พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 428 (เล่ม 37)

แล้ว ณ ที่นั่งนั้นนั่นแล นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา
ข้อที่ ๒ ของกระผมมีอยู่.
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมได้มีปชาบดีรุ่นสาวอยู่ ๔ คน
ได้เข้าไปหาปชาบดีเหล่านั้น แล้วได้กล่าวกะเธอเหล่านั้นว่า ดูก่อน
น้องหญิงทั้งหลาย ฉันสมาทานสิกขาบทอันมีพรหมจรรย์เป็นที่ ๕
ผู้ใดปรารถนา ผู้นั้นจงใช้โภคะเหล่านี้และทำบุญได้ หรือจะไปสู่
ตระกูลญาติของตัวก็ได้ หรือประสงค์ชายอื่น ฉันก็จะมอบให้แก่เขา
เมื่อกระผมกล่าวอย่างนี้แล้ว ปชาบดีคนแรกได้พูดกะกระผมว่า
ขอท่านได้กรุณามอบดิฉันให้แก่ชายชื่อนี้เจ้าค่ะ กระผมได้เชิญชาย
ผู้นั้นมาเอามือซ้ายจับปชาบดี มือขวาจับเต้าน้ำ หลั่งน้ำมอบให้ชาย
คนนั้น ก็เมื่อบริจาคปชาบดีสาวเป็นทาน กระผมไม่รู้สึกว่าจิต
แปรปรวนเป็นอย่างอื่นเลย นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เฉย
มีมาข้อที่ ๔ ของกระผมที่มีอยู่.
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในตระกูลของกระผมมีโภคทรัพย์อยู่มาก
และโภคทรัพย์เหล่านั้นกระผมได้แจกจ่ายทั่วไปกับผู้มีศีล มี
กัลยาณธรรม นี้แล เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๔
ของกระผมที่มีอยู่.
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผู้เข้าไปหาภิกษุรูปใด กระผมก็
เข้าไปด้วยความเคารพทีเดียว ไม่ใช่เข้าไปหาด้วยความไม่เคารพ
หากท่านผู้มีอายุนั้นแสดงธรรมแก่กระผม กระผมก็ฟังโดยเคารพ
แท้ ๆ ไม่ใช่ฟังโดยไม่เคารพ หากท่านผู้มีอายุนั้นไม่แสดงธรรม

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 429 (เล่ม 37)

แก่กระผม กระผมก็แสดงธรรมแก่ท่านผู้มีอายุนั้น นี้แลเป็นธรรม
ที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๕ ของกระผมที่มีอยู่.
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่น่าอัศจรรย์ที่เมื่อกระผมนิมนต์สงฆ์
แล้วเทวดาทั้งหลายเข้ามาบอกว่า ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุรูปโน้น
เป็นอุภโตภาควิมุติ รูปโน้นเป็นปัญญาวิมุติ รูปโน้นเป็นกายสักขี
รูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ รูปโน้นเป็นสัทธาวิมุติ รูปโน้นเป็นสัมมานุสารี
รูปโน้นเป็นสัทธานุสารี รูปโน้นเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม รูปโน้น
เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมอังคาสสงฆ์
อยู่ก็ไม่รู้สึกว่า ยังจิตให้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า จะถวายแก่ท่านรูปนี้น้อย
หรือจะถวายแก่ท่านรูปนี้มาก แท้ที่จริง กระผมมีจิตเสมอกัน นี้แล
เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๖ ของกระผมที่มีอยู่.
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่น่าอัศจรรย์ที่เทวดาทั้งหลายเข้ามาหา
กระผมแล้วบอกว่า ดูก่อนคฤหบดี ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสดีแล้ว เมื่อเทวดาทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว กระผมจึงพูดกะ
เทวดาเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านจะพึงบอกอย่างนี้หรือไม่พึงบอก
อย่างนี้ก็ตาม แท้ที่จริง ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว
แก่กระผมก็ไม่รู้สึกเลยว่า ความฟูใจจะมีมาแต่เหตุนั้น เทวดา
ทั้งหลายเข้ามาหากระผมหรือกระผมได้ปราศรัยกับเทวดาทั้งหลาย
นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๗ ของกระผม
ที่มีอยู่.
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็หากว่ากระผมจะพึงทำกาละก่อน
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่น่าอัศจรรย์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึง

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 430 (เล่ม 37)

ทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า สังโยชน์อันเป็นเครื่องประกอบให้อุคค-
คฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามพึงกลับมาสู่โลกนี้อีกไม่มี นี้แลเป็นธรรม
ที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๘ ของกระผมที่มีอยู่.
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘
ประการนี้แล ของกระผมที่มีอยู่ แต่กระผมก็ไม่รู้ว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงพยากรณ์กระผมว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่า
อัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการเป็นไฉน.
ลำดับนั้น ภิกษุนั้นรับบิณฑบาตในนิเวศน์ของอุคคคฤหบดี
ชาวบ้านหัตถีคามแล้ว ลุกจากที่นั่งแล้วหลีกไป ภายหลังภัต
กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูล
คำสนทนาปราศรัยกับอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามนั้นทั้งหมด
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ถูกแล้ว อุคค-
คฤหบดีชาวบ้านหัตถีคาม เมื่อจะพยากรณ์ พึงพยากรณ์ตามนั้น
โดยชอบ ดูก่อนภิกษุ เราพยากรณ์อุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามว่า
เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการ
นี้แล และเธอทั้งหลายจงทรงจำอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามว่า
เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนี้.
จบ ทุติยอุคคสูตรที่ ๒

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 431 (เล่ม 37)

อรรถกถาทุติยอุคคสูตรที่ ๒
ทุติยุคคสูตร ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า นาควเน ความว่า ได้ยินว่า เศรษฐีนั้นได้มีสวนชื่อว่า
นาควัน. เศรษฐีนั้นให้คนถือเอาของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น
ในเวลาก่อนอาหาร ประสงค์จะเล่นกีฬาในวันนั้น อันบริวาร
แวดล้อมไป ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เขาเกิดจิตเลื่อมใสโดยนัย
ก่อนนั่นแหละ พร้อมกับการเห็นความเมาที่เกิดขึ้นเพราะการดื่ม
สุรา ก็สร่างหายไปในขณะนั้นนั่นเอง. อุคคเศรษฐีกล่าวอย่างนั้น
หมายเอาข้อนั้น บทว่า โอโฏเชสึ ความว่า หลั่งน้ำที่พระหัตถ์ถวาย.
บทว่า อสุโก แก้เป็น อมุโก. บทว่า สมจิตฺโตว เทมิ ความว่า
ไม่กระทำความคิดต่าง ๆ อย่างนี้ว่า ให้แก่คนนี้น้อย ให้แก่คนนี้มาก.
ด้วยคำนี้ อุคคเศรษฐีแสดงว่า เราจะไม่ทำคุณของภิกษุเหล่านั้น
ให้เป็นเช่นเดียวกัน แต่เราจะกระทำไทยธรรม ให้เป็นเช่นเดียวกัน.
บทว่า อาโรเจนฺติ ความว่า เทวดาทั้งหลายยืนบอกอยู่ในอากาศ.
อุบาสกได้พยากรณ์อานาคามิผลของตนด้วยคำนี้ว่า นตฺถิ ตํ สํโยชนํ
สังโยชน์นั้นไม่มี ดังนี้แล.
จบ อรรถกถาทุติอุคคสูตรที่ ๒

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 432 (เล่ม 37)

๓. ปฐมหัตถกสูตร
[๑๑๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัคคาฬว-
เจดีย์ ใกล้เมืองอาฬวี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก
ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายทูลรับพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงทรงจำหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี ว่าเป็นผู้ประกอบ
ด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๗ ประการ ๗ ประการ
เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี เป็น
ผู้มีศรัทธา ๑ มีศีล ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ เป็นพหูสูต ๑
มีจาคะ ๑ มีปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทรงจำ
หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่า
อัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๗ ประการนี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคต
ครั้นได้ตรัสพระดำรัสนี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะเข้าไปสู่พระวิหาร
ครั้งนั้น เวลาเช้า ภิกษุรูปหนึ่ง นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร
เข้าไปยังนิเวศน์ของหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี ชั้นแล้ว จึงนั่ง
บนอาสนะที่ปูไว้ ลำดับนั้น หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี เข้าไป
หาภิกษุนั้น ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ภิกษุ
นั้นได้กล่าวกะหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีว่า ดูก่อนอาวุโส
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ท่าน ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม
ที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๗ ประการ ๗ ประการเป็นไฉน ก่อน
ภิกษุทั้งหลาย หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี เป็นผู้มีศรัทธา ๑

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 433 (เล่ม 37)

มีศีล ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ เป็นพหูสูต ๑ มีจาคะ ๑ มีปัญญา ๑
ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ท่าน ว่าเป็นผู้
ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๗ ประการนี้แล
หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ คฤหัสถ์ไร ๆ
ผู้นุ่งผ้าขาว ไม่มีในตำแหน่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์
นี้หรือ.
ภิ. ดูก่อนอาวุโส ไม่มี.
ห. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีแล้ว ที่คฤหัสถ์ไร ๆ ผู้นุ่งผ้าขาว
ไม่มีในตำแหน่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์นี้.
ลำดับนั้น ภิกษุนั้นรับบิณฑบาตในนิเวศน์ของหัตถกอุบาสก
ชาวเมืองอาฬวีแล้ว ลุกจากที่นั่งแล้ว หลีกไป ภายหลงภัต กลับจาก
บิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวาย
บังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์เจริญ ขอประทานพระวโรกาส
ในเวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปยังนิเวศน์
ของหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี นั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้ ลำดับนั้น
หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี เข้ามาหาข้าพระองค์ไหว้แล้วนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกะหัตถกอุบาสก
ชาวเมืองอาฬวีว่า ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์
ท่าน ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๗
ประการ ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หัตถกอุบาสก
ชาวเมืองอาฬวีเป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีศีล ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 434 (เล่ม 37)

เป็นพหูสูต ๑ มีจาคะ ๑ มีปัญญา ๑ ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพยากรณ์ท่าน ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อัน
ไม่เคยมีมา ๗ ประการนี้ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว
หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี ได้ถามข้าพระองค์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
คฤหัสถ์ไร ๆ ผู้นุ่งผ้าขาวไม่มีในตำแหน่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพยากรณ์นั้นหรือ ข้าพระองค์ตอบว่า ดูก่อนอาวุโส ไม่มี
เขาตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีแล้วที่คฤหัสถ์ไร ๆ ผู้นุ่งผ้าขาว
ไม่มีในตำแหน่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์นี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ถูกแล้ว ๆ กุลบุตร
นั้นมีความปรารถนาน้อย ไม่ปรารถนาให้คนอื่นรู้กุศลธรรมที่
มีอยู่ในตน ดูก่อนภิกษุ ถ้าอย่างนั้น เธอจงทรงจำหัตถกอุบาสก
ชาวเมืองอาฬวีไว้ ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อัน
ไม่เคยมีมานี้ คือ ความเป็นไม่ปรารถนาให้คนอื่นรู้กุศลธรรม
ที่มีอยู่ในตน.
จบ ปฐมหัตถกสูตรที่ ๓

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 435 (เล่ม 37)

อรรถกถาปฐมหัตถกสูตรที่ ๓
ปฐมหัตถกสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า หตฺถโก อาฬวโก ความว่า พระราชกุมารผู้ได้
พระนามว่า หัตถกะ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับจากมือ
ของอาฬวกยักษ์ด้วยพระหัตถ์. บทว่า สีลวา ได้แก่ ผู้มีศีล
ด้วยศีล ๕ และศีล ๑๐. บทว่า จาควา แปลว่า ถึงพร้อมด้วยการ
บริจาค. บทว่า กจฺจิตฺถ ภนฺเต ความว่า ในที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพยากรณ์นี้แล หรือขอรับ. บทว่า อปฺปิจฺโฉ ได้แก่ ผู้ชื่อว่า
มักน้อย เพราะเป็นผู้มักน้อยในอธิคม.
จบ อรรถกถาหัตถกสูตรที่ ๓

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 436 (เล่ม 37)

๔. ทุติยหัตถกสูตร
[๑๑๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัค-
คาฬวเจดีย์ ใกล้เมืองอาฬวี ครั้งนั้นแล หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี
มีอุบาสกประมาณ ๕๐๐ คนแวดล้อม เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีว่า
ดูก่อนหัตถกะ บริษัทของท่านนี้ใหญ่ ก็ท่านสงเคราะห์บริษัทใหญ่
นี้อย่างไร
หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงสังคหวัตถุ ๔ ประการไว้
ข้าพระองค์สงเคราะห์บริษัทใหญ่นี้ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ
เหล่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ว่าผู้นี้ควรสงเคราะห์
ด้วยทาน ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยทาน ผู้นี้ควรสงเคราะห์
ด้วยวาจาอ่อนหวาน ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยวาจาอ่อนหวาน
ผู้นี้ควรสงเคราะห์ด้วยการประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ ข้าพระองค์
ก็สงเคราะห์ด้วยการประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ ผู้นี้ควรสงเคราะห์
ด้วยการวางตัวเสมอ ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการวางตัวเสมอ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็โภคทรัพย์ในตระกูลของข้าพระองค์มีอยู่
ชนทั้งหลายจึงสำคัญถ้อยคำของข้าพระองค์ว่าควรฟัง ไม่เหมือน
ของคนจน.

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 437 (เล่ม 37)

พ. ถูกแล้ว ๆ หัตถกะ นี้แลเป็นอุบายที่ท่านสงเคราะห์บริษัท
ใหญ่ ดูก่อนหัตถกะ จริงอยู่ ใคร ๆ ก็ตามที่สงเคราะห์บริษัทใหญ่
ในอดีตกาล ก็ล้วนแต่สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการนี้ และ
ใคร ๆ ก็ตามที่จักสงเคราะห์บริษัทในอนาคตกาล ก็ล้วนแต่จัก
สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการนี้แล ใคร ๆ ก็ตามย่อม
สงเคราะห์บริษัทใหญ่ในปัจจุบัน ก็ล้วนแต่สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ
๔ ประการนี้แล ลำดับนั้น หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี อันพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ
ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มี-
พระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.
ลำดับนั้น เมื่อหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี หลีกไปแล้ว
ไม่นาน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทรงจำหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี
ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการ
๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หัตถกอุบาสกชาวเมือง
อาฬวี เป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีศีล ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ เป็นพหูสูต ๑
มีจาคะ ๑ มีปัญญา ๑ มีความปรารถนาน้อย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงทรงจำหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี ว่าเป็นผู้ประกอบ
ด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนี้แล.
จบ ทุติยหัตถกสูตรที่ ๔

437