พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 568 (เล่ม 37)

ดูก่อนพราหมณ์ ก็สมชีวิตาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้
รู้ทางเจริญแห่งโภคทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพ
พอเหมาะ ไม่ให้ฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก... ดูก่อนพราหมณ์
นี้เรียกว่าสมชีวิตา.
ดูก่อนพราหมณ์ โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมมีทางเสื่อม ๔ ประการ คือ เป็นนักเลงหญิง ๑ เป็นนักเลงสุรา ๑
เป็นนักเลงการพนัน ๑ มีมิตรชั่ว สหายชั่ว เพื่อนชั่ว ๑...
ดูก่อนพราหมณ์ โภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้ ย่อมมีทาง
เจริญอยู่ ๔ ประการ คือ ไม่เป็นนักเลงหญิง ๑ ไม่เป็นนักเลงสุรา ๑
ไม่เป็นนักเลงการพนัน ๑ มีมิตรดี สหายดี เพื่อนดี ๑... ดูก่อน
พราหมณ์ ธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อ
ความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตร.
ดูก่อนพราหมณ์ ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อ
ประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร ธรรม ๔ ประการ
เป็นไฉน คือ ศรัทธาสัมปทา ๑ ศีลสัมปทา ๑ จาคสัมปทา ๑
ปัญญาสัมปทา ๑ ดูก่อนพราหมณ์ ก็ศรัทธาสัมปทาเป็นไฉน
กุลบุตรในโลกนี้เป็นผู้มีศรัทธา... นี้เรียกว่าศรัทธาสัมปทา.
ดูก่อนพราหมณ์ ศีลสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้
งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุรา
และเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูก่อนพราหมณ์ นี้เรียกว่า
ศีลสัมปทา.

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 569 (เล่ม 37)

ดูก่อนพราหมณ์ ก็จาคสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้
มีจิตปราศจากความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีจาคะอันปล่อยแล้ว
มีฝ่ามือชุม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน
ดูก่อนพราหมณ์ นี้เรียกว่าจาคสัมปทา.
ดูก่อนพราหมณ์ ก็ปัญญาสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้
เป็นผู้มีปัญญา ฯลฯ นี้เรียกว่าปัญญาสัมปทา ดูก่อนพราหมณ์
ธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข
ในภายหน้าแก่กุลบุตร.
คนหมั่นในการทำงาน ไม่ประมาท จัด
การงานเหมาะสม เลี้ยงชีพพอเหมาะ ตามรักษา
ทรัพย์ที่หามาได้ มีศรัทธาถึงพร้อมด้วยศีล รู้ถ้อย
คำ ปราศจากความตระหนี่ ชำระทางสัมปรายิก-
ประโยชน์เป็นนิตย์ ธรรม ๘ ประการดังกล่าวมา
นี้ ของผู้ครองเรือน ผู้มีศรัทธา อันพระพุทธเจ้า
ผู้มีพระนามอันแท้จริง ตรัสว่า นำสุขมาให้ใน
โลกทั้งสอง คือ ประโยชน์ในปัจจุบันนี้ และสุข
ในภายหน้า บุญคือจาคะนี้ ย่อมเจริญแก่คฤหัสถ์
ด้วยประการฉะนี้.
จบ อุชชยสูตรที่ ๕

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 570 (เล่ม 37)

๖. ภยสูตร
[๑๔๖] ดูก่อภิกษุทั้งหลาย คำว่า ภัย เป็นชื่อของกาม
คำว่า ทุกข์ เป็นชื่อของกาม คำว่า โรค เป็นชื่อของกาม คำว่า
หัวฝี เป็นชื่อของกาม คำว่า ลูกศร เป็นชื่อของกาม คำว่า ความข้อง
เป็นชื่อของกาม คำว่า เปือกตม เป็นชื่อของกาม คำว่า การอยู่
ในครรภ์ เป็นชื่อของกาม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุไร คำว่า ภัย จึงเป็นชื่อ
ของกาม เพราะบุคคลผู้นี้ยินดีในกามราคะ. พัวพันในฉันทราคะ
ย่อมไม่พ้นไปจากภัยทั้งในปัจจุบัน ทั้งในภายหน้า ฉะนั้น คำว่า
ภัย จึงเป็นชื่อของกาม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุไรคำว่า ทุกข์ ฯลฯ โรค ฯลฯ
หัวฝี ฯลฯ ลูกศร ฯลฯ ความข้อง ฯลฯ เปือกตม จึงเป็นชื่อของกาม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุไรคำว่า การอยู่ในครรภ์
จึงเป็นชื่อของกาม เพราะบุคคลนี้ยินดีในกามราคะ พัวพันใน
ฉันทราคะ ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากการอยู่ในครรภ์ทั้งในปัจจุบัน
ทั้งในภายหน้า ฉะนั้น คำว่า การอยู่ในครรภ์ จึงเป็นชื่อของกาม.
ภัย ทุกข์ โรค หัวฝี ลูกศร ความข้อง
เปือกตม และการอยู่ในครรภ์ นี้เรียกว่ากามที่
ปุถุชนข้องอยู่แล้ว อันกามสุขครอบงำแล้ว ย่อม
ไปเพื่อเกิดในครรภ์อีก ก็เพราะภิกษุมีความเพียร
ยินดีด้วยสัมปชัญญะ ภิกษุเห็นปานนี้นั้น ก้าวล่วง

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 571 (เล่ม 37)

ทางหมุนเวียนที่ข้ามได้ยากนี้ได้แล้ว ย่อมพิจาร-
ณาเห็นหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงชาติและและชรา ดิ้นรนอยู่
จบ ภยสูตรที่ ๖
อรรถกถาภยสูตรที่ ๖
ภยสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า คพฺโภ ได้แก่ การอยู่ในครรภ์. บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกาปิ
ได้แก่ ย่อมไม่หลุดพ้น จากครรภ์มนุษย์แม้อีก เช่นการอยู่ในครรภ์
ซึ่งเห็นกันในปัจจุบัน. บทว่า สมฺปรายิกาปิ ได้แก่ จากครรภ์ที่เหลือ
เว้นครรภ์ของพวกมนุษย์.
บทว่า อุภยํ เอเต กามา ปวุจฺจนฺติ ความว่า ท่านกล่าว
กามเหล่านี้ เป็นคู่กันอย่างนี้ คือ ภัยกับทุกข์ ๑ ภัยกับโรค ๑
ภัยกับหัวฝี ๑ ภัยกับลูกศร ๑ ภัยกับความข้อง ๑ ภัยกับเปือกตม ๑
ภัยกับการอยู่ในครรภ์ ๑. บทว่า สาตรูเป็น ได้แก่ กามสุข. บทว่า
ปลิปถํ ได้แก่ ก้าวล่วงทางหมุนเวียนคือวัฏฏะ. ในฐานะนี้ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสวิปัสสนา ทรงถือเอาว่า ภิกษุนั้นบรรลุพระ-
อรหัต. จริงอยู่ ทรงพิจารณาหมู่สัตว์เห็นปานนี้ผู้เข้าถึงชาติและ
ชรา ดิ้นรนอยู่ในภพทั้ง ๓ แล. ตรัสวัฏฏะไว้ในพระสูตร ตรัส
วิวัฏฏะไว้ในคาถาทั้งหลายแล.
จบ อรรถกถาภยสูตรที่ ๖

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 572 (เล่ม 37)

๗. ปฐมอาหุเนยยสูตร
[๑๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม
๘ ประการ เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้
ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มี
นาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย ๑ เป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ๑ เป็นผู้มี
มิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ๑ เป็นสัมมาทิฏฐิ ประกอบด้วยความ
เห็นชอบ ๑ มีปกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ย่อม
ระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากคือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ
ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทส
ด้วยประการฉะนี้ ๑ ย่อมเห็นสัตว์ ฯลฯ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์
ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ๑
กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ
อาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล
เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
จบ ปฐมอาหุเนยยสูตร ที่

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 573 (เล่ม 37)

๘. ทุติยอาหุเนยยสูตร
[๑๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘
ประการ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญ
อื่นยิ่งกว่า ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย ๑ เป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ๑ เป็นผู้
ปรารภความเพียร มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระ
ในกุศลธรรมทั้งหลาย ๑ เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ในเสนาสนะ
อันสงัด ๑ เป็นผู้อดกลั้นความไม่ยินดีและความยินดี ระงับความ
ไม่ยินดีที่เกิดขึ้นแล้ว ๑ เป็นผู้อดกลั้นความกลัวต่อภัยเสียได้ ระงับ
ความกลัวต่อภัยที่เกิดขึ้นแล้ว ๑ มีปกติได้ตามความปรารถนา
ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่อง
อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ
อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล
เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
จบ ทุติอาหุเนยยสูตรที่ ๘

573
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 574 (เล่ม 37)

๙. ปฐมอัฏฐปุคคลสูตร
[๑๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๘ จำพวกนี้ เป็นผู้
ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
๘ จำพวกเป็นไฉน คือ พระโสดาบัน ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำ
ให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๑ พระสกทาคามี ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อ
กระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ๑ พระอนาคามี ๑ ท่านผู้ปฏิบัติ
เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ๑ พระอรหันต์ ๑ ท่านผู้ปฏิบัติ
เพื่ออรหัตผล ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๘ จำพวกนี้แล เป็น
ผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
บุคคลผู้ปฏิบัติ ๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔
จำพวกนี้เป็นสงฆ์ ผู้ปฏิบัติตรง มีปัญญา มีศีล
และจิตมั่นคง ย่อมกระทำบุญของมนุษย์ผู้เพ่งบุญ
บูชาอยู่ให้มีผลมาก ท่านที่ให้ในสงฆ์ ย่อมมี
ผลมาก.
จบ อัฏฐปุคคลสูตรที่ ๙
อรรถกถาปฐมอัฏฐปุคคลสูตรที่ ๙
ปฐมอัฏฐปุคคลสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุชุภูโต ความว่า ชื่อว่าตรง เพราะไม่มีการคด
ทางกายเป็นต้น. บทว่า ปญฺญาสีลสมาหิโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วย

574
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 575 (เล่ม 37)

ปัญญาและศีล. บทว่า ยชมานานํ ได้แก่ ผู้ให้ทาน. บทว่า
ปุญญเปกฺขานํ ได้แก่ ตรวจดู คือแสวงหาบุญ. บทว่า โอปธิกํ
ได้แก่ มีอุปธิเป็นวิบากอันยิ่งหรือหาประมาณมิได้.
จบอรรถกถาปฐมอัฏฐปุคคลสูตรที่ ๙

575
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 576 (เล่ม 37)

๑๐. ทุติยอัฏฐปุคคลสูตร
[๑๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๘ จำพวกนี้ เป็นผู้ควร
ของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๘ จำพวก
เป็นไฉน คือ พระโสดาบัน ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง
โสดาปัตติผล ๑ พระสกทาคามี ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง
สกทาคามิผล ๑ พระอนาคามี ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง
อนาคามิผล ๑ พระอรหันต์ ๑ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตผล ๑ บุคคล
๘ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มี
นาบุญอื่นยิ่งกว่า.
ผู้ปฏิบัติ ๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔
จำพวก สงฆ์นี้คือ บุคคล ๘ จำพวก เป็นผู้สูงสุด
กว่าสัตว์ทั้งหลาย ย่อมกระทำบุญของมนุษย์ผู้
เพ่งบุญบูชาอยู่ให้มีผลมาก ทานที่ให้ในสงฆ์นี้
ย่อมมีผลมาก.
จบ อังฏฐปุคคลสูตรที่ ๑๐
อรรถกถาทุติยอัฏฐปุคคลสูตร
ทุติยอัฏฐปุคคลสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สมุกฺกฏฺโฐ แปลว่า อุตกฤษฏ์ คือสูงสุด. บทว่า
สตฺตานํ ได้แก่ แห่งสัตว์ทั้งปวง. คำที่เหลือในพระสูตรนี้ง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบ อรรถกถาทุติยอัฏฐกปุคคลสูตรที่ ๑๐

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 577 (เล่ม 37)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โคตมีสูตร ๒. โอวาทสูตร ๓. สังขิตตสูตร ๔. ทีฆชาณุ-
สูตร ๕. อุชชยสูตร ๖. ภยสูตร ๗. ปฐมอาหุเยยสูตร ๘. ทุติย-
อาหุเนยยสูตร ๙. ปฐมอัฏฐปุคคลสูตร ๑๐. ทุติอัฏฐปุคคลสูตร.
จบ สันธานวรรคที่ ๑

577