้ลาภ เศร้าโศก
ร่ำไร และเคลื่อนจากพระสัทธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ชอบสงัด ไม่เจริญกรรมฐานให้
ติดต่อเนื่องกันไป ย่อมเกิดความปรารถนาเพื่อได้ลาภ เธอไม่หมั่น
เพียรพยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อเธอไม่หมั่นเพียรพยายามเพื่อได้ลาภ
ลาภเกิดขึ้น เธอย่อมมัวเมาถึงความประมาทเพราะลาภนั้น ดูก่อน
อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่าผู้มีความปรารถนาลาภ ไม่หมั่นเพียร
พยายามเพื่อจะได้ลาภ ได้ลาภแล้ว มัวเมาประมาท และเคลื่อนจาก
พระสัทธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ชอบสงัด ไม่เจริญกรรมฐาน
ให้ต่อเนื่องกันไป ย่อมเกิดความปรารถนาเพื่อได้ลาภ เธอหมั่น
เพียรพยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อเธอหมั่นเพียรพยายามเพื่อได้ลาภ
ลาภไม่เกิดขึ้น เธอไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร ไม่ทุบอก
คร่ำครวญ ไม่ถึงความหลงใหลเพราะไม่ได้ลาภ นั้น ดูก่อนอาวุโส
ทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่าผู้มีความปรารถนาลาภ หมั่นเพียรพยายาม
เพื่อได้ลาภ ไม่ได้ลาภแล้ว ไม่เศร้าโศก ไม่ร่ำไร และไม่เคลื่อน
จากพระสัทธรรม.

650
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 651 (เล่ม 37)

อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ชอบสงัด ไม่เจริญกรรมฐานให้
ติดต่อเนื่องกันไป ย่อมเกิดความปรารถนาเพื่อได้ลาภ เธอหมั่นเพียร
พยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อเธอหมั่นเพียรพยายามเพื่อได้ลาภ ลาภ
เกิดขึ้น เธอไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาทเพราะได้ลาภนั้น ดูก่อน
อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่าผู้มีความปรารถนาลาภ หมั่นเพียร
พยายามเพื่อได้ลาภ ได้ลาภแล้วไม่มัวเมาประมาท และไม่เคลื่อน
จากพระสัทธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ชอบสงัด ไม่เจริญกรรมฐานให้
ติดต่อเนื่องกันไป ย่อมเกิดความปรารถนาเพื่อได้ลาภ เธอไม่หมั่น
เพียรพยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อเธอไม่หมั่นเพียรพยายามเพื่อได้ลาภ
ลาภไม่เกิดขึ้น เธอไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร ไม่ทุบอก
คร่ำครวญ ไม่ถึงความหลงใหลเพราะไม่ได้ลาภนั้น ดูก่อนอาวุโส
ทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่าผู้มีความปรารถนาลาภ ไม่หมั่นเพียร
พยายามเพื่อได้ลาภอยู่ ไม่ได้ลาภแล้ว ไม่เศร้าโศก ไม่ร่ำไร และ
ไม่เคลื่อนจากพระสัทธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ชอบสงัด ไม่เจริญกรรมฐานให้
ติดต่อเนื่องกัน ย่อมเกิดความปรารถนาเพื่อได้ลาภ เธอไม่หมั่นเพียร
พยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อเธอไม่หมั่นเพียรพยายามเพื่อได้ลาภ ลาภ
เกิดขึ้น เธอไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาทเพราะได้ลาภนั้น ดูก่อน
อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่าผู้มีความปรารถนาลาภ ไม่หมั่นเพียร
พยายามเพื่อได้ลาภ ได้ลาภแล้ว ไม่มัวเมาประมาท และไม่เคลื่อน

651
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 652 (เล่ม 37)

จากพระสัทธรรม ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย บุคคล ๘ จำพวกนี้แล
มีปรากฏอยู่ในโลกนี้.
จบ อิจฉาสูตรที่ ๗
๘. ปฐมลัจฉาสูตร
[๑๗๕] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนและผู้อื่น
ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ เป็นผู้มีความเข้าใจเร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ๑ เป็นผู้ทรง
จำธรรมที่ได้ฟังแล้ว ๑ พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำแล้ว
รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ เป็นผู้มีวาจางาม
กล่าวถ้อยคำไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมืองอันสละสลวย
ไม่มีโทษ ให้รู้ประโยชน์ ๑ เป็นผู้ชีแจงพรหมจารีให้เห็นแจ้งแล้ว
ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ๑ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุ
ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนและผู้อื่น.
จบ ลัจฉาสูตรที่ ๘

652
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 653 (เล่ม 37)

๙. ทุติยลัจฉาสูตร
[๑๗๖] ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม
๕ ประการ เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน
และผู้อื่น ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่มีความเข้าใจได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย
เป็นผู้ทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว ๑ พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ได้
ทรงจำแล้ว ๑ รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑
เป็นผู้มีวาจางาม กล่าวถ้อยคำไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของ
ชาวเมืองอันสละสลวย ไม่มีโทษ ให้รูปประโยชน์ ๑ เป็นผู้ชี้แจง
สพรหมจารีให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ๒ ดูก่อน
อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็น
ผู้สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนและผู้อื่น.
จบ ลัจฉาสูตรที่ ๙

653
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 654 (เล่ม 37)

๑๐. ตติยลัจฉาสูตร
[๑๗๗] ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม
๔ ประการ เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน
แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น ธรรม ๔
ประการเป็นไฉน ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น
ผู้มีความเข้าใจได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ๑ เป็นผู้ทรงจำธรรม
ที่ได้ฟังแล้ว ๑ พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ได้ทรงจำแล้ว ๑
รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ หาเป็นผู้มีวาจา
งามกล่าวถ้อยคำไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมืองอันสละ-
สลวย ไม่มีโทษ ให้รู้ประโยชน์ไม่ หาชี้แจงสพรหมจารีให้เห็นแจ้ง
ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริงไม่ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุ
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์
เกื้อกูลแก่ผู้อื่น.
จบ ตติยลัจฉาสูตรที่ ๑๐

654
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 655 (เล่ม 37)

๑๑. จตุตถลัจฉาสูตร
[๑๗๘] ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔
ประการ เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น
แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ธรรม ๔
ประการเป็นไฉน ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น
ผู้มีความเข้าใจเร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ๑ เป็นผู้ทรงจำธรรมที่
ได้ฟังแล้ว ๑ แต่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ได้ทรงจำไว้
หารู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ เป็นผู้มีวาจา
งามกล่าวถ้อยคำไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมืองอัน
สละสลวย ไม่มีโทษ ให้รู้ประโยชน์ ๑ เป็นผู้ชี้แจงสพรหมจารี
ให้เห็นแจ้ง ให้สมทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ๑ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถในอัน
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน.
จบ จตุตถลลัจฉาสูตรที่ ๑๑

655
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 656 (เล่ม 37)

๑๒. ปัญจมลัจฉาสูตร
[๑๗๙] ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม
๓ ประการ เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน
แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น ธรรม ๓
ประการเป็นไฉน ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็น
ผู้มีความเข้าใจได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้ทรงจำธรรม
ที่ได้ฟังแล้ว ๑ พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ได้ทรงจำไว้แล้ว ๑
รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ หาเป็นผู้มีวาจา
งาม กล่าวถ้อยคำไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมืองอัน
สละสลวย ไม่มีโทษ ให้รู้ประโยชน์ไม่ และหาชี้แจงสพรหมจารี
ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริงไม่ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์
เกื้อกูลแก่ผู้อื่น.
จบ ปัญจมลัจฉาสูตรที่ ๑๒

656
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 657 (เล่ม 37)

๑๓. ฉัฏฐลัจฉาสูตร
[๑๘๐] ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓
ประการ เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น
แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ธรรม ๓
ประการเป็นไฉน ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่
เป็นผู้มีความเข้าใจเร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้ทรงจำธรรม
ที่ได้ฟังแล้ว ๑ ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ได้ทรงจำไว้แล้ว
หารู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ เป็นผู้มีวาจา
งามกล่าวถ้อยคำไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมืองอัน
สละสลวย ไม่มีโทษ ให้รู้ประโยชน์ ๑ ชี้แจงสพรหมจารีให้เห็นแจ้ง
ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ๑ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุ
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น แต่ไม่สามารถในอันปฏิบัติเพื่อ
ประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน.
จบ ฉัฏฐลัจฉาสูตรที่ ๑๓

657