พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 408 (เล่ม 37)

บึงใหญ่ที่มีตลิ่งชัน. ก็เริ่มตั้งแต่พื้นที่ที่เป็นตลิ่งไป มหาสมุทรนั้น
จะลึกลงไป ด้วยสามารถแห่งการลึกลงที่ละ ๑ นิ้ว ๒ นิ้ว ๑ คืบ
๑ ศอก ๑ อสุภะ กึ่งคาวุต ๑ คาวุต กึ่งโยชน์ และ ๑ โยชน์
ลึกไป ๆ จนลึกถึง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ณ ที่ใกล้เชิงเขาพระสุเมรุ.
บทว่า  ิตธมฺโม ความว่า ตั้งอยู่แล้วเป็นสภาวะ คือตั้งแต่
เฉพาะเป็นสภาวะ. บทว่า กุณเปน ความว่า ด้วยซากศพอย่างใด
อย่างหนึ่ง มีซากช้างและซากม้าเป็นต้น. บทว่า ถลํ อุสฺสาเทติ
ความว่า ย่อมซัดขึ้นบกด้วยคลื่นซัดนั่นแหละ เหมือนคนเอามือ
จับซัดไปฉะนั้น.
ในบทว่า คงฺคา ยมุนา ควรกล่าวถึงเหตุเกิดแห่งแม่น้ำเหล่านี้
เพราะตั้งอยู่ในที่นี้. ก่อนอื่นชมพูทวีปนี้ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ
๑๐,๐๐๐ โยชน์ ในจำนวนเนื้อที่นั้น ๔,๐๐๐ โยชน์ เป็นภูมิประเทศ
ที่ถูกน้ำท่วม นับได้ว่าเป็นมหาสมุทร ๓,๐๐๐ โยชน์ พวกมนุษย์
อาศัยอยู่ ๓,๐๐๐ โยชน์ ภูเขาหิมวันต์ตั้งอยู่ สูง ๕๐๐ โยชน์
ประดับด้วยยอด ๘๔,๐๐๐ ยอด วิจิตรด้วยแม่น้ำใหญ่ ๕ สาย ไหล
มาโดยรอบ เป็นที่สระใหญ่ ๗ สระตั้งอยู่ คือ สระอโนดาด
สระกัณฑมุณฑะ สระรถกาฬะ สระฉัททันตะ สระกุนาละ
สระมันทากินิ สระสีหัปปปาตะ ซึ่งยาว กว้าง และลึก อย่างละ
๕๐ โยชน์ มีปริมณฑล ๑๕๐ โยชน์ บรรดาสระเหล่านั้น สระ-
อโนดาด ล้อมด้วยภูเขา ๕ ลูก เหล่านี้คือ สุทัสสนกูฏ จิตตกูฏ
เทฬกูฏ คันทมาทนกูฏ เกลาสกูฏ. ในภูเขาทั้ง ๕ ลูกนั้น ภูเขา-
สุทัสสนกูฏ สำเร็จไปด้วยทอง สูง ๒๐๐ โยชน์ ภายในคดเคี้ยว

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 409 (เล่ม 37)

มีสัณฐานดังปากของกา ตั้งปิดสระอโนดาดนั่นแหละ ภูเขาจิตตกู
สำเร็จด้วยรัตนะทั้งปวง ภูเขากาฬกูฏ สำเร็จด้วยแร่พลวง ภูเขา-
คันทมาทนกูฏ สำเร็จด้วยที่ราบเรียบ ภายในมีสีเหมือนเมล็ดถั่วเขียว
หนาแน่นไปด้วยคันธชาติ ๑๐ ชนิด เหล่านี้ คือ ไม้มีกลิ่นที่ราก
ไม้มีกลิ่นที่แก่น. ไม้มีกลิ่นที่กะพี้ ได้แก่กลิ่นที่ใบ ไม้มีกลิ่นที่เปลือก
ไม้มีกลิ่นที่สะเก็ด ไม้มีกลิ่นที่รส ไม้มีกลิ่นที่ดอก ไม้มีกลิ่นที่ผล
ไม้มีกลิ่นที่ลำต้น ปกคลุมไปด้วยเครื่องสมุนไพรมีประการต่าง ๆ
มีแสงเรืองตั้งอยู่ ประหนึ่งถ่านคุไฟ ในวันอุโบสถข้างแรม. ภูเขา-
เกลาสกูฏ สำเร็จด้วยแร่เงิน. ภูเขาทั้งหมดมีสัณฐานสูงเท่ากับ
ภูเขาสุทัสสนะ ตั้งปิดสระอโนดาดนั้นไว้. ภูเขาทั้งหมดนั้นฝนตกราด
ด้วยอานุภาพของเทวดา และของนาค. และแม่น้ำทั้งหลายย่อมไหล
ไปที่ภูเขาเหล่านั้น น้ำทั้งหมดนั้น ก็ไหลเข้าไปสู่สระอโนดาด
แห่งเดียว. พระจันทร์ และพระอาทิตย์ เมื่อโคจรผ่านทางทิศทักษิณ
หรือทิศอุดร ก็โคจรผ่านไปตามระหว่างภูเขา ส่องแสงไปในที่นั้น
แต่เมื่อโคจรไปตรง ๆ ก็ไม่ส่องแสง เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ สระนั้น
จึงเกิดบัญญัติชื่อว่า สระอโนดาด แปลว่า พระอาทิตย์ส่องไปไม่ถึง.
ที่สระอโนดาดนั้น มีท่าสำหรับอาบน้ำ มีแผ่นศิลาเรียบน่ารื่นรมย์ใจ
ไม่มีปลาหรือเต่า มีน้ำใสดังแก้วผลึก เป็นของอันธรรมชาติตกแต่ง
ไว้ดีแล้ว เป็นที่ ๆ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระขีณาสพ พระปัจเจก-
พุทธ และฤๅษีผู้มีฤทธิ์ทั้งหลายสรงสนาน เทวดาและยักษ์เป็นต้น
ก็พากันเล่นน้ำ ทั้ง ๔ ด้านในสระนั้น มีมุขอยู่ ๔ มุข คือ สีหมุข
หัสดีมุข อัศวมุข พฤษภมุข อันเป็นทางที่แม่น้ำทั้ง ๔ สายไหลไป.

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 410 (เล่ม 37)

ที่ฝั่งแม่น้ำด้านที่ไหลออกทางสีหมุข มีราชสีห์อยู่มาก. ที่ฝั่งแห่ง
แม่น้ำด้านที่ไหลออกทางหัสดีมุข เป็นต้น มีช้าง ม้า และโคอุสภะ
อยู่มาก. แม่น้ำไหลออกจากทิศตะวันออก ไหลเวียนขวาสระ-
อโนดาด ๓ เลี้ยว แล้วเลี่ยงแม่น้ำอีก ๓ สาย ไหลไปยังถิ่นที่
ไม่มีมนุษย์ ทางป่าหิมวันต์ด้านตะวันออก และทางป่าหิมวันต์
ด้านเหนือ แล้วไหลลงสู่มหาสมุทร. แต่แม่น้ำที่ไหลออกทางทิศ-
ตะวันตก และทิศเหนือ ก็เวียนขวาเช่นนั้นเหมือนกัน ไปยังถิ่น
ที่ไม่มีมนุษย์ ทางป่าหิมวันต์ด้านทิศตะวันตกและป่าหิมวันต์ด้านเหนือ
แล้วไหลลงสู่มหาสมุทร.
แต่แม่น้ำที่ไหลออกทางมุขด้านใต้ เวียนขวาสระอโนดาดนั้น
๓ เลี้ยวแล้วก็ไหลตรงไปทางทิศเหนือ เป็นระยะทาง ๖๐ โยชน์
ไปตามหลังแผ่นหินนั่นแหละ ปะทะภูเขาโลดขึ้นเป็นสายน้ำ โดย
รอบประมาณ ๓ คาวุต ไหลไปทางอากาศ เป็นระยะ ๖๐ โยชน์
แล้วตกลงที่แผ่นหินชื่อว่า ติยัคคฬะ แผ่นหินก็แตกไป เพราะความ
แรงแห่งสายน้ำ. ในที่นั้นเกิดเป็นสระใหญ่ ชื่อว่า ติยัคคฬะ
ขนาด ๕๐ โยชน์ กระแสน้ำพังทำลายฝั่งสระ แล้วไหลเข้าแผ่นหิน
ไประยะ ๖๐ โยชน์. ต่อแต่นั้นก็เซาะแผ่นดินทึบเป็นอุโมงค์ไป
๖๐ โยชน์ แล้วปะทะติรัฐฉานบรรพต ชื่อว่า วิชฌะ แล้วกลายเป็น
๕ สาย ประดุจนิ้วมือ ๕ นิ้ว ที่ฝ่ามือฉะนั้น. ในที่ ๆ สายน้ำนั้น
เลี้ยวขวาสระอโนดาด ๓ เลี้ยวแล้วไหลไป เรียกว่า อาวัตตคงคา.
ในที่ ๆ ไหลตรงไป ๖๐ โยชน์ ทางหลังแผ่นหิน เรียกว่า กัณหคงคา.
ในที่ไหลไปทางอากาศ ๖๐ โยชน์ เรียกว่า อากาสคงคา. ในที่

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 411 (เล่ม 37)

ที่หยุดอยู่ในโอกาส ๖๐ โยชน์ บนแผ่นหิน ชื่อว่า ติยัคคฬะ เรียกว่า
ติยัคคฬโปกรณี. ในที่ที่เซาะฝั่งเข้าไปสู่แผ่นหิน ๖๐ โยชน์ เรียกว่า
พหลคงคา. ในที่ที่ไหลไป ๖๐ โยชน์ ทางอุโมงค์เรียกว่า อุมมังคคงคา.
ก็ในที่ที่สายน้ำกระทบติรัจฉานบรรพต ชื่อวิชฌะแล้วไหลไปเป็น
สายน้ำ ๕ สาย ก็ถือว่าเป็นแม่น้ำทั้ง ๕ คือ คงคา ยมุนา อจีรวดี
สรภู สหี. พึงทราบว่า แม่น้ำใหญ่ ๕ สาย เหล่านี้ ย่อมไหลมาแต่
ป่าหิมวันต์ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า สวนฺติโย ได้แก่ แม่น้ำชนิดใดชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น
แม่น้ำใหญ่หรือแม่น้ำน้อย ซึ่งกำลังไหลไปอยู่. บทว่า อปฺเปนฺติ
แปลว่า ไหลไปรวม คือไหลลง. บทว่า ธารา ได้แก่ สายน้ำฝน.
บทว่า ปูรตฺตํ แปลว่า ภาวะที่น้ำเต็ม. ความจริง มหาสมุทรมี
ธรรมดานี้ :- ใคร ๆ ไม่อาจกล่าวว่า เวลานี้ฝนตกน้อย พวกเรา
จะพากันเอาแหและลอบเป็นต้น ไปจับปลาและเต่า หรือว่า เวลานี้
ฝนตกมาก เราจักได้ (อาศัย) สถานที่หลังหิน. ตั้งแต่ปฐมกัปมา
น้ำเพียงนิ้วมือหนึ่งจากน้ำที่ขังจรดคอดของขุนเขาสิเนรุ จะไม่
ยุบลงข้างล่างไม่ดันขึ้นข้างบน.
บทว่า เอกรโส แปลว่า มีรสไม่เจือปน. บทว่า มุตฺตา
ความว่า แก้วมุกดามีหลายชนิดต่างโดยชนิดเล็ก ใหญ่ กลม
และยาวเป็นต้น. บทว่า มณี ความว่า มณีหลายชนิดต่างโดยสี
มีสีแดงและสีเขียวเป็นต้น. บทว่า เวฬุริโย ความว่า แก้วไพฑูรย์
มีหลายชนิดต่างโดยสีมีสีดังสีไม้ไผ่และสีดอกซึกเป็นต้น. บทว่า
สงฺโข ความว่า สังข์มีหลายชนิดต่างโดยสังข์ทักษิณวรรต สังข์-

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 412 (เล่ม 37)

ท้องแดง และสังข์สำหรับเป่าเป็นต้น. บทว่า สิลา ความว่า สิลา
มีหลายอย่างต่างโดยสีมีสีขาว สีดำ และสีดังเมล็ดถั่วเขียวเป็นต้น.
บทว่า ปวาฬํ ความว่า แก้วประพาฬมีหลายอย่างต่างโดยชนิดเล็ก
ใหญ่ แดง และแดงทึบเป็นต้น. บทว่า มสารคลฺลํ ได้แก่ แก้วลาย.
บทว่า นาคา ได้แก่ นาคที่อยู่บนหลังคลื่นก็มี นาคที่อยู่วิมานก็มี.
บทว่า อฏฺฐ ปหาราท ความว่า พระศาสดาทรงสามารถตรัสธรรม
๘ ประการบ้าง ๑๖ ประการบ้าง ๓๒ ประการบ้าง ๖๔ ประการ
บ้าง ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง แต่ทรงพระดำริว่า ปหาราทะกล่าว
๘ ประการ แม้เราก็จักกล่าวให้เห็นสมกับธรรม ๘ ปหาราทะ
กล่าวนั้นนั่นแหละ จึงได้ตรัสอย่างนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อนุปุพฺพสิกฺขา เป็นต้นต่อไปนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือเอาสิกขา ๓ ด้วยอนฟุปุพพสิกขา
ทรงถือเอาธุดงค์ ๑๓ ด้วยอนุปุพพกิริยา. ทรงถือเอาอนุปัสสนา ๗
มหาวิปัสสนา ๑๘ การจำแนกอารมณ์ ๓๘ โพธปักขิยธรรม ๓๗
ด้วยปทา. บทว่า อายตเกเนว อญฺญปฏิเวโธ ความว่า ชื่อว่า
ภิกษุผู้ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในศีลเป็นต้น ตั้งแต่ต้นแล้วบรรลุ
พระอรหัต เหมือนอย่างกบกระโดดไปไม่มี เพราะเหตุนั้น จึงอธิบายว่า
ก็ภิกษุบำเพ็ญศีล สมาธิ และปัญญา ตามลำดับเท่านั้น จึงอาจบรรลุ
พระอรหัตได้.
บทว่า อารกาว แปลว่า ในที่ไกลนั่นแล. บทว่า น เตน
นิพฺพานธาตุยา อูนตฺตํ วา ปูรตฺตํ วา ความว่า เพื่อพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายไม่เสด็จอุบัติขึ้น แม้ตลอดอสงไขยกัป แม้สัตว์ตนหนึ่ง

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 413 (เล่ม 37)

ก็ไม่อาจปรินิพพานได้ แม้ในกาลนั้นก็ไม่อาจกล่าวได้ว่า นิพพานธาตุ
ว่างเปล่า แต่ในพุทธกาล ในสมาคมหนึ่ง ๆ สัตว์ทั้งหลายยินดี
อมตธรรมนับไม่ถ้วน แม้ในกาลนั้นก็ไม่อาจกล่าวได้ว่า นิพพานธาตุ
เต็ม
จบ อรรถกถาปหาราทสูตรที่ ๙

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 414 (เล่ม 37)

๑๐. อุโปสถสูตร
[๑๑๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บุพพาราม
ปราสาทของมิคารมารดา ใกล้กรุงสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นพระผู้มี-
พระภาคเจ้ามีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ประทับนั่งในวันอโบสถ ครั้งนั้น
เมื่อราตรีล่วงไปแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ท่านพระอานนท์ลุกจาก
ที่นั่ง กระทำผ้าอุตราสงฆ์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประณมอัญชลีไปทาง
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ได้กราบ พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีล่วงไปแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว
ภิกษุสงฆ์นั่งมานานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณา
โปรดแสดงปาติโมกข์เถิด เมื่อท่านพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้แล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิ่งอยู่.
แม้วาระที่ ๒ เมื่อราตรีล่วงไปแล้ว มัชฌิมยามผ่านไปแล้ว
ท่านพระอานนท์ลุกจากที่นั่ง กระทำผ้าอุตราสงฆ์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง
ประณมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กราบทูลพระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีล่วงไปแล้ว มัชฌิมยาม
ผ่านไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งมานานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
พระกรุณาโปรดแสดงปาติโมกข์เถิด แม้วาระที่ ๒ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ทรงนิ่งอยู่.
แม้วาระที่ ๓ เมื่อราตรีล่วงไปแล้ว ปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว
แสงเงินแสงทองขึ้นแล้ว ราตรีว่างแล้ว ท่านพระอานนท์ลุกจาก
ที่นั่ง กระทำผ้าอุตราสงฆ์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประณมอัญชลีไปทาง

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 415 (เล่ม 37)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ราตรีล่วงไปแล้ว ปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว แสงเงิน
แสงทองขึ้นแล้ว ราตรีสว่างแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งมานานแล้ว ขอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาโปรดแสดงปาติโมกข์เถิด
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ บริษัทไม่บริสุทธิ์.
ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้มีความดำริดังนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่านี้ทรงหมายเอาบุคคลไหนหนอ ลำดับ
นั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะกำหนดใจด้วยใจ กระทำจิตภิกษุสงฆ์
ทั้งหมดไว้ในใจแล้ว ได้เห็นบุคคลทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจาร
ไม่สะอาดน่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่า
เป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์แต่ปฏิญญาว่าประพฤติ
พรหมจรรย์ เน่าในชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ นั่งอยู่
ในท่านกลางภิกษุสงฆ์ ครั้นแล้วลุกจากอาสนะเข้าไปหาบุคคลนั้น
กล่าวกะบุคคลนั้นว่า อาวุโส จงลุกไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็น
เธอแล้ว เธอไปมีสังวาสกับภิกษุทั้งหลาย เมื่อท่านพระมหา-
โมคคัลลานะกล่าวอย่างนี้แล้ว บุคคลนั้นนิ่งเฉยเสีย แม้วาระที่ ๒
ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกะบุคคลนั้นว่า อาวุโส จงลุกไป
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเธอแล้ว เธอไม่มีสังวาสกับภิกษุ
ทั้งหลาย แม้วาระที่ ๒ บุคคลนั้นก็นิ่งเสีย แม้วาระที่ ๓ ท่านพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเธอแล้ว เธอไม่มีสังวาสกับภิกษุทั้งหลาย
แม้วาระที่ ๓ บุคคลนั้นก็นิ่งเสีย ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 416 (เล่ม 37)

จับแขนบุคคลนั้นฉุดออกมาให้พ้นซุ้มประตูด้านนอกแล้ว ใส่ดาน
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
บุคคลนั้นข้าพระองค์ฉุดออกไปแล้ว บริษัทบริสุทธิ์แล้ว ขอพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาโปรดแสดงปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลาย
เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า น่าอัศจรรย์ โมคคัลลานะ
ไม่เคยมีมา โมคคัลลานะ โมฆบุรุษนั้นจักมาร่วม จนต้องฉุดแขน
ออกไป ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายพึงทำอุโบสถเถิด พึง
แสดงปาติโมกข์เถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่กาลบัดนี้เป็นต้นไป
เราจักไม่แสดงปาติโมกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่พระตถาคต
จะพึงแสดงปาติโมกข์ในบริษัทที่ไม่บริสุทธิ์ นี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในมหาสมุทรมีธรรมที่น่าอัศจรรย์อัน
ไม่เคยมีมา ๘ ประการ ที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ ย่อมอภิรมย์
ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรลาด
ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวไม่ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชัน
เหมือนเหวไม่ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๑
ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯลฯ อีกประการ
หนึ่ง มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งมีชีวิตใหญ่ ๆ สิ่งมีชีวิต
ในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา
พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ ๑๐๐ โยชน์

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 417 (เล่ม 37)

๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ก็มีอยู่ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งมีชีวิตใหญ่ ๆ
สิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลา-
ติมิรมิงคลา พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ
๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์
ก็มีอยู่ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๘ ใน
มหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ในมหาสมุทรมีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนี้แล
ที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์
อันไม่เคยมีมา ๘ ประการ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ๆ ย่อมอภิรมย์
ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรลาด
ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวไม่ ฉันใด ใน
ธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการ
กระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามล่าดับ มิใช่ว่าจะมีการ
บรรลุอรหัตผลโดยตรง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ในธรรมวินัยนี้
มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติ
ไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง นี้เป็นธรรม
ที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๑ ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุ
ทั้งหลายเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งมีชีวิตใหญ่ ๆ สิ่งมีชีวิตใน
มหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา

417