พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 378 (เล่ม 37)

เป็นที่พึ่ง ก็จักไม่ถอยกลับ เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า ปฏากํ ปริหเรยฺยุํ.
บทว่า โอปานภูตํ ได้แก่ ตระกูลที่ตั้งอยู่ดุจบ่อน้ำที่เขาจัด
แต่งไว้. บทว่า กุลํ ได้แก่ นิเวศน์ที่อยู่อาศัยของท่าน. ด้วยบทว่า
ทาตพฺพํ มญฺเญยฺยาสิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโอวาทว่า เมื่อ
ก่อนท่านเห็นชน ๑๐ คนบ้าง ๒๐ คนบ้าง มาถึงไม่กล่าวว่าไม่มี
แล้วก็ให้ไป บัดนี้ ท่านอย่างตัดไทยธรรมสำหรับนิครนถ์เหล่านี้เสีย
โดยเหตุเพียงถึงเราเป็นที่พึ่งเท่านั้นเลย ความจริงท่านควรให้แก่
นิครนถ์ผู้มาถึงอย่างเดิม. สีหเสนาบดีทูลว่า คำนั้นข้าพระองค์
ได้ฟังมาแล้ว พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ได้ฟัง
มาจากไหน ? สีหเสนาบดีทูลว่า จากสำนักนิครนถ์ พระเจ้าข้า.
ได้ยินว่า นิครนถ์เหล่านั้นประกาศไปในเรือนแห่งตระกูลทั้งหลาย
อย่างนี้ว่า เราทั้งหลายกล่าวว่า ควรให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งผู้มาถึงเข้า
แต่พระสมณโคดมพูดอย่างนี้ว่า ควรให้ทานแก่เราเท่านั้น ไม่ควร
ให้ทานแก่คนเหล่อื่น ควรให้แก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่ควร
ให้แก่สาวกของศาสดาอื่น ทานที่ให้แก่เราเท่านั้นมีผลมาก ทาน
ที่ให้แก่คนเหล่าอื่นไม่มีผลมาก ทานที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้น
มีผลมาก ที่ให้แก่สาวกของศาสดาอื่นไม่มีผลมาก. สีหเสนาบดี
กล่าวว่า สุตเมตํ หมายเอาคำนัน.
บทว่า อนุปุพฺพกถํ ได้แก่ ถ้อยคำตามลำดับอย่างนี้ว่า
ศีลในลำดับแห่งทาน สวรรค์ในลำดับแห่งศีล มรรคในลำดับแห่ง
สวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทานกถํ ได้แก่ ถ้อยคำที่
เกี่ยวด้วยคุณของทานมีอาทิอย่างนี้ว่า ชื่อว่าทานนี้เป็นเหตุแห่ง

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 379 (เล่ม 37)

ความสุข เป็นมูลแห่งสมบัติ เป็นที่ตั้งแห่งโภคะทั้งหลาย เป็นที่
ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นคติ เป็นที่สำนักของบุคคลผู้เดินทางไม่เรียบ
ที่พึงอาศัย ที่พึ่ง ที่ยึดหน่วง ที่ต้านทาน ที่เร้น ที่ไป ที่พำนัก
เช่นกันทาน ในโลกนี้และโลกหน้า ไม่มี. จริงอยู่ ทานนี้เป็นเช่น
กับอาสนะทองคำอันสำเร็จด้วยรัตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่ง
อาศัย เป็นเช่นกับมหาปฐวี เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งอาศัย เป็น
เช่นกับเชือกสำหรับยึดเหนี่ยว เพราะอรรถว่าเป็นที่ยึดหน่วง
และทานนี้เป็นดุจนาวา เพราะอรรถว่าเป็นที่ช่วยทุกข์ เป็นดุจนักรบ
ผู้แกล้วกล้าในสงคราม เพราะอรรถว่าเป็นที่โล่งใจ เป็นดุจนคร
ที่จัดแต่งไว้ดีแล้ว เพราะอรรถว่าเป็นที่ต้านภัย เป็นดุจดอกปทุม
เพราะอรรถว่าไม่ถูกมลทินคือ ความตระหนี่เป็นต้น ซึมซาบ เป็น
ดุจเพลิง เพราะอรรถว่าเผามลทินคือ ความตระหนี่เป็นต้นเหล่านั้น
เป็นดุจอสรพิษ เพราะอรรถว่าเข้าใกล้ได้ยาก เป็นดุจสีหะ เพราะ
อรรถว่าไม่หวาดสะดุ้ง เป็นดุจช้าง เพราะอรรถว่ามีกำลัง เป็นดุจ
โคอุสภะขาว เพราะอรรถว่าอันโลกสมบัติว่าเป็นมงคลยิ่ง เป็นดุจ
พระยาม้าวลาหก เพราะอรรถว่าทำบุคคลให้ถึงถิ่นอันเกษมปลอดภัย.
บรรดาว่าทานนี้เป็นหนทางที่เราไป นั่นเป็นวงศ์ของเรา เราเมื่อ
บำเพ็ญบารมี ๑๐ ได้ปฏิบัติมหายัญเป็นอเนกคือ มหายัญครั้งเป็น
เวลามพราหมณ์ มหายัญครั้งเป็นมหาโควินทพราหมณ์ มหายัญ
ครั้งเป็นพระเจ้าจักรพรรดินามว่ามหาสุทัศนะ มหายัญครั้งเป็น
เวสสันดร เราเมื่อครั้งเป็นกระต่ายได้มอบตนในกองเพลิงที่ลุกโชน
แล้วประคับประคองจิตของยาจกที่มาถึงไว้ได้ ด้วยว่าทานในโลก

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 380 (เล่ม 37)

ย่อมให้สักกสมบัติ มารสมบัติ พรหมสมบัติ จักรพรรดิสมบัติ
สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ ให้อภิสัมโพธิญาณ.
ก็เพราะเหตุที่ผู้ให้ทานอาจสมาทานศีลได้ ฉะนั้น จึงตรัส
สีลกถาในลำดับทาน. บทว่า สีลกถํ ได้แก่ถ้อยคำที่เกี่ยวด้วยคุณ
ของศีล มีอาทิอย่างนี้ว่า ชื่อว่า ศีลนี้เป็นที่พึ่งอาศัย เป็นที่พำนัก
เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่ต้านทาน เป็นคติ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
ธรรมดาว่า ศีลนี้เป็นวงศ์ของเรา เราบำเพ็ญศีลในอัตภาพทั้งหลาย
หาที่สุดมิได้ เช่นครั้งเป็นพระยานาค ชื่อว่า สังขบาล ครั้งเป็น
พระยานาค ชื่อว่า จัมเปยยะ ครั้งเป็นพระยานาค ชื่อว่า ศีลวะ
ครั้งเป็นพระยาช้างผู้เลี้ยงมารดา ครั้งเป็นพระยาช้าง ชื่อว่า
ฉัททันตะ เพราะที่พึ่งอาศัย ที่พึ่ง ที่ยึดหน่วง ที่ต้านทาน ที่เร้น
ที่ไป และที่พำนัก แห่งสมบัติในโลกนี้และโลกอื่น เสมือนศีล
ไม่มี. เครื่องประดับเช่นเครื่องประดับต่อศีลไม่มี. ดอกไม้เช่น
ดอกไม้คือศีลไม่มี กลิ่นเช่นกับกลิ่นคือศีลไม่มี เพราะชาวโลก
กับทั้งเทวโลก เมื่อตรวจดูคนผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล
ลูบไล้ด้วยกลิ่นคือศีล ย่อมไม่อิ่มใจ อนึ่ง เพื่อทรงแสดงว่า บุคคล
อาศัยศีลนี้ ย่อมได้สวรรค์นี้จึงตรัสสัคคกถาในลำดับแห่งศีล.
บทว่า สคฺคกถ ได้แก่ ถ้อยคำที่เกี่ยวด้วยคุณแห่งสวรรค์ มีอาทิ
อย่างนี้ว่า ธรรมดาว่า สวรรค์นี้น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
ในสวรรค์นี้มีการเล่นเป็นนิตย์ ได้สมบัติเป็นนิตย์ เทพชั้นจาตุ-
มหาราชิกะเสวยสุขสมบัติ ทิพยสมบัติ ๙๐,๐๐๐ ปี เทวดาชั้นดาวดึงษ์
เสวยสุขสมบัติ ทิพยสมบัติ ๓๖,๐๐๐,๐๐๐ ปี. จริงอยู่ พระโอษฐ์

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 381 (เล่ม 37)

ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่พอที่จะกล่าวพรรณนาสวรรค์สมบัติ
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราพึงกล่าวสัคคกถา โดยอเนกปริยายแล.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสประเล้าประโลมด้วยสัคคกถา
อย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงว่า สวรรค์แม้นี้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่ควร
ทำความยินดีด้วยอำนาจ ความพอใจในสวรรค์นั้น เหมือนบุคคล
ประทับช้างแล้วตัดงวงช้างเสีย จึงทรงแสดงโทษ ความต่ำทราม
ความเศร้าหมอง ของกามทั้งหลาย โดยนัยมีอาทิว่า กามทั้งหลาย
มีความอร่อยน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนี้
มากยิ่ง บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทีนโว ได้แก่ โทษ.
บทว่า โอกาโร แปลว่า ความต่ำทราม ได้แก่ความเลวทราม.
บทว่า สงฺกิเลโส ได้แก่ ความที่สัตว์ทั้งหลายเศร้าหมองใน
สังสารวัฏฏ์ ก็ด้วยกามเหล่านั้น. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า ดูก่อนผู้เจริญทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงขู่ด้วยโทษแห่งกามอย่างนี้แล้ว
จึงทรงประกาศอานิสงส์ในเนกขัมมะ การออกจากกาม. บทว่า
กลฺลจิตฺตํ ได้แก่ จิตไม่เสีย. บทว่า สามุกฺกํสิกา ได้แก่ พระธรรม-
เทศนาที่ทรงยกขึ้นเอง. คือจับยกขึ้นด้วยพระองค์เอง อธิบายว่า
พระธรรมเทศนาที่ทรงเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ ไม่สาธาธารณ์
ทั่วไปแก่คนเหล่าอื่น. ถามว่า ก็เทศนาที่ยกขึ้นแสดงเองนั้นคืออะไร ?
ตอบว่า คือ อริยสัจจเทศนา. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า
ทุกขํ สมุทยํ นิโรธํ มคฺคํ. บทว่า วิรชํ วีตมลํ ความว่า

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 382 (เล่ม 37)

ธรรมจักษุ ชื่อว่า ปราศจากธุลี เพราะไม่มีธุลีคือราคะ เป็นต้น.
ชื่อว่า ปราศจากมลทิน เพราะปราศจากมลทิน มีมลทินคือราคะ
เป็นต้น. ในบทว่า ธมฺมจกฺขุํ นี้ หมายถึงโสดาปัตติมรรค.
เพื่อจะทรงแสดงอาการเกิดขึ้นของโสดาปัตติมรรคนั้น จึงตรัสว่า
ยงฺกิญฺจิ สมุทยํธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา.
ก็ธรรมจักขุนั้น ทำนิโรธให้เป็นเป็นอารมณ์ รู้แจ้งแทงตลอดธรรม
คือสัจจะด้วยอำนาจกิจนั่นแหละเกิดขึ้น.
อริยสัจจธรรม อันสีหเสนาบดีนั้นเห็นแล้ว เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ทิฏฐธัมมะ ผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้
วิจิกิจฉา อันสีหเสนาบดีนั้น ข้ามได้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ติณฺณวิจิกิจฺฉะ มีวิจิกิจฉา ความสงสัยอันข้ามได้แล้ว. ความ
เคลือบแคลงของสีหเสนาบดีนั้น ไปปราศแล้ว เพราะเหตุนั้น จึง
ชื่อว่า วิคตกถังกถะ ผู้ปราศจากความเคลือบแคลง สีหเสนาบดีนั้น
ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เวสารัชชปัตตะ
ผู้ถึงความแกล้วกล้า. ผู้อื่นไม่เป็นปัจจัยแห่งเสนาบดีนั้นในศาสนา
ของพระศาสดา คือเขาเป็นไปในศาสนานี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น
เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า อปรปัจจยะ ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย.
บทว่า ปวตฺตมํสํ ได้แก่ เนื้อที่เป็ปกัปปิยะ ที่เป็นไปแล้ว
ตามปกติ. อธิบายว่า เธอจงหาซื้อเอาในร้านตลาด. บทว่า สมฺพหุลา
นิคฺคณฺฐา ได้แก่ นิครนถ์ประมาณ ๕๐๐. บทว่า ถูลํ ปสุํ ได้แก่

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 383 (เล่ม 37)

สัตว์ของเลี้ยงกล่าวคือ กวาง กระบือ และสุกรที่อ้วนคือตัวใหญ่.
บทว่า อุทฺทิสฺสกตํ ความว่า เนื้อที่เขาทำ คือ ฆ่าเจาะจงตน.
บทว่า ปฏิจฺจกมฺมํ ความว่า พระสมณโคดมนี้นั้น ย่อมถูก
ต้องกรรม คือการฆ่าสัตว์มีชีวิตนั้น เพราะอาศัยเนื้อนี้. นิครนถ์
เหล่านั้นมีลัทธิอย่างนี้ว่า จริงอยู่ กรรมที่เป็นอกุศลนั้นมีแก่ทายก
กึ่งหนึ่ง มีแก่ปฏิคาหกกึ่งหนึ่ง. อีกนัยหนึ่ง บทว่า ปฏิจฺจกมฺมํ
ได้แก่ เนื้อที่เขาอาศัยตนทำ. อีกนัยหนึ่ง บทว่า ปฏิจฺจกมฺมํ
นี้ เป็นชื่อของนิมิตกรรม. ปฏิจจกรรมมีในเนื้อนี้ เพราะเหตุนั้น
แม้เนื้อก็เรียกว่า ปฏิจจกรรม.
บทว่า อุปกณฺณเก แปลว่า ที่กกหู. ก็คำว่า อลํ นี้
เป็นคำปฏิเสธ อธิบายว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยเนื้อนี้. บทว่า
น จ ปเนเต ความว่า ท่านเหล่านั้นเป็นผู้จะติเตียนมานาน. แม้
เมื่อจะกล่าวติเตียนก็กล่าวตู่ไม่กระดากปาก อธิบายว่า กล่าวตู่
ไม่รู้จักจบ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ชีรนฺติ นี้ พึงเห็นโดยอรรถว่า
ละอาย. อธิบายว่า ย่อมไม่ละอาย.
จบ อรรถกถาสีหสูตรที่ ๒

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 384 (เล่ม 37)

๓. อาชัญญสูตร
[๑๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวประเสริฐ
ของพระราชา ประกอบด้วยองค์สมบัติ ๘ ประการ สมควรเป็น
ม้าต้นม้าทรง ย่อมถึงการนับว่าเป็นราชพาหนะได้ทีเดียว องค์
สมบัติ ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนย
ตัวประเสริฐของพระราชาในโลกนี้ ย่อมมีกำเนิดดีทั้ง ๒ ฝ่าย
คือฝ่ายมารดาและบิดา เกิดในทิศที่ม้าอาชาไนยตัวอื่นเกิดกัน ๑
ย่อมบริโภคของกินที่เขาให้สดหรือแห้งก็ตาม เรียบร้อย ไม่เรี่ยราด ๑
ย่อมรังเกียจที่จะนั่งหรือนอนทับอุจจาระปัสสาวะ ๑ เป็นสัตว์ยินดี
มีการอยู่ร่วมเป็นสุข ไม่รบกวนม้าเหล่าอื่น ๑ เป็นสัตว์เผยความ
โอ้อวดความพยศคดโกงแก่นายสารถีอย่างเปิดเผย ๑ นายสารถี
พยายามปราบความพยศคดโกงเหล่านั้นของมันได้ ๑ เป็นสัตว์
ลากเข็นภาระ เกิดความคิดว่าม้าอื่นจะเข็นภาระได้หรือไม่ก็ตาม
สำหรับภาระนี้เราเข็นได้ อนึ่ง เมื่อเดินก็เดินตรงตามทาง ๑ เป็น
สัตว์มีกำลังวังชา คือ ทรงกำลังไว้อยู่จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวประเสริฐของพระราชา
ประกอบด้วยองค์สมบัติ ๘ ประการนี้แล สมควรเป็นม้าต้นม้าทรง
ถึงการนับว่าเป็นพระราชพาหนะได้ดีทีเดียว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุประกอบด้วย
ธรรม ๘ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก
ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 385 (เล่ม 37)

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีลสำรวมระวังในปาติโมกข์ ถึงพร้อม
ด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทาน
ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ ฉันโภชนะที่เขาถวายเศร้าหมอง
หรือประณีตก็ตาม โดยเคารพไม่รังเกียจ ๑ เกลียดแต่กายทุจริต
วจีทุจริต มโนทุจริต และการถึงพร้อมด้วยธรรมอันเป็นบาป
อกุศล ๑ เธอยินดีอยู่ มีการอยู่ร่วมเป็นสุข ไม่รบกวนภิกษุเหล่าอื่น
ให้เดือดร้อน ๑ เปิดเผยความโอ้อวด ความพยศคดโกงตามเป็นจริง
ในพระศาสดาหรือในเพื่อนพรหมจรรย์รู้แจ้ง พระศาสดาหรือ
เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมพยายามช่วย กำจัดความโอ้อวดเป็นต้น
เหล่านั้นของเธอได้ ๑ อนึ่ง ย่อมเป็นผู้ศึกษาสำเหนียก คือ ใฝ่ใจ
อยู่ว่า ภิกษุเหล่าอื่นจะศึกษาหรือไม่ก็ตาม ข้อนี้เราจักศึกษา
เมื่อปฏิบัติย่อมปฏิบัติตามทางตรงทีเดียว ในข้อนั้นพึงทราบทางตรง
ดังนี้ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นผู้ปรารภความเพียร
อยู่ว่า เลือดเนื้อในร่างกายของเรา จงเหือดแห้งไป จะเหลืออยู่
แต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตามที เรายังไม่ได้บรรลุอิฐผลที่จะพึงบรรลุ
ได้ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่น
ของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียรเป็นอันขาด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรของ
คำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
จบ อาชัญญสูตรที่ ๓

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 386 (เล่ม 37)

อรรถกถาอัสสาชานียสูตรที่ ๓
อัสสาชานียสูตรที่ ๓ วินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า องฺเคหิ ได้แก่ด้วยองค์คือคุณ. บทว่า ตสฺสํ ทิสายํ
ชาโต โหติ ความว่า ม้าสินธพอาชาไนยเกิดในทิศริมฝั่งแม่น้ำสินธุนั้น.
ม้าอาชาไนยชั้นดี แม้เหล่าอื่น ย่อมเกิดในที่นั้นนั่นเอง. บทว่า
อลฺลํ สุกฺขํ วา ได้แก่หญ้าสด หรือหญ้าแห้ง. บทว่า น จ อญฺเญ
อสฺเส อุพฺเพเชตา ความว่า ม้าอาชาไนยนั้น ไม่รบกวน คือไม่
กระทบกระทั่ง ไม่รังแก ไม่ทะเลาะกะม้าเหล่าอื่น.
บทว่า สาเฐยฺยานิ แปลว่า อวดดี. บทว่า กูเฏยฺยานิ แปลว่า
โกง. บทว่า ชิมฺเหยฺยานิ แปลว่า ลวง. บทว่า วงฺเกยฺยานิ
แปลว่า คด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ม้าอาชาไนยนั้นยังไม่ได้
ศึกษาด้วยบทแม้ทั้ง ๔ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า วาหี ได้แก่
นำภาระไปเป็นสภาวะ คือ สนองคำสั่งที่เขาไห้. บทว่า ยาว
ชีวิตมรณปริยาทานา ได้แก่ จนจบชีวิตลลงด้วยมรณะ. บทว่า
สกฺกจฺจํ ปริภุญฺชติ ความว่า พิจารณาโภชนะ เหมือนน้ำอมฤต
แล้วจึงบริโภคด้วยตนเองนั่นแหละ. ในบทว่า ปุริสถาเมน เป็นต้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถึงกำลังคือญาณ เป็นต้น. บทว่า สณฺฐานํ
ได้แก่ ย่อหย่อน.
จบ อรรถกถาอาชานียสูตรที่ ๓

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 387 (เล่ม 37)

๔. ขฬุงคสูตร
[๑๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงม้าโกง ๔ จำพวก
และโทษของม้าโกง ๘ ประการ คนโกง ๘ จำพวก และโทษของ
คนโกง ๘ ประการ เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าโกง ๘ จำพวก และโทษของม้าโกง
๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้
ที่นายสารถีกล่าวเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่
ย่อมถอยหลัง ดันรถให้กลับทั่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าโกง
บางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าประการที่ ๑.
อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า
จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมหกหลงดีธูปหัก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็น
โทษของม้าโกงประการที่ ๒.
อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า
จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ยกขาขึ้นตะกุยงอนรถ
ถีบงอนรถ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้
ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๓.
อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า
จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเดือนอยู่ ย่อมเดินผิดทาง ทำให้รถคว่ำ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็น
โทษของม้าโกงประการที่ ๔.

387