พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 608 (เล่ม 37)

นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงฌานในวรรณกสิณมีนีลกสิณเป็นต้น
อันบริสุทธิ์ด้วยดี. ในคำว่า สุภนฺเตว "งาม" ความผูกใจว่า "งาม"
ย่อมไม่มีในภายในอัปปนาก็จริง ถึงอย่างนั้น ภิกษุใดกระทำสุภกสิณ
ที่บริสุทธิ์ดีให้เป็นอารมณ์อยู่ เพราะเหตุที่ภิกษุนั้นจะต้องถูกท่าน
พูดว่าเป็นผู้น้อมใจไปว่า "งาม" ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำ
เทศนาไว้อย่างนั้น
แต่ในปฏิสัมภิทามรรค ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะ
เป็นผู้น้อมใจไปว่างามนั้นอย่างไร ? ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะภิกษุ
ในศาสนานี้ มีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง ฯลฯ
อยู่. เพราะความที่ตนเป็นผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ไม่
น่าเกลียด. มีจิตสหรคตกับกรุณา มุทิตา และอุเบกขา แผ่ไป
ตลอดทิศหนึ่ง ฯลฯ อยู่. เพราะความที่ตนเจริญ (กรุณา มุทิตาและ)
อุเบกขา สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ไม่น่าเกลียด. ท่านเป็นผู้ชื่อว่าน้อมใจ
ไปว่า งาม ด้วยอาการอย่างนี้
คำใดที่จะพึงกล่าวในคำว่า สพฺพโส รูปสญฺญานํ ดังนี้เป็นต้น
คำนั้นทั้งหมดได้กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล. บทว่า
อยํ อฏฺฐโม วิโมกฺโข ความว่า นี้ ชื่อว่าเป็นวิโมกข์ที่ ๘ เพราะสละ
คือ เพราะปล่อยขันธ์ทั้ง โดยประการทั้งปวง.
จบ อรรถกถาวิโมกขสูตรที่ ๖

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 609 (เล่ม 37)

๑๔. ปฐมโวหารสูตร
[๑๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนริยโวหาร ๘ ประการนี้ ๘
ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้พูดในสิ่งไม่ได้เห็นว่าได้เห็น ๑
ในสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง ๑ ในสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ ๑ ในสิ่ง
ที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้ ๑ ในสิ่งที่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น ๑ ในสิ่งที่ได้ฟังว่า
ไม่ได้ฟัง ๑ ในสิ่งที่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ ๑ ในสิ่งที่ได้รู้ว่าไม่ได้
รู้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนริยโวหาร ๘ ประการนี้แล.
จบโวหารสูตรที่ ๑๔

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 610 (เล่ม 37)

๑๕. ทุติยโวหารสูตร
[๑๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยโวหาร ๘ ประการนี้ ๘
ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้พูดในสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น ๑
ในสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง ๑ ในสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ ๑
ในสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ ๑ ในสิ่งที่ได้เห็นว่าได้เห็น ๑ ในสิ่งที่ได้ฟัง
ว่าได้ฟัง ๑ ในสิ่งที่ได้ทราบว่าได้ทราบ ๑ ในสิ่งที่ได้รู้ว่าได้รู้ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยโวหาร ๘ ประการนี้แล.
จบ โวหารสูตรที่ ๑๕
อรรถกถาโวหารสูตรที่ ๗-๘
วิหารสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนริยโวหารา ได้แก่ ถ้อยคำที่ไม่ใช่ของพระอริยะ คือ
ถ้อยคำที่มีโทษ. บุคคละย่อมกล่าวโวหารถ้อยคำเหล่านั้น ด้วยเจตนา
เหล่าใด คำว่า อนริยโวหารา นั้น เป็นชื่อของเจตนาเหล่านั้น.
สูตรที่ ๘ พึงทราบความโดยนัยตรงกันข้ามกับคำที่กล่าวแล้ว
จบ อรรถกาโวหารสูตรที่ ๗-๘

610
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 611 (เล่ม 37)

๑๖. ปริสสูตร
[๑๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๘ จำพวกนี้ ๘ จำพวก
เป็นไฉน คือ บริษัทกษัตริย์ ๑ บริษัทพราหมณ์ ๑ บริษัทคฤหบดี ๑
บริษัทสมณะ ๑ บริษัทเทวดาชั้นจาตุมมหาราช ๑ บริษัทเทวดา
ชั้นดาวดึงส์ ๑ บริษัทมาร ๑ บริษัทพรหม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราเข้าไปหาบริษัทกษัตริย์หลายร้อยบริษัท ย่อมรู้ดีว่า แม้ในบริษัท
นั้นเราเคยนั่งประชุมด้วย เคยสนทนาปราศรัยด้วย เคยสนทนาธรรม
ด้วย ในบริษัทกษัตริย์นั้น กษัตริย์เหล่านั้นมีวรรณเช่นใด เราก็มี
วรรณเช่นนั้น กษัตริย์เหล่านั้นมีเพียงเช่นใด เราก็มีเสียงเช่นนั้น
เราชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหารร่าเริงด้วยธรรมีกถา
และเมื่อเรากำลังพูดอยู่ บริษัทกษัตริย์เหล่านั้นย่อมไม่รู้ ใครหนอนี่
เป็นเทวดาหรือมนุษย์พูดอยู่ ครั้นเราชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน
ให้อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วหายไป เมื่อเราหายไปแล้ว
กษัตริย์เหล่านั้นก็ไม่รู้ว่า ใครหนอนี้ เป็นเทวดาหรือมนุษย์
หายไปแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเข้าไปหาบริษัทพราหมณ์
หลายร้อยบริษัท ฯลฯ บริษัทคฤหบดี ฯลฯ บริษัทสมณะ ฯลฯ
บริษัทเทวดาชั้นจาตุมมหาราช ฯลฯ บริษัทเทวดาชั้นดาวดึงส์ ฯลฯ
บริษัทมาร ฯลฯ บริษัทพรหมหลายร้อย บริษัท ย่อมรู้ดีว่า แม้
ในนริษัทพรหมนั้น เราเคยนั่งประชุมด้วย เคยสนทนาปราศรัย
ด้วย เคยสนทนาธรรมด้วย ในบริษัทพรหมนั้น พรหมเหล่านั้น
มีวรรณเช่นใด เราก็มีวรรณเช่นนั้น พรหมเหล่านั้นมีเสียงเช่นใด
เราก็มีเพียงเช่นนั้น เราชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้

611
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 612 (เล่ม 37)

อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมีกถา และเมื่อเรากำลังพูดอยู่ พรหมเหล่านั้น
ก็ไม่รู้ว่า ใครหนอนี่ เป็นเทวดาหรือมนุษย์พูดอยู่ ครั้นเราชี้แจงให้
เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วหายไป
และเมื่อเราหายไปแล้ว พรหมเหล่านั้นก็ไม่รู้ว่า ใครหนอนี่ เป็น
เทวดาหรือมนุษย์หายไปแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๘ จำพวก
นี้แล.
จบ ปริสสูตรที่ ๑๖
อรรถกถาปริสาสูตรที่ ๙
ปริสาสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ขตฺติยปริสา ได้แก่ ชุมนุม คือสมาคมแห่งขัตติยบริษัท.
ในบททั้งปวงก็นัยนี้. บทว่า อเนกสตํ ขตฺติยปริสํ ความว่า ขัตติย-
บริษัทเช่น สมาคมแห่งพระเจ้าพิมพิสาร สมาคมแห่งพระญาติ และ
สมาคมแห่งเจ้าลิจฉวีเป็นต้น การที่พระศาสดาเสด็จเข้าหาขัตติย-
บริษัทเป็นต้น แม้ในจักรวาลอื่น ก็ย่อมมีได้เหมือนกัน. บทว่า
สลฺลปิตปุพฺพํ ได้แก่ เคยทำการเจรจาปราศรัย. บทว่า สากจฺฉา
ความว่า แม้ธรรมสากัจฉาเราก็เคยเข้าสนทนา.
บทว่า ยาทิโก เต วณฺโณ ความว่า กษัตริย์เหล่านั้น เป็น
คนผิวขาวก็มี เป็นคนผิวดำก็มี เป็นคนผิวสองสีก็มี พระศาสดามี
พระฉวีวรรณดังทองอย่างเดียว. แต่คำนั้นตรัสอาศัยทรวดทรง.
อนึ่ง เขาย่อมรู้จักกันว่าเป็นกษัตริย์ พราหมณ์เป็นต้น ก็ตรงทรวด
ทรงของชนเหล่านั้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่

612
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 613 (เล่ม 37)

เป็นเช่นกับพวกมิลักขะ ทั้งไม่ได้ทรงสรวมใส่กุณฑลแก้วมณี
ประทับนั่งด้วยเพศแห่งพระพุทธเจ้านั่นแหละ. แต่ชนแม้เหล่านั้น
ย่อมเห็นทรวดทรงว่าเหมือนตนไปทั้งนั้น บทว่า ยาทิสโก เตสํ สโร
ความว่า ชนเหล่านั้น เป็นผู้มีเสียงห้วนก็มี เป็นผู้มีเสียงเหมือน
เสียงแมวก็มี เป็นผู้มีเสียงเหมือนเสียงกาก็ดี (แต่) พระศาสดามี
พระสุรเสียงดังเสียงพรหมอย่างเดียว. ก็คำนี้ตรัสหมายเอาภาษา
อื่น. ก็แม้ถ้าพระศาสดาจะประทับนั่งตรัสอยู่บนราชอาสน์ใน
ขัตติยบริษัทนั้นไซร้ กษัตริย์เหล่านั้น ก็จะมีความคิดว่า วันนี้
พระราชาตรัสด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ. เมื่อพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสแล้วเสด็จหลีกไปแล้ว กษัตริย์เหล่านั้นเห็นพระราชา
เสด็จมาอีก จึงเกิดพิจารณาทบทวนขึ้นว่า ผู้นี้เป็นใครหนอ. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า โก นุ โข อยํ ความว่า กษัตริย์เหล่านั้นแม้
พิจารณาทบทวนอยู่อย่างนี้ว่า พระราชาพระองค์นี้คือใครหนอ
เมื่อตรัส ๆ โดยอาการอันนุ่มนวล ด้วยภาษามคธ ภาษาสีหฬในที่นี้
ในบัดนี้แหละก็หายตัวไปเสียแล้ว พระราชาพระองค์นี้ เป็นเทวดา
หรือมนุษย์ดังนี้ ก็ไม่รู้จัก. ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ธรรมแก่ผู้ไม่รู้จักอย่างนี้ เพื่อประโยชน์อะไร ? แก้ว่า เพื่อต้องการ
ให้เป็นวาสนา (อปรมบารมี). พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดย
หวังผลอนาคตอย่างนี้ว่า ก็ธรรมที่เขาสดับแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็น
ปัจจัยในอนาคตทีเดียว. พึงทราบกำเนิดแห่งคำมีอาทิว่า อเนกสตํ
พฺราหฺมณปริสํ ดังนี้. ด้วยอำนาจสมาคมแห่งโสณทัณฑพราหมณ์
เป็นต้น และด้วยอำนาจจักรวาลอื่น.
จบ อรรถกถาปริสสูตรที่ ๙

613
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 614 (เล่ม 37)

๑๗. ภูมิจาลสูตร
[๑๕๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคาร-
ศาลา ป่ามหาวัน ใกล้นครเวสาลี ครั้งนั้นแล เวลาเช้า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตร์และจีวร เสด็จ
เข้าไปบิณฑบาตยังนครเวสาลี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในนครเวสาลี
แล้ว ในเวลาปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ตรัสกะท่าน
พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ จงถือผ้านิสีทนะ เราจะเข้าไปยัง
ปาวาลเจดีย์ เพื่อพักกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้ว ถือผ้านิสีทนะตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปข้างหลัง.
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์
ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ แล้วตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อน
อานนท์ นครเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็น่ารื่นรมย์
โคตมกเจดีย์ พหุปุตตกเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ สารันททเจดีย์ ปาวาล-
เจดีย์ ล้วนน่ารื่นรมย์ ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญทำให้มาก
ซึ่งอิทธิบาท ๔ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม
ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นหวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้กับหนึ่ง หรือเกินกว่ากัป
ดูก่อนอานนท์ ตถาคตเจริญ กระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ ทำให้
เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ตถาคต
หวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัป เมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงกระทำนิมิตรแจ้งชัด ทรงกระทำโอภาสแจ้งชัดแม้

614
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 615 (เล่ม 37)

อย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงไม่ทูลอาราธนาพระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพึง
ทรงดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตพึงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป เพื่อ
ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์
โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย เพราะถูกมารเข้าดลใจ แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าก็ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ นครเวสาลี
เป็นนครที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ พหุ-
ปุตตกเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ สารันททเจดีย์ ปาวาลเจดีย์ ล้วนน่า
รื่นรมย์ ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญ กระทำให้มากถึงอิทธิบาท
๔ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ฯลฯ
ตถาคตหวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้รูปหนึ่งหรือเกินกว่ากัป เมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงกระทำนิมิตแจ้งชัด ทรงกระทำโอภาสแจ้งชัดแม้
อย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงไม่ทูลอาราธนาพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
พึงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตพึงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อ
อนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แกเทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย เพราะถูกมารเข้าดลใจ ครั้งนั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงไปเถิด
บัดนี้เธอย่อมสำคัญกาลที่สมควร ท่านพระอานนท์ทูลรับพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า

615
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 616 (เล่ม 37)

กระทำประทักษิณแล้วไปนั่ง ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกล
พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ครั้งนั้นแล เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปแล้วไม่นาน มารผู้
ลามกได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
บัดนี้เป็นกาลปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ดูก่อนมาร
ผู้ลามก เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่พวกภิกษุสาวกของเรา
ยังไม่ฉลาด ไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ยังไม่บรรลุธรรมอัน
เกษมจากโยคะ ยังไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรม
สมควรแก่ธรรม ยังไม่ปฏิบัติชอบ ยังไม่ประพฤติตามธรรม ไม่
เรียนอาจาริยวาทของตนแล้วบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย
จำแนก กระทำได้ง่าย ไม่แสดงธรรมมีปฏิหาริย์ย่ำยีด้วยศีล
ปรัปปวาทที่เกิดขึ้นแล้วโดยชอบธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
บัดนี้ ภิกษุสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ฉลาด ได้รับแนะนำ
แกล้วกล้า บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ เป็นหูสูต ทรงธรรม
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม
เรียนอาจาริยวาทของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย
จำแนก กระทำให้ง่าย แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ย่ำยีด้วยดีซึ่งปรัปปวาท
ที่เกิดขึ้นแล้วโดยชอบธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ขอพระผู้มี-
พระภาคเจ้าจงเสด็จปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จปรินิพพาน
เถิด บัดนี้ เป็นกาลปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ดูก่อนมารผู้ลามก เราจักยังไม่

616
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 617 (เล่ม 37)

ปรินิพพาน ตราบเท่าที่ภิกษุณีสาวิกาของเรา ฯลฯ อุบาสกสาวก
ของเรา ฯลฯ อุบาสิกาสาวิกาของเรา ยังไม่ฉลาด ยังไม่ได้รับแน่นำ
ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ยังไม่เป็น
พหูสูต ยังทรงจำธรรมไม่ได้ ยังปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ได้
ยังไม่ปฏิบัติชอบ ยังไม่ประพฤติตามธรรม ไม่เรียนอาจาริยวาท
ของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำ
ให้ง่าย ไม่แสดงธรรมมีปฏิหาริย์ย่ำยีด้วยดีซึ่งปรัปปวาทที่เกิดขึ้น
แล้วโดยชอบธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ อุบาสิกาสาวิกา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ฉลาด ได้รับแนะนำ แกล้วกล้า
บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรม
สมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนอาจาริยวาท
ของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
ทำให้ง่าย แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ย่ำยีด้วยดีซึ่งปรัปปวาทที่เกิดขึ้น
แล้วโดยชอบธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ขอพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจงเสด็จปรินิพพานเถิด ข้อพระสุคตจงเสด็จปรินิพพานเถิด
บัดนี้เป็นกาลปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ดูก่อนมารผู้ลามก เราจักยังไม่
ปรินิพพานตราบเท่าที่พรหมจรรย์ของเรานี้ยังไม่เจริญแพร่หลาย
กว้างขวาง ชนเป็นอันมาก ยังไม่รู้ทั่ว ยังไม่แน่นหนา เทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลายยังไม่ประกาศดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้
พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเจริญแพร่หลายกว้างขวาง
ชนเป็นอันมากรู้ทั่ว แน่นหนา เทวดาและมนุษย์ประกาศดีแล้ว

617