พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 468 (เล่ม 37)

ด้วยอาการเพียงอยู่ผู้เดียว เพราะฉะนั้น พระโยคีกระทำบริกรรม-
กสิณแล้วยังสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด นี้ชื่อว่าจิตวิเวก. กรรมฐาน
ย่อมไม่สำเร็จด้วยเหตุเพียงสมาบัติเท่านั้น เพราะเหตุนั้น พระโยคี
กระทำฌานให้เป็นบาท พิจารณาสังขารทั้งหลาย แล้วบรรลุ
พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา นี้ชื่อว่า อุปธิวิเวก สงัดกิเลส
โดยอาการทั้งปวง. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
กายวิเวกสำหรับบุคคลผู้มีกายสงัด ผู้ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตวิเวก
สำหรับบุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ผู้ถึงความผ่องแผ้วอย่างยิ่ง ละอุปธิวิเวก
สำหรับบุคคลผู้ปราศจากอุปธิกิเลส ถึงพระนิพพานอันปราศจาก
สังขาร ดังนี้.
บทว่า สงฺคณิการามสฺส ได้แก่ ผู้ยินดีด้วยการคลุกคลีในหมู่
และคลุกคลีด้วยกิเลส. บทว่า อารทฺธวีริยสฺส ได้แก่ ผู้ปรารภ
ความเพียรด้วยอำนาจความเพียรทางกายและทางจิต. บทว่า
อุปฏฺฐิตสฺสติสฺส ได้แก่ ผู้มีสติตั้งมั่นด้วยอำนาจสติปัฏฐาน ๔.
บทว่า สมาหิตสฺส ได้แก่ ผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. บทว่าปญฺญวโต
ได้แก่ ผู้มีปัญญาด้วยปัญญาเป็นเหตุรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของของตน.
บทว่า สาธุ สาธุ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรง
ยังจิตของพระเถระให้ร่าเริง จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า อิมํ อฏฺฐมํ
ความว่า เมื่อจะตรัสบอกมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ แก่พระอนุรุทธะ
ผู้ตรึกมหาปุริสวิตก ๗ ประการอยู่ จึงตรัสอย่างนั้น เหมือนให้
ขุมทรัพย์ที่ ๘ แก่บุรุษผู้ได้ขุมทรัพย์ ๗ ขุม และเหมือนให้ขุมทรัพย์
ที่ ๘ แก่บุรุษผู้ได้แก้วมณี ๗ ช้างแก้ว ๗ ม้าแก้ว ๗. บทว่า

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 469 (เล่ม 37)

นิปฺปปญฺจารามสฺส ความว่า ผู้ยินดียิ่งในบท คือนิพพาน กล่าว
คือธรรมที่ปราศจากความเนิ่นช้า เพราะเว้นจากธรรมเครื่องเนิ่นช้า
คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ. คำนอกนี้เป็นไวพจน์ของบทว่า
นิปฺปปญฺจารามสฺส นั้นนั่นแหละ. บทว่า ปญฺจารามสฺส ได้แก่
ผู้ยินดียิ่งในธรรมเครื่องเนิ่นช้าตามที่กล่าวแล้ว. คำนอกนี้เป็น
ไวพจน์ของบทว่า ปปญฺจารามสฺส นั้นนั่นแหละ.
บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด. บทว่า ตโต แปลว่า
ในกาลนั้น. บทว่า นานารตฺตานํ ความว่า ย้อมแล้วด้วยเครื่องย้อม
ต่าง ๆ อันมีสีเขียง สีเหลือง สีแดง และสีขาว. บทว่า ปํสุกูลจีวรํ
ได้แก่ ผ้าบังสุกุลที่ (ตั้ง) อยู่ใน ๒๓ เขต. บทว่า ยายิสฺสติ ความว่า
เมื่อคฤหบดีนั้นห่มผ้าที่ตนเปรารถนาในสมัยมีเวลาเช้าเป็นต้น หีบ
ใส่ผ้านั้นย่อมปรากฏเป็นของน่าพอใจ ฉันใด แม้เมื่อเธอยินดีอยู่
ด้วยมหาอริยวงศ์ คือสันโดษด้วยจีวร ผ้าบังสุกุลจีวรจักปรากฏ
คือ จักเข้าไปปรากฏ ฉันนั้น. บทว่า รติยา แปลว่า เพื่อประโยชน์
แก่ความยินดี. บทว่า อปริตสฺสาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่ความ
ได้สะดุ้งเพราะตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า ผาสุวิหาราย ได้แก่ เพื่อ
ความอยู่เป็นสุข. บทว่า โอกฺกมนาย นิพฺพานสฺส ได้แก่ เพื่อต้องการ
หยั่งลงสู่อมตนิพพาน.
บทว่า ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ ได้แก่ โภชนะ คือคำข้าวที่ตน
อาศัยกำลังแข้งเที่ยวไปตามลำดับ เรือน ในคาม นิคม และราชธานี
ได้มา. บทว่า ขายิสฺสติ ความว่า จักปรากฏเหมือนโภชนะมีรสเลิศ
ต่าง ๆ ของคฤหบดีนั้น. บทว่า สนฺตุฏฺฐสฺส วิหรโต ความว่า

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 470 (เล่ม 37)

ผู้สันโดษอยู่ด้วยมหาอริยวงศ์ คือความสันโดษด้วยบิณฑบาต. บทว่า
รุกฺขมูลเสนาสนํ ขายิสฺสติ ความว่า เสนาสนะ คือโคนไม้ ย่อม
ปรากฏเหมือนเรือนยอดที่หอมตลบไปด้วยธูปหอมและเครื่องอบ
กลิ่นดอกไม้บนปราสาท ๓ ชั้น ของคฤหบดีนั้น. บทว่า สนฺตุฏฺฐสฺส
ได้แก่ สันโดษด้วยมหาอริยวงค์ คือ ความสันโดษด้วยเสนาสนะ.
บทว่า ติณสนฺถรโก ได้แก่ เครื่องลาดที่ลาดด้วยหญ้าหรือไม้
ที่พื้นดินหรือที่แผ่นกระดานและแผ่นหินอย่างหนึ่ง.
บทว่า ปูติมุตฺตํ ความว่า มูตรอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ที่ถือเอา
ในขณะนั้น ท่านก็เรียกว่า มูตรเน่าเหมือนกัน เพราะมีกลิ่นเหม็น.
บทว่า สนฺตุฏฺฐสฺส วิหรโต ได้แก่ ผู้สันโดษด้วยความสันโดษด้วย
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรง
ตรัสพระกรรมฐานใส่ไว้ในพระอรหัตในฐานะ ๔ เมื่อทรงรำพึงว่า
กรรมฐานจักเป็นสัปปายะแก่อนุรุทธะผู้อยู่ในเสนาสนะไหนหนอ
ทรงทราบว่า อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ จึงตรัสคำมีอาทิว่า เตนหิ ตฺวํ
อนุรุทฺธ ดังนี้.
บทว่า ปวิวิตฺตสฺส วิหรโต ความว่า ผู้สงัดด้วยวิเวก ๓ อยู่
บทว่า อุยฺโยชนิกปฏิสํยุตฺตํ ความว่า อันเกี่ยวด้วยถ้อยคำอันควรแก่
การส่งกลับไป. อธิบายว่า กิริยาที่ลุกขึ้นและกิริยาที่เดินไปของคน
เหล่านั้นนั่นแหละ. บทว่า ปปญฺจนิโรเธ ได้แก่ ในบทคือพระนิพพาน.
บทว่า ปกฺขนฺทติ ความว่า ย่อมแล่นไปด้วยสามารถแห่งการทำ
ให้เป็นอารมณ์. แม้ในบทว่า ปสีทติ เป็นต้น พึงทราบความเลื่อมใส
ความตั้งมั่น และความหลุดพ้น ด้วยสามารถแห่งอารมณ์นั่นแหละ.

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 471 (เล่ม 37)

ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสมหาปุริสวิตก ๘ ข้อ แก่ท่าน
พระอนุรุทธะ ณ ปาจีนวังสทายวันในเจติรัฐ ประทับนั่งที่เภสกฬาวัน-
มหาวิหาร จึงตรัสโดยพิสดารอีกแก่ภิกษุสงฆ์.
บทว่า มโนมเยน ความว่า กายที่บังเกิดด้วยใจก็ดี ที่ไป
ด้วยใจก็ดี เรียกว่า มโนมยะ สำเร็จแล้วด้วยใจ. แต่ในที่นี้ทรง
หมายเอากายที่ไปด้วยใจ จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า ยถา เม อหุ
สงฺกปฺโป ความว่า เราได้มีความตรึกโดยประการใด. บทว่า
ตโต อุตฺตริ ความว่า พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงมหาปุริสวิตก
๘ ประการ จึงแสดงให้ยิ่งกว่านั้น. คำที่เหลือทั้งหมดมีอรรถง่าย
ดังนั้นแล.
จบ อรรถกถาอนุรุทธสูตรที่ ๑๐
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุคคสูตรที่ ๑ ๒. อุคคสูตรที่ ๒ ๓. หัตถสูตรที่ ๑
๔. หัตถสูตรที่ ๒ ๕. มหานามสูตร ๖. ชีวกสูตร ๗. พลสูตรที่ ๑
๘. พลสูตรที่ ๒ ๙. อักขณสูตร ๑๐. อนุรุทธาสูตร. และอรรถกถา
จบ คหปติวรรคที่ ๓

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 472 (เล่ม 37)

ทานวรรคที่ ๔
๑. ปฐมทานสูตร
[๑๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทาน ๘ ประการนี้ ๘ ประการ
เป็นไฉน คือ บางคนหวังได้จึงให้ทาน ๑ บางคนให้ทานเพราะกลัว ๑
บางคนให้ทานเพราะนึกว่า เขาให้แก่เราแล้ว ๑ บางคนให้ทาน
เพราะนึกว่า เขาจักให้ตอบแทน ๑ บางคนให้ทานเพราะนึกว่า
ทานเป็นการดี ๑ บางคนให้ทานเพราะนึกว่า เราหุงหากิน ชน
เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ ๑ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่ชนเหล่านี้
ผู้ไม่หุงหากินไม่สมควร ๑ บางคนให้ทานเพราะนึกว่า เมื่อเราให้ทาน
กิตติศัพท์อันงามย่อมฟุ้งไป ๑ บางคนให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่
จิต ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทาน ๘ ประการนี้แล.
จบ ปฐมทานสูตรที่ ๑
อรรถกถาปฐมทานสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๔ ปฐมทานสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อาสชฺช ทานํ เทติ ความว่า บุคคลบางคน ให้ทาน
เพราะประจวบเข้า คือพอเห็นปฏิคาหกมาถึง นิมนต์ให้ท่านนั่งครู่หนึ่ง
กระทำสักการะแล้วจึงให้ทาน ย่อมไม่ลำบากใจว่า จักให้. บทว่า

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 473 (เล่ม 37)

ภยา ได้แก่ เพราะกลัวครหาว่าเป็นผู้ไม่ให้เป็นผู้ไม่ทำ หรือ
เพราะกลัวอบายภูมิ. บทว่า อทาสิ เม ความว่า ให้ด้วยคิดว่า
ผู้นี้ได้ให้สิ่งชื่อนี้แก่เราในกาลก่อน. บทว่า ทสฺสติ เม ความว่า
ให้ด้วยคิดว่า ผู้นี้จักให้สิ่งชื่อนี้แก่เราในอนาคต. บทว่า สาหุ ทานํ
ความว่า ให้ด้วยคิดว่า ขึ้นชื่อว่าทานยังประโยชน์ให้สำเร็จ คือดี
ได้แก่อันบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว. บทว่า
จิตฺตาลงฺการจิตฺตปริกฺขารตฺถํ ทานํ เทต ความว่า ให้เพื่อประดับ
และตกแต่งจิตในสมถะและวิปัสสนา. เพราะว่าทานย่อมทำจิตให้
อ่อนโยน บุคคลผู้ได้รับทาน ย่อมมีจิตอ่อนโยนดีว่าเราได้แล้ว
แม้บุคคลให้ทานนั้น ก็ย่อมมีจิตอ่อนโยนว่า เราให้ทานแล้ว.
เพราะฉะนั้น ทานนั้นชื่อว่า ย่อมทำจิตของบุคคลทั้ง ๒ ฝ่ายให้
อ่อนโยน เพราะเหตุนั้นนั่นแล. ท่านจึงตรัสว่า อทนฺตทมนํ การฝึกจิต
ที่ยังไม่ได้ฝึก ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า.
อทนฺตทมนํ ทานํ อทานํ ทนฺตทูสกํ
อเนน ปิยวาเจน โอณมนฺติ มนมฺติ จ.
การให้ทานเป็นเครื่องฝึกจิตที่ยังไม่ได้ฝึก
การไม่ให้ทานเป็นเครื่องประทุษร้ายจิตที่ฝึกแล้ว
ชนทั้งหลายมีจิตโอนอ่อน และน้อมลงด้วยปิย-
วาจานี้.
ก็บรรดาการให้ทาน ๘ ประการนี้ การให้เพื่อประดับจิต
เท่านั้น เป็นสูงสุดแล.
จบ อรรถกถาปฐมทานสูตรที่ ๑

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 474 (เล่ม 37)

๒. ทุติยทานสูตร
[๑๒๒] ธรรม ๓ ประการนี้ คือ การให้ทานด้วย
ศรัทธา ๑ การให้ทานด้วยหิริ ๑ การให้ทานอันหา
โทษมิได้ ๑ เป็นไปตามสัปบุรุษ บัณฑิตกล่าว
ธรรม ๓ ประการนี้ว่า เป็นทางไปสู่ไตรทิพย์ ชน
ทั้งหลายย่อมไปสู่เทวโลกด้วยทางนี้แล.
จบ ทานสูตรที่ ๒
อรรถกถาทุติยทานสูตรที่ ๒
ทุติยทานสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บุคคลย่อมให้ทานด้วยศรัทธาใด ศรัทธานั้นท่านประสงค์
เอาว่าศรัทธา. บุคคลย่อมให้ทานด้วยหิริใด หิรินั้นท่านประสงค์
เอาว่า หิริ. บทว่า กุสลญฺจ ทานํ ได้แก่ ทานที่หาโทษมิได้. บทว่า
ทิวิยํ ได้แก่ เป็นทางไปสู่สวรรค์.
จบ อรรถกถาทุติยทานสูตรที่ ๒

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 475 (เล่ม 37)

๓. ทานวัตถุสูตร
[๑๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทานวัตถุ ๘ ประการนี้ ๘
ประการเป็นไฉน คือ บางคนให้ทานเพราะชอบพอกัน ๑ บางคน
ให้ทานเพราะโกรธ ๑ บางคนให้ทานเพราะหลง ๑ บางคนให้ทาน
เพราะกลัว ๑ บางคนให้ทานเพราะนึกว่าบิดา มารดา ปู่ ย่า
ตา ยาย เคยให้มา เคยทำมา เราไม่ควรให้เสียวงค์ตระกูล
ดั้งเดิม ๑ บางคนให้ทานเพราะนึกว่า เราให้ทานแล้ว เมื่อตายไป
จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑ บางคนให้ทานเพราะนึกว่า เมื่อเรา
ให้ทานนี้ จิตใจย่อมเลื่อมใส ความเบิกบานใจ ความดีใจ ย่อมเกิด
ตามลำดับ ๑ บางคนให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิต ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ทานวัตถุ ๘ ประการนี้แล.
จบ ทานสูตรที่ ๓
อรรถกถาทานวัตถุสูตรที่ ๓
ทานวัตถุสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทานวตฺถูนิ ได้แก่ เหตุแห่งการให้ทาน. บทว่า
ฉนฺทา ทานํ เทติ ความว่า บุคคลไห้ทานเพราะความรัก. บทว่า
โทสา ความว่า เป็นผู้โกรธแล้ว สิ่งใดมีอยู่รีบหยิบเอาสิ่งนั้นให้ไป
เพราะโทสะ. บทว่า โมเหน ความว่า เป็นผู้หลงให้ไปเพราะโมหะ.
บทว่า ภยา ความว่า เพราะกลัวครหา หรือเพราะกลัวอบายภูมิ
ก็หรือว่าเพราะกลัวครหาและอบายภูมินั้นนั่นแหละจึงให้ไป. บทว่า
กุลวํสํ แก่เป็นประเพณีของตระกูล.
จบ อรรถกถาทานวัตถุสูตรที่ ๓

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 476 (เล่ม 37)

๔. เขตตสูตร
[๑๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ประการ ไม่มีผลมาก ไม่มีความดีใจมาก ไม่มีความ
เจริญมาก นาประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย นาในโลกนี้ เป็นที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ๑ เป็นที่ปนหินปนกรวด ๑
เป็นที่ดินเค็ม ๑ เป็นที่ไถลงลึกไม่ได้ ๑ เป็นที่ไม่มีทางน้ำเข้า ๑
เป็นที่ไม่มีทางน้ำออก ๑ เป็นที่ไม่มีเหมือง ๑ เป็นที่ไม่มีคันนา ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘
ประการอย่างนี้ ไม่มีผลมาก ไม่มีความดีใจมาก ไม่มีความเจริญ
มาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ทานที่บุคคลให้ใน
สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ไม่มีผลมาก ไม่มี
อานิสงส์มาก ไม่รุ่งเรื่องมาก ไม่เจริญแพร่หลายมาก สมณพราหมณ์
ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณ-
พราหมณ์ในโลกนี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ๑ เป็นมิจฉาสังกัปปะ ๑ เป็น
มิจฉาวาจา ๑ เป็นมิจฉากัมมัมตะ ๑ เป็นมิจฉาอาชีวะ ๑ เป็นมิจฉา
วายามะ ๑ เป็นมิจฉาสติ ๑ เป็นมิจฉาสมาธิ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
อย่างนี้ ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่รุ่งเรืองมาก ไม่เจริญ
แพร่หลายมาก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนพืชที่บุคคลหว่านลงในนาอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ประการ มีผลมาก มีความดีใจมาก มีความเจริญมาก

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 477 (เล่ม 37)

นาประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นาในโลกนี้ไม่เป็นที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ๑ ไม่เป็นที่ปนหินปนกรวด ๑
ไม่เป็นที่ดินเค็ม ๑ เป็นที่ไถลงลึกได้ ๑ เป็นที่มีทางน้ำเข้าได้ ๑
เป็นที่มีทางน้ำออกได้ ๑ เป็นที่มีเหมือง ๑ เป็นที่มีคันนา ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
อย่างนี้ ย่อมมีผลมาก มีความดีใจมาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้น
เหมือนกัน ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘
ประการ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความ
เจริญแพร่หลายมาก สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
อย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์ในโลกนี้ เป็นสัมมา-
ทิฏฐิ ๑ เป็นสัมมาสังกัปปะ ๑ เป็นสัมมาวาจา ๑ เป็นสัมมากัมมันตะ ๑
เป็นสัมมาอาชีวะ ๑ เป็นสัมมาวายามะ ๑ เป็นสัมมาสติ ๑ เป็น
สัมมาสมาธิ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์
ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์
มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความเจริญแพร่หลายมาก ฉะนี้.
พืชอันหว่านลงในนาที่สมบูรณ์ เมื่อฝนตก
ต้องตามฤดูกาล ธัญชาติย่อมงอกงาม ไม่มีศัตรู
พืช ย่อมแตกงอกงาม ถึงความไพบูลย์ให้ผลเต็ม
ที่ ฉันใด โภชนะที่บุคคลถวายในสมณพราหมณ์
ผู้มีศีลสมบูรณ์ ก็ฉันนั้น ย่อมนำมาซึ่งบุคคลอัน
สมบูรณ์ เพราะกรรมที่เขาทำนั้นสมบูรณ์แล้ว
เพราะฉะนั้นบุคคลในโลกนี้ผู้หวังกุศลสัมปทา

477