พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 438 (เล่ม 37)

อรรถกถาทุติยหัตถกสูตรที่ ๔
ทุติยหัตถกสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปญฺจมตฺเตหิ อุปาสกหเตหิ ความว่า หัตถกอุบาสก
อันอริยสาวกอุบาสกผู้เป็นโสดาบัน สกทาคามิ และอนาคามีเท่านั้น
แวดล้อมแล้ว บริโภคอาหารเช้าแล้วถือเอาของหอม ดอกไม้ และ
จุณเครื่องลูบไล้เป็นต้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ.
บทว่า สงฺคหวตฺถูนิ ได้แก่ เหตุแห่งการสงเคราะห์. บทว่า เตหาหํ
ตัดบทเป็น เตหิ อหํ.
บทว่า ตํ ทาเนน สงฺคณฺหามิ ความว่า ข้าพเจ้าจะให้ไถ
โคงาน อาหาร และพืช เป็นต้น และของหอม ดอกไม้ และจุณ
สำหรับไล้ทา เป็นต้น ให้สงเคราะห์. บทว่า เปยฺยวาเจน ความว่า
ข้าพเจ้าสงเคราะห์ด้วยปิยวาจาอันนุ่มนวล เสนาะหู มีอาทิว่า พ่อ
แม่ พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว. บทว่า อตฺถจริยาย ความว่า
เราจะสงเคราะห์ด้วยการประพฤติประโยชน์กล่าวคือ รู้ว่าผู้นี้
ไม่มีกิจด้วยการให้หรือด้วยปิยวาจา ผู้นี้ควรจะพึงสงเคราะห์
ด้วยการประพฤติประโยชน์ ดังนี้แล้ว จึงช่วยกิจที่เกิดขึ้น. บทว่า
สมานตฺตตาย ความว่า เราสงเคราะห์โดยทำให้เสมอกับคนด้วย
การกิน การดื่ม และการนั่งเป็นต้นร่วมกัน เพราะรู้ว่าผู้นี้ไม่มีกิจ
ด้วยการให้เป็นต้น ผู้มีเราควรสงเคราะห์ ด้วยความเป็นผู้มีตน
เสมอกัน. บทว่า ทลิทฺทสฺส โข โน ตถา โสตพฺพํ มญฺญนฺติ

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 439 (เล่ม 37)

ความว่า เมื่อคนผู้ขัดสน ไม่สามารถให้หรือทำอะไร ๆ ได้ ชน
ทั้งหลายย่อมไม่สำคัญว่าจะต้องฟังเหมือนคำของคนขัดสน แต่คำ
ของข้าพระองค์ ชนทั้งหลายย่อมสำคัญว่าควรฟัง คือ ย่อมตั้งอยู่
ในโอวาทที่ให้ไว้ อธิบายว่า ย่อมไม่สำคัญที่จะล่วงละเมิดอนุศาสนี
ของข้าพระองค์. บทว่า โยนิ โข ตฺยายํ แก้เป็น อุปาโย โข เต อยํ
แปลว่า นี้เป็นอุบายของท่านแล. ก็ในสูตรแม้ทั้งสองนี้ พึงทราบว่า
ตรัส ศรัทธา ศีล จาคะและปัญญาคละกัน.
จบ อรรถกถาทุติยหัตถกสูตรที่ ๔

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 440 (เล่ม 37)

๕. มหานามสูตร
[๑๑๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโคร-
ธารามใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ ในแคว้นสักกะ ครั้งนั้น เจ้าศากยะ
พระนามว่ามหานาม เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทบ
ทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับ ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอ บุคคลชื่อว่าเป็นอุบาสก
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหานาม เมื่อใดแล บุคคลถึง
พระพุทธเจ้า ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ด้วยเหตุมี
ประมาณเท่านี้ ชื่อว่าเป็นอุบาสก.
ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร
อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้มีศีล.
พ. ดูก่อนมหานาม เมื่อใดแล อุบาสกงดเว้นจากปาณาติบาต
งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจาก
มุสาวาท งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นทั้ง
แห่งความประมาท ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ อุบาสกชื่อว่า เป็น
ผู้มีศีล.
ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร
อุบาสกชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์นั้น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์
ผู้อื่น.

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 441 (เล่ม 37)

พ. ดูก่อนมหานาม เมื่อใดแล อุบาสกเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
ศรัทธาด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ๑
ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วย
ศีล ๑ ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ถึง
พร้อมด้วยจาคะ ๑ ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อฟังสัทธรรม แต่ไม่ชักชวน
ผู้อื่นในการฟังสัทธรรม ๑ ตนเองเป็นผู้ทรงจำธรรมที่ตนฟังแล้วได้
แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นเพื่อการทรงจำธรรม ๑ ตนเองเป็นผู้พิจารณา
อรรถแห่งธรรมที่ตนฟังแล้ว แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นในการพิจารณา
อรรถแห่งธรรม ๑ ตนเองรู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรม แล้วปฏิบัติ
ธรรมควรแก่ธรรม แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นในการปฏิบัติธรรม
อันสมควรแก่ธรรม ๑ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ อุบาสกชื่อว่า
เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น.
ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร อุบาสก
ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น.
พ. ดูก่อนมหานาม เมื่อใดแล อุบาสกเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
ศรัทธาด้วยตนเอง ละชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ๑
ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล และชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศีล ๑
ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ และชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วย
จาคะ ๑ ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อเห็นภิกษุ และชักชวนผู้อื่นในการเห็น
ภิกษุ ๑ ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อฟังสัทธรรม และชักชวนผู้อื่นในการ
ฟังสัทธรรม ๑ ตนเองเป็นผู้ทรงจำธรรมที่ตนฟังแล้ว และชักชวน
ผู้อื่นเพื่อการทรงจำธรรม ๑ ตนเองเป็นผู้พิจารณาอรรถแห่งธรรม

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 442 (เล่ม 37)

ที่ตนฟังแล้ว และชักชวนผู้อื่นในการพิจารณาอรรถแห่งธรรม ๑
ตนเองรู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
และชักชวนผู้อื่นในการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ ด้วยเหตุมี
ประมาณเท่านี้แล อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และ
เพื่อประโยชน์ผู้อื่น.
จบ มหานามสูตรที่ ๕
อรรถกถามหานามสูตรที่ ๕
มหานามสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อตฺถูปปริกฺขึ โหติ ความว่า ย่อมเป็นผู้ใคร่ครวญ
ถึงประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ คือ เหตุและมิใช่เหตุ.
จบ มหานามสูตรที่ ๕

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 443 (เล่ม 37)

๖. ชีวกสูตร
[๑๑๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สวน-
มะม่วงของหมอชีวก ใกล้กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น หมอชีวกโกมารภัจจ์
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มี-
พระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุมีประมาณ
เท่าไรหนอ บุคคลชื่อว่าเป็นอุบาสก พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนชีวก เมื่อใดแลบุคคลถึงพระพุทธเจ้า ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์
ว่าเป็นสรณะ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ชื่อว่าเป็นอุบาสก.
ช. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร อุบาสก
ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล.
พ. ดูก่อนชีวก เมื่อใดแล อุบาสกงดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ
งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาท ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้มีศีล.
ช. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร
อุบาสกชื่อว่า ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น.
พ. ดูก่อนชีวก เมื่อใดแล อุบาสกถึงพร้อมด้วยศรัทธาด้วย
ตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ฯลฯ ตนเอง
เป็นผู้รู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นในการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ด้วยเหตุมี

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 444 (เล่ม 37)

ประมาณเท่านี้แล อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน
ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น.
ช. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร
อุบาสกชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์
ผู้อื่น.
พ. ดูก่อนชีวก เมื่อใดแล อุบาสกเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา
ด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ๑ ตนเอง
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล และชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศีล ๑
ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ และชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วย
จาคะ ๑ ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อเห็นภิกษุ และชักชวนผู้อื่นในการ
เห็นภิกษุ ๑ ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อฟังสัทธรรม และชักชวนผู้อื่น
ในการฟังสัทธรรม ๑ ตนเองเป็นผู้ทรงจำธรรมที่ตนเองฟังแล้ว
และชักชวนผู้อื่นเพื่อการทรงจำธรรม ๑ ตนเองเป็นผู้พิจารณา
อรรถแห่งธรรมที่ตนฟังแล้ว และชักชวนผู้อื่นในการพิจารณา
อรรถแห่งธรรม ๑ ตนเองรู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแล้วปฏิบัติ
ธรรมสมควรแก่ธรรม และชักชวนผู้อื่นในการปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรม ๑ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น.
จบ ชีวกสูตรที่ ๖

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 445 (เล่ม 37)

อรรถกถาชีวกสูตรที่ ๖
ในสูตรที่ ๖ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสศรัทธา ศีล และจาคะ
คละกัน.
จบ อรรถกถาชีวกสูตรที่ ๖

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 446 (เล่ม 37)

๗. ปฐมพลสูตร
[๑๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๘ ประการนี้ ๘ ประการ
เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทารกทั้งหลายมีการร้องไห้เป็นกำลัง ๑
มาตุคามทั้งหลายมีความโกรธเป็นกำลัง ๑ โจรทั้งหลายมีอาวุธเป็น
กำลัง ๑ พระราชาทั้งหลายมีอิสริยยศเป็นกำลัง ๑ คนพาลทั้งหลาย
มีการเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง ๑ บัณฑิตทั้งหลายมีการไม่เพ่งโทษ
เป็นกำลัง ๑ พหูสูตบุคคลทั้งหลายมีการพิจารณาเป็นกำลัง ๑
สมณพราหมณ์ทั้งหลายมีขันติเป็นกำลัง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กำลัง ๘ ประการนี้แล.
จบ ปฐมพลสูตรที่ ๗
อรรถกถาปฐมพลสูตรที่ ๗
ปฐมพลสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุชฺฌตฺติพลา แปลว่า มีการเพ่งโทษเป็นกำลัง
จริงอยู่ พวกคนพาลมีกำลังเฉพาะแต่การเพ่งโทษอย่างนี้ว่า คนโน้น
บอกเรื่องนี้ ๆ กะผู้ใด ผู้นั้นได้บอกกะเรา ไม่บอกกะคนอื่น. บทว่า
นิชฺฌตฺติพลา ความว่า มีการไม่เพ่งประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์
เท่านั้นว่า นี้ไม่ใช่ นี้ชื่อว่าอย่างนี้เป็นกำลัง. บทว่า ปฏิสงฺขานพลา
แปลว่า มีการพิจารณาเป็นกำลัง. บทว่า ขนฺติพลา ได้แก่ มีความ
อดทนด้วยความยับยั้งเป็นกำลัง.
จบ อรรถกถาปฐมพลสูตรที่ ๗

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 447 (เล่ม 37)

๘. ทุติยพลสูตร
[๑๑๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถามท่านพระสารีบุตรว่า
ดูก่อนสารีบุตร กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพมีเท่าไร ที่เป็นเหตุให้
เธอผู้ประกอบแล้วปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า
อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว.
ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กำลัง
ของภิกษุผู้ขีณาสพ ๘ ประการ ที่เป็นเหตุให้ท่านผู้ประกอบแล้ว
ปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลาย
ของเราสิ้นแล้ว.
ท่านพระสารีบุตรกราบทูบว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กำลัง
ของภิกษุผู้ขีณาสพ ๘ ประการ ที่เป็นเหตุให้ท่านผู้ประกอบแล้ว
ปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลาย
ของเราสิ้นแล้ว ๘ ประการเป็นไฉน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุ
ผู้ขีณาสพในธรรมวินัยนี้ เห็นสังขารทั้งปวงแจ่มแจ้ง โดยความเป็น
ของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริง ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพ
เห็นสังขารทั้งปวงแจ่มแจ้ง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญา
อันชอบตามเป็นจริงนี้เป็นกำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ที่ท่านอาศัย
แล้วปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลาย
ของเราสิ้นแล้ว ๑.

447