พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 388 (เล่ม 37)

อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า
จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมเชิดกายด้านหน้า เผ่น
ขึ้นไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี
นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๕.
อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า
จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่คำนึงถึงด้ามประตัก
เอาฟันกัดบังเหียน หลีกไปตามประสงค์ของมัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการ
ที่ ๖.
อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า
จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า ทั้งไม่
ถอยหลัง ยืนเฉยเหมือนเสาเขื่อนอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการ
ที่ ๗.
อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า
จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ คุกเท้าหน้า เท้าหลัง
ลงนอนทับเท้าทั้ง ๔ ที่ตรงนั้นนั่นเอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าโกง
บางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๘
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าโกง ๘ จำพวก และโทษของม้าโกง ๘
ประการนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็คนโกง ๘ จำพวก และโทษของ
คนโกง ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 389 (เล่ม 37)

ภิกษุโจทก์ภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูกโจทก์ด้วย
อาบัติ ย่อมอำพรางอาบัติไว้ว่า ผมนึกไม่ได้ ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป
ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมถอยหลัง ดันให้รถกลับหลัง
ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้
ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๑.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทก์ภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุเป็น
จำเลยนั้น เมื่อถูกโจทก์ด้วยอาบัติ กลับโต้ตอบการโจทก์นั่นเองว่า
จะมีประโยชน์อะไรหนอ ด้วยคำที่ท่านซึ่งเป็นคนโง่ไม่ฉลาดกล่าว
ท่านเองควรสำนึกถึงคำที่ควรพูด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว
บุคคลนี้เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทง
ด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมหักหลัง ดีดธูปหัก ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกง
ประการที่ ๒.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทก์ภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็น
จำเลยนั้น เมื่อถูกโจทก์ด้วยอาบัติ กลับโจทก์ตอบแก่ภิกษุโจทก์นั่นเอง
ว่า แม้ท่านก็ต้องอาบัติชื่อนี้ ท่านจงทำคืนเสียก่อน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป
ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมยกขาขึ้นตะกุยงอนรถ ถีบงอนรถ
ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้
ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๓.

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 390 (เล่ม 37)

อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทก์ภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุเป็น
จำเลยนั้น เมื่อถูกโจทก์ด้วยอาบัติ ย่อม กลบเกลื่อน พูดนอกลู่
นอกทาง แสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่ยำเกรงให้
ปรากฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือน
ม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่
ย่อมเดินผิดทาง ทำให้รถคว่ำ ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนโกง
บางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกง
ประการที่ ๔.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทก์ภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็น
จำเลยนั้น เมื่อถูกโจทก์ด้วยอาบัติ ยกมือทั้งสองพูดห้ามในท่ามกลางสงฆ์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่
นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อม
เชิดกายด้านหน้า เผ่นขึ้นไป ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนโกง
บางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของตนโกง
ประการที่ ๕.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทก์ภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็น
จำเลยนั้น เมื่อถูกโจทก์ด้วยอาบัติ ย่อมไม่เอื้อเฟื้อสงฆ์ ไม่เอื้อเฟื้อ
ผู้โจทก์ ทั้งที่มีอาบัติติดตัวอยู่ เลี่ยงหลีกไปตามประสงค์ของตน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่
นานสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่คำนึง
ถึงด้ามประตัก เอาฟันกัดบังเหียน หลีกไปตามประสงค์ของมัน

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 391 (เล่ม 37)

ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้
ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๖.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทก์ภิกษุด้วยกัน ภิกษุผู้เป็นจำเลย
นั้น เมื่อถูกโจทก์ด้วยอาบัติกล่าวว่า ผมไม่ได้ต้องอาบัติเลย ๆ
เธอใช้ความนิ่งให้อึดอัดใจสงฆ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว
บุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทง
ด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า ทั้งไม่ถอยหลัง ยืนเฉย
เหมือนเสาเขื่อนอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของตนโกง
ประการที่ ๗.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทก์ภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลย
นั้น เมื่อถูกโจทก์ด้วยอาบัติ ย่อมกล่าวว่า ทำไมหนอ ท่านผู้มีอายุ
ทั้งหลายจึงชอบหาเรื่องในตัวผมนัก บัดนี้ ผมกำหนดบอกคืนสิกขา
ลาเพศแล้ว เธอบอกคืนสิกขาลาเพศแล้ว พูดอย่างนี้ว่า บัดนี้
ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงเบาใจเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว
บุคคลนี้เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทง
ด้วยประตักเตือนอยู่ คุกเท้าหน้า เท้าหลัง ลงนอนทับเท้าทั้ง ๔ ฉะนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี
นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๘ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนโกง
๘ จำพวก และโทษของคนโกง ประการนี้แล.
จบ ขฬุงคสูตรที่ ๔

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 392 (เล่ม 37)

อรรถกถาขฬุงคสูตรที่ ๔
อัสสขฬุงคสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า เปหีติ วิตฺโต ความว่า ม้าอาชาไนยนั้น อันสารถี
กล่าวว่า จงไป. บทว่า ปฏฺฐิโต รถํ ปวตฺเตติ ความว่า เอากระดูกคอ
บีบอกแอกแล้วพารถถอยไปทางส่วนทิศเบื้องหลัง. บทว่า ปจฺฉา
ลงฺฆิปติ กุพฺพรํ หนฺติ ความว่า ยกเท้าหลังทั้ง ๒ ข้างขึ้น แล้วเอาเท้า
ทั้ง ๒ นั้นกระแทกทำลายธูปรถ. บทว่า ติทณฺฑํ ความว่า ทำลาย
ไม้ ๓ อันที่อยู่ข้างหน้ารถ. บทว่า รถีสาย สตฺถึ อุสฺสชฺชิตฺวา
ความว่า ค้อมศีรษะลงให้แอกถึงพื้นดิน ใช้ขากระแทกงอนรถ.
บทว่า อชฺโฌมทฺทติ ความว่า ใช้ขาหน้าทั้ง ๒ เหยียบงอนรถยืนอยู่
บทว่า อพฺพฏุ๑มํ รถํ กโรติ ความว่า ยกรถขึ้นโขดดินหรือที่มีหนาม.
บทว่า อนาทิยิตฺวา ได้แก่ ความไม่ใส่ใจ คือไม่นำพา. บทว่า
มุขาธานํ ได้แก่ บังเหียนเหล็ก ที่เขาใส่ไว้เพื่อติดกับปาก (ม้า).
บทว่า ขีลฏฺฐายี ความว่า ม้ายืน ๔ เท้าไม่ไหวติง เหมือนเสา
แล้วหยุดอยู่กับที่เช่นเดียวกับเสาเขื่อน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
วัฏฏะอย่างเดียวในพระสูตรนี้.
จบ อรรถกถาขฬุงคสูตรที่ ๔
๑. ม.อุพฺพฏมํ

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 393 (เล่ม 37)

๕. มลสูตร
[๑๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มลทิน ๘ ประการนี้ ๘ ประการ
เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนต์มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน ๑
เรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน ๑ ความเกียจคร้านเป็นมลทินของ
ผิวพรรณ ๑ ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา ๑ ความประพฤติ
ชั่วเป็นมลทินของหญิง ๑ ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้ ๑
อกุศลธรรมที่ลามกเป็นมลทินที่ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ๑ เราจะบอก
มลทินที่ยิ่งกว่ามลทินนั้น คือ อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย มลทิน ๘ ประการนี้แล.
มนต์มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เรือนมี
ความไม่หมั่นเป็นมลทิน ความเกียจคร้านเป็น
เป็นมลทินของผิวพรรณ ความประมาทเป็น
มลทินของผู้รักษา ความประพฤติชั่วเป็นมลทิน
ของหญิง ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้ ธรรม
อันลามกเป็นมลทินแท้ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
เราจะบอกมลทินที่ยิ่งกว่างนั้น คือ อวิชชาเป็น
มลทินอย่างยิ่ง.
จบ มลสูตรที่ ๕

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 394 (เล่ม 37)

อรรถกถามลสูตรที่ ๕
มลสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อสชฺฌายมลา ความว่า การไม่ทำการสาธยายมนต์
ที่ตนเรียนแล้ว ชื่อว่า เป็นมลทิน. บทว่า อนุฏฐานมลา ฆรา ความว่า
ความไม่ขยันหมั่นเพียรชื่อว่า เป็นมลทินแห่งเรือน. บทว่า วณฺณสฺส
ได้แก่ ผิวพรรณของกาย. บทว่า รกฺขโต ความว่า. รักษาสิ่งใด
สิ่งหนึ่งอันเป็นสมบัติของตน. บทว่า อวิชฺชา ปรมํ มลํ ความว่า
อวิชชาคือความมืดบอดหนาแน่น กล่าวคือ มูลแห่งวัฏฏะอันเป็น
ความไม่รู้ในฐานะ เป็นมลทินอย่างยิ่งกว่ามลทินคืออกุศลธรรม
ที่เหลือนั้น มลทินอื่นที่ชื่อว่ายิ่งกว่าอวิชชานั้นไม่มี. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเฉพาะวัฏฏะอย่างเดียวในพระสูตรแม้นี้.
จบ อรรถกถามลสูตรที่ ๕

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 395 (เล่ม 37)

๖. ทูตสูตร
[๑๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘
ประการ ควรไปเป็นทูตได้ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้รับฟัง ๑ ให้ผู้อื่นรับฟัง ๑
เรียนดี ๑ ทรงจำไว้ดี ๑ รู้เอง ๑ ให้ผู้อื่นรู้ ๑ เป็นผู้ฉลาดต่อสิ่ง
ที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ๑ ไม่ก่อการทะเลา ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล ควรไป
เป็นทูตได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรประกอบด้วยธรรม ประการ
ควรไปเป็นทูตได้ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สารีบุตรในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้รับฟัง ๑ ให้ผู้อื่นรับฟัง ๑ เรียนดี ๑
ทรงจำไว้ดี ๑ รู้เอง ๑ ให้ผู้อื่นรู้ ๑ เป็นผู้ฉลาดต่อสิ่งที่มีประโยชน์
เป็นไม่มีประโยชน์ ๑ ไม่ก่อการทะเลาะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สารีบุตรประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล ควรไปเป็นทูตได้.
ภิกษุใดแล สอนบริษัทได้เรียนให้อ่าน
ไม่สะทกสะท้าน ไม่ให้เสียคำที่พูด ไม่ให้เสีย
คำสอน ชี้แจงให้เขาหมดสงสัย และเมื่อถูกซัก
ถามก็ไม่โกรธ ภิกษุเช่นนี้นั้นแล ควรไปเป็นทูต
ได้.
จบ ทูตสูตรที่ ๖

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 396 (เล่ม 37)

อรรถกถาทูตสูตรที่ ๖
ทูตสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทูเตยฺยํ ได้แก่ ทูตกรรม กรรมคือความเป็นทูต. บทว่า
คนฺตุมหรติ ความว่า ภิกษุควรจะทรงสาส์นแสดงความเป็นทูตนั้น
นำไปมอบให้. บทว่า โสตา ได้แก่ รับฟังผู้ที่ตนมอบสาส์นให้.
บทว่า สาเวตา ได้แก่ ภิกษุเรียนสาส์นนั้นแล้วทบทวนว่า ท่าน
อ่านสาส์นชื่อนี้แล้ว. บทว่า อุคฺคเหตา ได้แก่ รับเอาด้วยดี. บทว่า
ธาเรตา ได้แก่ ทรงจำไว้ด้วยดี. บทว่า วิญฺญาตา ได้แก่ รู้ความ
หมายแห่งสิ่งที่เป็นประโยชย์และไม่เป็นประโยชน์. บทว่า วิญฺญาเปตา
ได้แก่ ให้ผู้อื่นรู้แจ้ง (ความหมายนั้น). บทว่า สหิตาสหิตสฺส
ความว่า เป็นผู้ฉลาดต่อประโยชน์เกื้อกูล และมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล
อย่างนี้ว่า นี้เป็นประโ ชน์เกื้อกูล นี้มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล คือ
เป็นผู้เฉียบแหลมในข้อที่ดำเนินได้และข้อที่ดำเนินไม่ได้ เมื่อจะ
บอกสาส์น กำหนดแต่สิ่งที่มีประโยชน์เกื้อกูลแล้วจึงบอก. บทว่า
น พฺยาธติ ได้แก่ ย่อมไม่หวั่นไหว ไม่หวาดกลัว. บทว่า อสนฺทิฏฺฐํ
ได้แก่ หมดความสนเท่ห์ ปราศจากความสงสัย. บทว่า ปุจฺฉิโต
ความว่า ถูกเขาซักถามเพื่อต้องการทราบปัญหาว่าเป็นอย่างไร ?
จบ อรรถกถาทูตสูตรที่ ๖

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 397 (เล่ม 37)

๗. ปฐมพันธนาสูตร
[๑๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หญิงย่อมถูกชายไว้ด้วยอาการ
๘ อย่าง ๘ อย่างเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หญิงย่อมถูกชาย
ไว้ด้วยรูป ๑ ด้วยการยิ้มแย้ม ๑ ด้วยคำพูด ๑ ด้วยเพลงขับ ๑
ด้วยการร้องไห้ ๑ ด้วยอากัปกิริยา ๑ ด้วยของกำนัล ๑ ด้วยผัสสะ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หญิงย่อมผูกชายไว้ด้วยอาการ ๘ อย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่ถูกผูกด้วยอาการ ๘ อย่างนี้แล ชื่อว่า
ถูกผูกด้วยบ่วง.
จบ ปฐมพันธนสูตร ๗
๘. ทุติยพันธนสูตร
[๑๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชายย่อมผูกหญิงไว้ด้วยอาการ
๘ อย่าง ๘ อย่างเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชายย่อมผูกหญิง
ไว้ด้วยรูป ๑ ด้วยการยิ้มแย้ม ๑ ด้วยคำพูด ๑ ด้วยเพลงขับ ๑
ด้วยการร้องไห้ ๑ ด้วยอากัปปกิริยา ๑ ด้วยของกำนัล ๑ ด้วย
ผัสสะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชายย่อมผูกหญิงไว้ด้วยอาการ
๘ อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่ถูกผูกด้วยอาการ ๘ อย่าง
นี้แล ชื่อว่าถูกผูกด้วยบ่วง.
จบ ทุติยพันธนสูตรที่ ๘

397