พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 448 (เล่ม 37)

อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพเห็นกามทั้งหลายว่าเปรียบ
ด้วยหลุมถ่านเพลิง แจ่มแจ้งด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริง ข้อที่
ภิกษุขีณาสพเห็นกามทั้งหลายว่าเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง แจ่มแจ้ง
ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริง นี้เป็นกำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ
ที่ท่านอาศัยแล้วปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า
อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว ๑.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพมีจิตน้อมไป โน้มไป โอน
ไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดีแล้วในเนกขัมมะ ปราศจาก
อาสวัฏฐานิยธรรมโดยประการทั้งปวง ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพมีจิต
น้อมไป ฯลฯ ปราศจากอาสวัฏนิยธรรมโดยประการทั้งปวง นี้เป็น
กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ที่ท่านอาศัยแล้วปฏิญาณความสิ้นไป
แห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว ๑.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญสติปัฏฐาน ๔ อบรม
ดีแล้ว ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญสติปัฏฐาน ๔ อบรมดีแล้ว นี้เป็น
กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ที่ท่านอาศัยแล้วปฏิญาณความสิ้นไป
แห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว ๑.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญอิทธิบาท ๔ อบรม
ดีแล้ว ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญอิทธิบาท ๔ อบรมดีแล้ว นี้เป็น
กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ที่ท่านอาศัยแล้วปฏิญาณความสิ้นไป
แห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว ๑.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญอินทรีย์ ๕ อบรม
ดีแล้ว ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญอินทรีย์ ๕ อบรมดีแล้ว นี้เป็น

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 449 (เล่ม 37)

กำลงของภิกษุผู้ขีณาสพ ที่ท่านอาศัยแล้วปฏิญาณความสิ้นไป
แห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว ๑.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญโพชฌงค์ ๗ อบรม
ดีแล้ว ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญโพชฌงค์ ๗ อบรมดีแล้ว นี้เป็น
กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ที่ท่านอาศัยแล้วปฏิญาณความสิ้นไป
แห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว ๑.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญอริยมรรคประกอบ
ด้วยองค์ ๘ อบรมดีแล้ว ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญอริยมรรค
ประกอบด้วยองค์ ๘ อบรมดีแล้วนี้เป็นกำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ
ที่ท่านอาศัยแล้วปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะ
ทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว ๑.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ๘ ประการ
นี้แล ที่เป็นเหตุให้ท่านผู้ประกอบแล้วปฏิญาณความสิ้นไปแห่ง
อาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว.
จบ ทุติยพลสูตรที่ ๘
อรรถกถาทุติยพลสูตรที่ ๘
ทุติยพบสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า พลานิ ได้แก่ กำลังคือพระญาณ. บทว่า อาสวานํ
ขยํ ปฏิชานาติ ความว่า ย่อมปฏิญาณพระอรหัต. บทว่า อนิจฺจโต
แปลว่า โดยอาการมีแล้วหามีไม่. บทว่า ยถาภูตํ แปลว่า ตามที่

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 450 (เล่ม 37)

เป็นจริง. บทว่า สมฺมปฺปญฺญาย ได้แก่ ด้วยสัมมาวิปัสสนาและ
มรรคปัญญา. บทว่า องฺคารกาสูปมา ความว่า กามเหล่านี้ท่าน
เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง เพราะอรรถว่าทำให้เร่าร้อน. บทว่า
วิเวกนินฺนํ ได้แก่ น้อมไปในพระนิพพาน ด้วยอำนาจผลสมาบัติ.
บทว่า วิเวกฏฺฐํ ได้แก่ เว้นหรือห่างไกลจากกิเลสทั้งหลาย. บทว่า
เนกฺขมฺมาภิรตํ ได้แก่ ยินดียิ่งในบรรพชา. บทว่า พยนฺตีภูตํ แปลว่า
มีที่สุด (คือตัณหา) ไปปราศแล้ว คือ แม้โดยเอกเทศก็ไม่ติดอยู่
ไม่ประกอบไว้ ไม่เกี่ยวข้อง. บทว่า อาสวฏฺฐานิเยหิ ได้แก่ จากธรรม
อันเป็นเหตุแห่งอาสวะทั้งหลายด้วยอำนาจการประกอบไว้ อธิบาย
ว่า จากกิเลลธรรมทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า พยนฺตีภูตํ แปลว่า
ปราศจากตัณหาอันชื่ออันชื่อตันตี๑ อธิบายว่า ปราศจากตัณหา. บทว่า
สพฺพโส อาสวฏฺฐานิเยหิ ธมฺเมหิ ความว่า จากธรรมอันเป็นไป
ในภูมิ ๓ ทั้งหมด. ในสูตรนี้ ท่านกล่าวถึงอริยมรรคทั้งที่เป็น
โลกิยะและโลกุตตระ.
จบ อรรถกถาทุติพลสูตรที่ ๘
๑. ตันตี เป็นชื่อของตัณหา เพราะเป็นสายดุจเส้นเชือกผูกโยงสัตว์ใช้ในวัฏฏสงสาร ฯ

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 451 (เล่ม 37)

๙. อักขณสูตร
[๑๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมกล่าวว่า
โลกได้ขณะจึงทำกิจ ๆ แต่เขาไม่รู้ขณะหรือมิใช่ขณะ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย กาลมิใช่ขณะมิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
๘ ประการนี้ ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคต
อุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อม
ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึก
บุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นจำแนกธรรม และธรรมอัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดง นำความสงบมาให้ เป็นไป
เพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ อันพระสุคตเจ้าประกาศแล้ว
แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงนรกเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ มิใช่
สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๑.
อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ เป็นผู้จำแนก
ธรรม และธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดง... แต่บุคคล
ผู้นี้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ
มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๒.
อีกประการหนึ่ง ฯลฯ แต่บุคคลนี้เข้าถึงปิตติวิสัยแล้ว ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ข้อที่ ๓.

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 452 (เล่ม 37)

อีกประการหนึ่ง ฯลฯ แต่บุคคลนี้เข้าถึงเทพนิกายผู้มีอายุยืน
ชั้นใดชั้นหนึ่งเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการ
อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๔.
อีกประการหนึ่ง ฯลฯ แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในปัจจันตชนบท
และอยู่ในพวกมิลักขะ ไม่รู้ดีรู้ชอบ อันเป็นสถานที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกาไปมา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัย
ในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๕.
อีกประการหนึ่ง ฯลฯ แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท
แต่เขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล
ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การบวงสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมดี
กรรมชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี
สัตว์ทั้งหลายที่ผุดเกิดขึ้นไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสั่งสอน
ประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ
มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๖
อีกประการหนึ่ง ฯลฯ แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท
แต่เขามีปัญญาทราม บ้าใบ้ ไม่สามารถรู้อรรถแห่งสุภาษิตและ
ทุพภาษิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่
ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๗.
อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติแล้วในโลก เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว
ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็น

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 453 (เล่ม 37)

ศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็น
ผู้จำแนกธรรม ธรรมอันนำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน
ให้ถึงการตรัสรู้ อันพระสุคตเจ้าทรงประกาศแล้ว พระตถาคต
มิได้แสดง ถึงบุคคลผู้นี้จะเกิดในมัชฌิมชนบทและมีปัญหา ไม่บ้าใบ้
ทั้งสามารถจะรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุพภาษิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๘ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย กาลอันมิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติ
พรหมจรรย์ ประการนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนขณะและสมัยในการอยู่ประพฤติ
พรหมจรรย์ มีประการเดียว ประการเดียวเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เอง
โดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก
เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งไปกว่า เป็นศาสดาของ
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
และธรรมอันตถาคตทรงแสดง เป็นธรรมนำความสงบมาให้ เป็น
ไปเพื่อปรินิพพานให้ถึงการตรัสรู้ พระสุคตเจ้าทรงประกาศแล้ว
และบุคคลนี้เกิดในมัชฌิมชนบท ตั้งมีปัญญา ไม่บ้าใบ้ สามารถ
เพื่อจะรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นี้เป็นขณะและสมัย ในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ประการเดียว.
ชนเหล่าใด เกิดในมนุษยโลกแล้ว เมื่อ
พระตถาคตทรงประกาศสัทธรรม ไม่เข้าถึงขณะ
ชนเหล่านั้นเชื่อว่าล่วงขณะ ชนเป็นอันมาก กล่าว

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 454 (เล่ม 37)

เวลาที่เสียไปว่า กระทำอันตรายแก่ตน พระ-
ตถาคตเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในกาลบางครั้ง
บางคราว การที่พระตถาคตเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นใน
โลก ๑ การได้กำเนิดเป็นมนุษย์ ๑ การแสดง
สัทธรรม ๑ ที่จะพร้อมกันเข้าได้ หาได้ยากใน
โลก ชนผู้ใคร่ประโยชน์ จึงควรพยายามในกาล
ดังกล่าวมานั้น ที่ตนพอจะรู้จะเข้าใจสัทธรรมได้
ขณะอย่าล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะ
บุคคลที่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปพากันยัดเยียดใน
นรก ก็ย่อมเศร้าโศก หากเขาจะไม่สำเร็จอริย-
มรรค อันเป็นธรรมตรงต่อสัทธรรมในโลกนี้ได้
เขาผู้มีประโยชน์อันล่วงเสียแล้ว จักเดือดร้อน
สิ้นกาลนาน เหมือนพ่อค้าผู้ปล่อยให้ประโยชน์
ล่วงไป เดือดร้อนอยู่ ฉะนั้น คนผู้ถูกอวิชชา
หุ้มห่อไว้ พรากจากสัทธรรม จักเสวยแต่สงสาร
คือ ชาติและมรณะสิ้นกาลนาน ส่วนชนเหล่าใด
ได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว เมื่อพระตถาคตประ-
กาศสัทธรรม ได้กระทำแล้ว จักกระทำ หรือ
กระทำอยู่ ตามพระดำรัสของพระศาสดา ชน
เหล่านั้นชื่อว่าได้ประสบขณะ คือ การประพฤติ
พรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมในโลก ชนเหล่าใด
ดำเนินไปตามมรรคา ที่พระตถาคตเจ้าทรงประ-

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 455 (เล่ม 37)

กาศแล้ว สำรวมในศีลสังวรที่พระตถาคตเจ้า
ผู้มีจักษุเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดง
แล้ว คุ้มครองอินทรีย์ มีสติทุกเมื่อ ไม่ชุ่มด้วย
กิเลส ตัดอนุสัยทั้งปวงอันแล่นไปตามกระแส
บ่วงมาร ชนเหล่านั้นแล บรรลุความสิ้นอาสวะ
ถึงฝั่ง คือ นิพพานในโลกแล้ว.
จบ อักขณสูตรที่ ๙
อรรถกถาอักขณสูตรที่ ๙
อักขณสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ชาวโลกย่อมทำกิจทั้งหลายในขณะ เพราะเหตุนั้นชาวโลก
นั้นชื่อว่า ขณกิจจะ ผู้ทำกิจในขณะ อธิบาย พอได้โอกาศทำกิจ
ทั้งหลาย บทว่า ธมฺโม ได้แก่ ธรรมคือสัจจะทั้ง ๔. บทว่า อุปสมิโก
ได้แก่ นำความสงบกิเลสมาให้. บทว่า ปรินิพฺพานิโก ได้แก่ กระทำ
การดับกิเลสได้สิ้นเชิง. ชื่อว่า สมฺโพธคามี เพราะถึงคือบรรลุ
สัมโพธิญาณ กล่าวคือ มรรคญาณ ๔. คำว่า ทีฆายุกํ เทวนิกายํ นี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงเหล่าอสัญญีเทพ. บทว่า อวิญฺญา-
ตาเรสุ ความว่า ในพวกมิลักขะ ผู้ไม่รู้อย่างยิ่ง.
บทว่า สุปฺปเวทิเต ความว่า อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว
บทว่า อนฺตรายิกา แปลว่า อันกระทำอันตราย. บทว่า ขโณ โว มา
อุปจฺจคา ความว่า ขณะที่ท่านได้แล้วนี้ อย่าล่วงเลยท่านทั้งหลาย
ไปเสีย. บทว่า อิธ เจ น วิราเธติ ความว่า ถ้าใคร ๆ มีปกติพฤติ

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 456 (เล่ม 37)

ประมาท ถึงได้ขณะนี้ในโลกนี้แล้วก็ไม่สำเร็จ คือ ไม่บรรลุความ
ที่พระสัทธรรมเป็นของแน่นอน คือ อริยมรรค. บทว่า อดีตตฺโถ
ได้แก่ เป็นผู้เสื่อมประโยชน์แล้ว. บทว่า จิรตฺตนุตปิสฺสติ ความว่า
จักเศร้าโศกสิ้นกาลนาน. เหมือนอย่างว่าพ่อค้าผู้หนึ่ง ได้ฟังข่าวว่า
ในที่ชื่อโน้น สินค้ามีราคาเท่ากัน ก็ไม่พึงไป พ่อค้าเหล่าอื่นพึงไป
ซื้อเขามา สินค้าเหล่านั้น ก็จะมีราคาเพิ่มขึ้นเป็น ๘ เท่าบ้าง.
๑๐ เท่าบ้าง เมื่อเป็นเช่นนั้น พ่อค้าอีกฝ่ายหนึ่งพึงเดือดร้อนด้วย
คิดว่า ประโยชน์ของเราล่วงเลยไปแล้วดังนี้ฉันใด บุคคลใดได้
ขณะในโลกนี้แล้ว ไม่ปฏิบัติ ไม่ยินดีการกำหนดแน่นอนแห่งพระ-
สัทธรรม บุคคลนั้นชื่อว่ามีประโยชน์อันล่วงแล้วเหมือนพ่อค้านี้
จักเดือดร้อนจักเศร้าโศกสิ้นกาลนานยิ่งกว่าใคร ๆ ฉันนั้น. บทว่า
อวิชฺชานิวุโต พึงทราบความเหมือนอย่างนั้น. บทว่า ปจฺจวิทุํ
แปลว่า ได้ตรัสรู้แล้ว. บทว่า สํวรา ได้แก่ผู้สำรวมในศีล. บทว่า
มารเธยฺยสรานุเค ความว่า อันแล่นตามสังสารวัฏแก่งมาร
บทว่า ปารคตา ได้แก่ถึงซึ่งพระนิพพาน. บทว่า เย ปตฺตา
อาสวกฺขยํ/B> ความว่า ชนเหล่าใดบรรลุพระอรหัตเเล้ว. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะและวิวัฏฏะไว้ในพระคาถาทั้งหลายใน
พระสูตรนี้ ด้วยประการฉะนี้
จบ อรรถกถาอักขณสูตรที่ ๙

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 457 (เล่ม 37)

๑๐. อนุรุทธสูตร
[๑๒๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่า-
เภสกลามิคทายวัน แขวงเมืองสุงสุมารคิยะ แคว้นภัคคชนบท
ก็โดยสมัยนั้น ท่านพระอนุรุทธะอยู่ที่วิหารปาจีนวังสทายวัน
แคว้นเจดีย์ ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ
เกิดความปริวิตกทางใจอย่างนี้ว่า ธรรมนี้เป็นธรรมของบุคคล
ผู้มีความปรารถนาน้อย มิใช่ของบุคคลผู้มีความปรารถนามาก
ของบุคคลสันโดษ มิใช่ของบุคคลผู้ไม่สันโดษ ของบุคคลผู้สงัด
มิใช่ของบุคคลผู้ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ของบุคคลผู้ปรารภ
ความเพียร มิใช่ของบุคคลผู้เกียจคร้าน ของบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น
มิใช่ของบุคคลผู้มีสติหลงลืม ของบุคคลผู้มีจิตมั่นคง มิใช่ของบุคคล
ผู้มีจิตไม่มั่นคง ของบุคคลผู้มีปัญญา มิใช่บุคคลผู้มีปัญญาทราม.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกทางใจ
ของท่านพระอนุรุทธะแล้ว เสด็จจากเภสกลามิคทายวัน แขวง
สุงสุมารคิระ แคว้นภัคคชนบท ไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านอนุรุทธะ
ที่วิหารปาจีนวังสทายวัน เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขน
ที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง
บนอาสนะที่จัดไว้ถวายแล้ว แม้ท่านพระอนุรุทธะถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอนุรุทธะว่า ดีแล้ว ๆ อนุรุทธะถูกละ
ที่เธอตรึกมหาปุริสวิตกว่าธรรมนี้เป็นธรรมของบุคคลผู้มีความ

457