ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 628 (เล่ม 37)

บทว่า ยํ มหาวาตา ความว่า โดยสมัยใด หรือในสมัยใด
ลมพายุพัด ลมชื่ออุกเขปกวาต ก็ตั้งขึ้น. ลมอุกเขปกวาตนั้นก็พัด
ตัดลมที่รองรับน้ำอันมีความหนาเก้าแสนหกหมื่นโยชน์. แต่นั้น
น้ำในอากาศก็ตก เมื่อน้ำตก แผ่นดินก็ตก ลม(ที่รองรับน้ำ) ก็จะอุ้ม
เอาน้ำไว้อีก ด้วยกำลังของตน เหมือนอุ้มน้ำไว้ในธนกรก หม้อ
กรองน้ำ ฉะนั้น แต่นั้น น้ำก็สูงขึ้น เมื่อน้ำสูงขึ้น แผ่นดินก็สูงขึ้น.
น้ำไหลแล้วอย่างนี้ก็ทำให้แผ่นดินไหว. ก็การไหวอย่างนี้ ย่อมมีมา
จนถึงทุกวันนี้. ก็การยุบลงและการนูนขึ้น ย่อมไม่ปรากฏเพราะ
แผ่นดินมาก บทว่า มหิทฺธิกา มหานุภาวา ความว่า ชื่อว่ามีฤทธิ์มาก
เพราะมีความสำเร็จมาก ชื่อว่ามีอานุภาพมาก เพราะมีสิ่งที่จะพึง
เสวยมาก. บทว่า ปริตฺตา ได้แก่ มีกำลังเพลา. บทว่า อปฺปมาณา
ได้แก่ มีกำลัง. บทว่า โส อิมํ ปฐวึ กมฺเปติ ความว่า สมณะหรือ
พราหมณ์นั้นทำฤทธิ์ให้บังเกิดแล้ว เมื่อจะให้สลดใจ จึงทำแผ่นดิน
ให้ไหว เหมือนพระมหาโมคคัลลานะ หรือเมื่อจะทดลองฤทธิ์ก็ทำ
แผ่นดินให้ไหว เหมือนสังฆรักขิตสามเณรผู้เป็นหลานของพระ-
มหานาคเถระ. บทว่า สงฺกมฺเปติ ได้แก่ ไหวโดยรอบ. บทว่า
สมฺปกมฺเปติ นี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า สงฺกมฺเปติ นั้นนั่นแล. ดังนั้น
บรรดาเหตุปัจจัยทำแผ่นดินไหว ๘ ประการเหล่านี้ เหตุปัจจัย ๑
เพราะธาตุกำเริบ ที่ ๒ เพราะอานุภาพของผู้มีฤทธิ์ ที่ ๓ ที่ ๔
เพราะเดชแห่งบุญ ที่ ๕ เพราะเดชแห่งญาณ ที่ ๓ เพราะอำนาจ
ให้สาธุการ ที่ ๗ เพราะความการุณย์เป็นสภาวะ ที่ ๘ เพราะ
ร้องห่มร้องไห้. เมื่อพระมหาสัตว์ลงสู่ครรภ์พระมารดา และประสูติ

628
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 629 (เล่ม 37)

จากครรภ์พระมารดา แผ่นดินไหวเพราะเดชแห่งบุญของพระ
มหาสัตว์นั้น. ในสมัยตรัสรู้อภิสัมโพธิญาณ แผ่นดินถูกเดชของ
พระญาณชักนำแล้ว จึงได้ไหว. ในสมัยประกาศพระธรรมจักร
แผ่นดินดำรงนิ่งอยู่ในภาวะแห่งสาธุการ เมื่อไห้สาธุการก็ไหว.
ในสมัยทรงปลงอายุสังขาร แผ่นดินดำรงนิ่งอยู่ในความเป็นผู้มีกรุณา
เป็นสภาวะ แต่ทนจิตสังขาร (สัคทาเวทนา) ไม่ได้ ก็ไหว. ในสมัย
ปรินิพพาน แผ่นดินอาดูรด้วยแรงการร้องห่มร้องไห้ จึงได้ไหว.
ก็ความนี้ พึงทราบด้วยอำนาจเทวดาประจำปฐวี. ก็การให้สาธุการ
เป็นต้นนั้นย่อมไม่มีแก่แผ่นดินที่เป็นมหาภูต เพราะแต่ดินที่เป็น
มหาภูต ไม่มีเจตนา. คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล
จบ อรรถกถาภูมิจาลสูตรที่ ๑๐
รวมพระสูตร มีในวรรคนี้ คือ
๑. อิจฉาสูตร ๒. อลังสูตร ๘ สูตร ๓. สังขิตตสูตร ๔. คยา-
สูตร ๕. อภิภายตนสูตร ๖. วิโมกขสูตร ๗. โวหารสูตรที่ ๑
๘. โวหารสูตรที่ ๒ ๙. ปริสสูตร ๑๐. ภูมิจาบสูตร. และอรรถกถา
จบ จาลวรรคที่ ๗

629
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 630 (เล่ม 37)

ยกมวรรคที่ ๓
๑. ปฐมปฏิปทาสูตร
[๑๖๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ไม่มีศีล
อย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์
นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธาและ
มีศีล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล
เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ก็ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล แต่ไม่เป็นพหูสูต อย่างนี้ เธอชื้อว่าเป็น
ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า
อย่างไรหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีลและเป็นพหูสูต เมื่อใด
ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีลและเป็นพหูสูต เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็น
ผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา
มีศีลและเป็นพหูสูต แต่ไม่เป็นธรรมกถึก ฯลฯ และเป็นธรรมกถึก
แต่ไม่เข้าสู่บริษัท ฯลฯ และเข้าสู่บริษัทได้ แต่ไม่แกล้วกล้าแสดง
ธรรมแก่บริษัท ฯลฯ และแกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท แต่ไม่ได้
ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีใน
จิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ฯลฯ เป็นผู้ได้ตามความ
ปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็น
เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน แต่ไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญา-
วิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญา
อันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ อย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ยังไม่บริบูรณ์

630
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 631 (เล่ม 37)

ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ
เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก เข้าสู่บริษัท
ได้ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท เป็นผู้ได้ตามความปรารถนา
ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่
เป็นสุขในปัจจุบัน พึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา
อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน
ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มี
ศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก เข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้า
แสดงธรรมแก่บริษัท เป็นผู้ได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก
ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะ
ทั้งหลานสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เมื่อนั้น
เธอชื่อว่า เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้
ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้เกิดความ
เลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง.
จบ ปฐมปฏิปทาสูตรที่ ๑

631
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 632 (เล่ม 37)

ยมกวรรควรรณนาที่ ๓
อรรถกถาปฐมปฏิปทาสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๘ ปฏิปทาสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า โน จ สีลวา ได้แก่ ผู้ไม่ทำให้บริบูรณ์ในศีล. บทว่า
สมนฺตปาสาทิโก แปลว่า ให้เกิดความเลื่อมใสรอบด้าน. บทว่า
สพฺพาการปริปูโร ได้แก่ บริบูรณ์ด้วยอาการของสมณะ คือด้วย
ส่วนแห่งสมณธรรมทุกอย่าง.
จบ อรรถกถาปฐมปฏิปทาสูตรที่ ๑

632
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 633 (เล่ม 37)

๒. ทุติยปฏิปทาสูตร
[๑๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีล
อย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญ
องค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา
และมีศีล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและ
ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล แต่ไม่เป็นพหูสูต ฯลฯ เป็นพหูสูต แต่ไม่
เป็นธรรมกถึก ฯลฯ เป็นธรรมกถึก แต่ไม่เข้าสู่บริษัท ฯลฯ เข้าสู่
บริษัทได้ แต่ไม่แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ฯลฯ แกล้วกล้า
แสดงธรรมแก่บริษัท และถูกต้องวิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป เพราะ
ล่วงรูปเสียได้ ด้วยนามกาย แต่ไม่กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ
ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วย
ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ อย่างนี้ เธอชื่อว่ายังเป็น
ผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า
อย่างไรหนอ เราพึงมีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก
เข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท และพึงถูกต้อง
วิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ด้วยนามกาย พึงกระทำ
ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราอาสวะ
ทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต
เป็นธรรมกถึกเข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท

633
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 634 (เล่ม 37)

และถูกต้องวิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ ด้วย
นามกาย ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้า
ถึงอยู่ เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล เป็นผู้ให้ก่อเกิด
ความเลื่อมใสโดยรอบ และบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง.
จบ ทุติยปฏิปทาสูตรที่ ๒
อรรถกถาทุติยปฏิปทาสูตรที่ ๒
ทุติยปฏิปทาสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า สนฺตา ความว่า ชื่อว่าสงบ เพราะสงบจากธรรม
อันเป็นข้าศึก. บทว่า วิโมกฺขา ความว่า และชื่อว่าวิโมกข์ เพราะ
หลุดพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึก.
จบ อรรถกถาทุติยปฏิปทาสูตรที่ ๒

634
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 635 (เล่ม 37)

๓. ตติยปฏิปทาสูตร
[๑๗๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่พัก
ก่อด้วยอิฐ ชื่อนาทิกะ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก
ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มี-
พระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มรณสติอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มี
อานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เธอทั้งหลายย่อม
เจริญมรณสติหรือหนอ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งกราบ
ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อม
เจริญมรณสติ.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอเจริญสมณสติอย่างไร.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสติ นี้ ข้าพระองค์
มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่คืนหนึ่งวันหนึ่ง พึงมนสิการ
ถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราได้กระทำคำสอนของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมากหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้า-
พระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล.
ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์ก็เจริญมรณสติ.

635
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 636 (เล่ม 37)

พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร.
ภิก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์
มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ตลอดวันหนึ่ง พึงมนสิการ
ถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราได้กระทำคำสอนของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมากหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้า-
พระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล.
ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์ก็เจริญมรณสติ.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์
มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่เพียงครึ่งวัน พึงมนสิการ
ถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราได้กระทำคำสอนของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมากหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้า-
พระองค์ผู้เจริญมรณสตินี้แล.
ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ แม้ข้าพระองค์ก็เจริญมรณสติ.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์
มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่เพียงชั่วเวลาบริโภค
บิณฑบาตมื้อหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนอขงพระผู้มีพระภาคเจ้า
เราได้กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมากหนอ ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล.

636
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 637 (เล่ม 37)

ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์ก็เจริญมรณสติ.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์
มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ชั่วเวลาบริโภคบิณฑบาต
ครึ่งหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราได้
กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมากหนอ ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล.
ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์ก็เจริญมรณสติ.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร.
ภิ. ข้าแต่พระองค์เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์
มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ชั่วเวลาเคี้ยวข้าว ๔-๕ คำ
แล้วกลืนกิน พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราได้
กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมากหนอ ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล.
ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์ก็เจริญมรณสติ.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์
มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ชั่วเวลาเคี้ยวข้าวได้
คำหนึ่งแล้วกลืนกิน พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า

637