พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 348 (เล่ม 37)

การอยู่ในครรภ์ในท้องพระมารดาอย่างเลว. แต่เพราะเหตุที่คัพภไสยา
การนอนในครรภ์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ไปปราศเสียแล้ว ฉะนั้น
พระองค์เมื่อทรงเห็นความปราศจากครรภ์นั้นในพระองค์ จึงทรง
อนุญาตปริยายอื่นอีก. แม้ในพระบาลีนั้น บทเหล่านี้ว่า ดูก่อน
พราหมณ์ การนอนในครรภ์ การเกิดในภพใหม่ต่อไป อันผู้ใดแล
ละได้แล้ว ดังนี้ พึงเห็นใจความอย่างนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ การ
นอนในครรภ์และการเกิดในภพ ในอนาคตกาล อันบุคคลใดละได้
แล้ว เพราะมีเหตุอันมรรคชั้นเยี่ยมกำจัดแล้ว. ก็ในอธิการนี้ ท่าน
ถือเอาชลาพุชะกำเนิด ด้วย คัพภเสยยะ ศัพท์. อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็น
นอกนี้ ด้วย ปุนัพภวาภินิพพัตติ ศัพท์. อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็น
เนื้อความในคำนี้อย่างนี้ว่า การนอนของสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ชื่อว่า
คัพภไสยา การเกิดคือภพใหม่ ชื่อวา ปุนัพภวาภินิพพัตติ. เหมือน
อย่างว่า แม้เมื่อกล่าวว่าวิญญาณฐิติ ที่ตั้งวิญญาณ ที่ตั้งเป็นอื่น
ไปจากวิญญาณ ย่อมไม่มี ฉันใด แม้ในเรื่องนี้ก็ฉันนั้น ไม่ควร
เข้าใจว่าการนอนเป็นอื่นไปจากครรภ์ (ก็มี). อนึ่ง ชื่อว่าการเกิด
เหตุที่เป็นภพใหม่บ้าง ไม่เป็นภพใหม่บ้าง มีอยู่ และในที่นี้ ประสงค์
เอาการเกิดที่เป็นภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า ปุนพฺภโว เอว
อภินิพฺพตฺติ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ การเกิดคือภพใหม่ ชื่อว่าการเกิด
ใหม่ ดังนี้.
พราหมณ์แม้จะด่าด้วยอักโกสวัตถุ เรื่องสำหรับด่ามีความ
เป็นผู้ไม่มีรสชาติเป็นต้น ตั้งแต่เวลาที่มาถึงแล้วด้วยประการอย่างนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ธัมมิสสระเป็นใหญ่ในธรรม ธรรมราชา

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 349 (เล่ม 37)

พระราชาเพราะธรรม ธรรมสวามี เจ้าของธรรมเป็นตถาคต
ทรงสำรวจดูพราหมณ์ด้วยพระจักษุอันเยือกเย็นด้วยความเอ็นดู
ทรงบรรลุธรรมธาตุใดแล้ว ชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยความเยื้องกลาย
แห่งเทศนานั้น เพราะธรรมธาตุนั้นทรงรู้แจ้งดีแล้ว เมื่อจะทรงขจัด
ความมืดมนอนธการในดวงใจของพราหมณ์ ดุจพระจันทร์เพ็ญ
ลอยเด่นในท้องฟ้าอันปราศจากเมฆ และดุจพระอาทิตย์ในสรทกาล
ฤดูร้อน จึงทรงแสดงอักโกสวัตถุเหล่านั้นแหละเป็นอย่างอื่น ด้วย
ปริยายนั้น ๆ เมื่อจะทรงประกาศความแผ่ไปแห่งพระกรุณาของ
พระองค์ คุณลักษณะของผู้คงที่ ความเป็นผู่มีจิตเสนอด้วยแผ่นดิน
และความเป็นผู้มีอกุปปธรรมอันไม่กำเริบ ที่ทรงได้แล้ว เพราะ
ไม่ทรงหวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘ ซ้ำอีก จึงทรงพระดำริว่า
พราหมณ์ผู้นี้ย่อมกำหนดความที่ตนเป็นผู้เฒ่า ด้วยอาการมีผมหงอก
ฟันหัก และหนังเหี่ยว เป็นต้นอย่างเดียว ทั้งหารู้ไม่ว่าตนถูกชาติ
ติดตาม ถูกชราต้อนไป ถูกพยาธิครอบงำ ถูกมรณะคอยกำจัด
ตายวันนี้แล้ว วันรุ่งขึ้นก็จะต้องกลายเป็นทารกนอนหงายอีก. ก็
(เขา) เขายังสำนักเราด้วยความอุตสาหะเป็นอันมาก ขอการมา
ของเขานั้นจงมีประโยชน์เถิด เมื่อจะทรงแสดงว่าพระองค์เป็นผู้
เกิดก่อนไม่มีคนเทียมในโลกนี้ จึงทรงเพิ่มพระธรรมเทศนาแก่
พราหมณ์โดยนัยว่า เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยถาปิ เป็นต้นไป พึงทราบ
ความโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแหละ. ส่วนความแปลกกัน
มีดังนี้ :- ก็โดยนัยดังกล่าวไว้ในหนหลังนั่นแหละ ลูกไก่เหล่านั้น

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 350 (เล่ม 37)

กระพือปีกร้องออกไป พอเหมาะแก่ขณะนั้น และบรรดาลูกไก่
เหล่านั้นซึ่งออกไปอย่างนั้น ลูกไก่ตัวใดออกก่อน ลูกไก่ตัวนั้น
เขาเรียกว่าพี่ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประสงค์จะทำ
ความที่พระองค์เป็นพี่ผู้เจริญที่สุดให้สำเร็จด้วยอุปมานั้น จึงตรัส
ถามพราหมณ์ว่า โย นุ โข เตสํ กุกฺกุฏจฺฉาปกานํ ฯเปฯ กินฺติ
สฺวาสฺส วจนีโย บรรดาลูไก่เหล่านั้น ลูกไก่ตัวใดหนอแลออก
ก่อน ฯลฯ ลูกไก่ตัวนั้นควรเรียกว่าอย่างไร ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า กุกฺกุฏจฺฉาปกานํ แปลว่า บรรดาลูกไก่ทั่งหลาย. บทว่า
กินฺติ สฺวาสฺส วจนีโย ความว่า ลูกไก่ตัวนั้นควรเรียกว่าอะไร
คือพึงเรียกอย่างไร จะเรียกว่าพี่หรือน้อง.
บทว่า เชฏฺโฐติสฺส โภ โคตม วจนีโย ความว่า ท่านพระโคดม
ลูกไก่ตัวนั้นควรเรียกว่าเป็นพี่. หากจะมีผู้ถามว่า เพราะเหตุไร ?
แก้ว่า เพราะบรรดาลูกไก่เหล่านั้น ลูกไก่ตัวนั้นแก่กว่าเพื่อน.
อธิบายว่า เพราะลูกไก่ตัวนั้นเป็นตัวแก่กว่าลูกไก่เหล่านั้น. ลำดับ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงทำความอุปมาให้สำเร็จผลแก่
พราหมณ์นั้น จึงตรัสว่า เอวเมว โข ดังนี้เป็นต้น. (อธิบาย)
แม้เราก็เหมือนลูกไก่ตัวนั้น. บทว่า อวิชฺชาคตาย ปชาย ความว่า
ความไม่รู้ เรียกว่าอวิชชา. หมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ในอวิชชา คือความ
ไม่รู้นั้น. บทว่า ปชาย นี้ เป็นชื่อของสัตว์. อธิบายว่า ในสัตว์
ทั้งหลายผู้เข้าไปอยู่ภายในกะเปาะไข่ คืออวิชชา บทว่า อณฺฑภูตาย
ได้แก่ มีแล้ว คือเกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้วในไข่. เหมือนอย่างว่า
สัตว์บางจำพวกเกิดในไข่ เรียกว่า อัณฑภูต ฉันใด หมู่สัตว์แม้

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 351 (เล่ม 37)

ทั้งหลายนี้ก็ฉันนั้น เรียกว่าอัณฑภูต เพราะเกิดในกะเปาะไข่ คือ
อวิชชา. บทว่า ปริโยนทฺธาย ได้แก่ อันกะเปาะไข่ คืออวิชชา
นั้นหุ้ม คือ ผูกพันไว้โดยรอบ บทว่า อวิชฺชณฺฑโกสํ ปทาเลตฺวา
ได้แก่ ทำลายกะเปาะไข่อันสำเร็จด้วยอวิชชานั้น.
บทว่า เอโกว โลเก ความว่า เราเท่านั้นเป็นเอก ไม่เป็น
ที่สอง ในโลกสันนิวาสแม้ทั้งสิ้น. บทว่า อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ
อภิสมฺพุทฺโธ ได้แก่ พระปัญญาเครื่องตรัสรู้ชอบและโดยพระองค์
เอง ปราศจากผู้ยิ่งกว่า คือประเสริฐสุดกว่าเขาทั้งหมด. อีก
อย่างหนึ่ง พระปัญญาเครื่องตรัสรู้อันประเสริฐและดี. คำว่า โพธิ
นี้เป็นชื่อของอรหัตมรรคญาณ. ทั้งเป็นชื่อของพระสัพพัญญุตญาณ
ด้วย. แม้ชื่อทั้งสองก็เหมาะ ถามว่า อรหัตตมรรคของคนเหล่าอื่น
เป็นปัญญาเครื่องตรัสรู้ยอดเยี่ยมหรือไม่ ? ตอบว่า ไม่เป็น. เพราะ
เหตุไร ? เพราะไม่ให้คุณทุกอย่าง. ก็บรรดาบุคคลเหล่านั้น
อรหัตมรรคย่อมให้เฉพาะอรหัตตลแก่บางคน ให้วิชชา ๓ แก่
บางคน ให้อภิญญา ๖ แก่บางคน ให้ปฏิสัมภิทา ๔ แก่บางคน
ให้สาวกบารมีญาณแก่บางคน สำหรับพระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย
ให้เฉพาะปัจเจกโพธิญาณเท่านั้น ส่วนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ให้คุณสมบัติทุกอย่าง เหมือนการอภิเษกให้ความเป็นใหญ่ในโลก
ทั้งปวงแก่พระราชา เพราะเหตุนั้น ปัญญาเครื่องตรัสรู้อันยอดเยี่ยม
จึงไม่มีแม้แก่ใครอื่น. บทว่า อภิสมฺพุทฺโธ ได้แก่ รู้ทั่วยิ่งแล้ว
แทงตลอดแล้ว อธิบายว่า บรรลุแล้ว.

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 352 (เล่ม 37)

บัดนี้ พึงเทียบการสาวกข้ออุปมาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า เอวเมว โข นั้น ด้วยเนื้อความแล้วทราบ
อย่างนี้:- เหมือนอย่างว่า แม่ไก่ตัวนั้นกระทำอริยา ๓ อย่าง
มีการนอนกกไข่ของตน ฉันใด การที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้ง
เป็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งที่โพธิบัลลังก์ กระทำอนุปัสสนาปัญญา
เห็นเนือง ๆ ๓ อย่าง คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสันดานของ
พระองค์ ก็ฉันนั้น การไม่ทำวิปัสสนาญาณให้เสื่อมไป ด้วยการ
ยังอนุปัสสนา ๓ ประการให้สมบูรณ์อยู่แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ เหมือนฟองไข่ไม่ตายโคม ด้วยการทำ
กิริยาทั้ง ๓ ของแม่ไก่ให้สมบูรณ์ การที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้ง
เป็นโพธิสัตว์ ทำลายความเยื่อใยด้วยอำนาจความใคร่อันไปตามภพ
ทั้ง ๓ ด้วยการทำอนุปัสสนา ๓ อย่างให้สมบูรณ์ เหมือนแม่ไก่
ทำยางเมือก ของไข่ให้สิ้นไปด้วยการทำกิริยาทั้ง ๓ อย่าง (คือ
กก ทำให้อบอุ่น ฟักให้ได้รับกลิ่นตัวแม่ไก่) ความที่กะเปาะฟองไข่
คืออวิชชาเป็นของเบาบาง ก็ด้วยการที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้ง
เป็นพระโพธิสัตว์ทรงทำอนุปัสสนาทั้ง ๓ ให้สมบูรณ์ เหมือนความ
ที่กะเปาะฟองไข่เป็นของบอบบาง ก็เพราะแม่ไก่ทำกิริยาทั้ง ๓
อย่าง ฉะนั้น. ความที่วิปัสสนาญาณเป็นคุณชาติกล้าแข็ง ผ่องใส
และแหลมคม ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์
ทรงทำอนุปัสสนาทั้ง ๓ ให้สมบูรณ์ เปรียบเหมือนความที่เล็บเท้า
และจะงอยปากของลูกไก่เป็นของหยาบและแข็ง ก็ด้วยการที่แม่ไก่
ทำกิริยาทั้ง ๓ ฉะนั้น. เวลาที่วิปัสสนาญาณเปลี่ยนไป เวลาขยายไป

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 353 (เล่ม 37)

เวลาถือเอาห้อง ก็ด้วยการที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งเป็นพระ-
โพธิสัตว์ ทรงทำอนุปัสสนาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์ เปรียบเหมือนเวลา
ที่ลูกไก่เปลี่ยนไป ก็ด้วยการที่แม่ไก่ทำกิริยาทั้ง ๓ ฉะนั้น พึงทราบ
เวลาที่ทำวิปัสสนาญาณให้ถือเอาห้อง ทำลายกะเปาะไข่ คืออวิชชา
ด้วยอรหัตมรรคที่บรรลุโดยลำดับ กระพือปีกคือ อภิญญา ๖ ทำ
ให้แจ้งพุทธคุณทั้งสิ้นโดยสวัสดี ด้วยการที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงบำเพ็ญอนุปัสสนาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์ เหมือนเวลาที่ลูกไก่ทำลาย
กะเปาะฟองไข่ด้วยปลายเล็บเท้าหรือจะงอยปาก กระพือปีกเจาะ
ออกโดยสวัสดีด้วยการทำกิริยาทั้ง ๓ อย่างของแม่ไก่ ฉะนั้น.
บทว่า อหญฺหิ พฺราหฺมณ เชฏโฐ เสฏโฐ โลกสฺส ความว่า
ดูก่อนพราหมณ์ บรรดาลูกไก่เหล่านั้น ลูกไก่ตัวที่ทำลายกะเปาะ
ฟองไข่บังเกิดก่อน เป็นตัวพี่ ฉันใด บรรดาหมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ใน
วิชชา เรานี่แหละ นับว่าเป็นผู้เจริญกว่า คือ เป็นผู้เจริญที่สุด
เพราะทำลายกะเปาะฟองไข่บังเกิดก่อน เป็นตัวพี่ ฉันใด บรรดา
หมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ในอวิชชา เรานี่แหละ นับว่าเป็นผู้เจริญกว่า คือ
เป็นผู้เจริญที่สุด เพราะทำลายกะเปาะฟองไข่ คืออวิชชานั้น
เกิดในอริยชาติก่อน ฉันนั้น หนึ่ง นับว่าเป็นผู้ประเสริฐ เพราะ
ไม่มีผู้เทียบได้ด้วยคุณทั้งปวง.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศความที่พระองค์เป็น
ผู้เจริญที่สุด ประเสริฐสุดอันยอดเยี่ยมแก่พราหมณ์อย่างนี้แล้ว
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงปฏิปทาอันเป็นเหตุให้ทรงบรรลุถึงความเป็น
ผู้เจริญที่สุดและประเสริฐสุดนั้น ตั้งแต่เบื้องต้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 354 (เล่ม 37)

อารทฺธํ โข ปน เม พฺราหฺมณ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
อารทฺธํ โข ปน เม พฺราหฺมณ วีริยํ อโหสิ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์
ความเป็นผู้เจริญที่สุดและประเสริฐสุดอันยอดเยี่ยมนี้ เราบรรลุ
ด้วยความเกียจคร้าน ด้วยความมีสติหลงลืม ด้วยกายอันกระสับ-
กระส่าย ด้วยจิตอันฟุ้งซ่าน ก็หามิได้ ก็อนึ่งแล เราได้มีความเพียร
อันปรารภแล้ว เพื่อบรรลุความเป็นผู้เจริญที่สุดและประเสริฐสุด
อันนั้น. เรานั่งที่โพธิมัณฑสถาน ได้ปรารภ ประคองความเพียร
ต่างโดยสัมมัปปธาน ๔ อันเป็นไปไม่ย่อหย่อน. ความเพียรนั้น
ของเรา ได้เป็นความเพียรไม่ย่อหย่อน เพราะได้ปรารภแล้วทีเดียว.
ก็จะมีแต่ความเพียรอย่างเดียวก็หามิได้ แม้สติก็เป็นอันเราเข้าไป
ตั้งไว้โดยมุ่งตรงต่ออารมณ์ และเป็นสติที่ไม่หลงลืม เพราะเป็น
ธรรมชาติเข้าตั้งมั่นแล้ว. บทว่า ปสฺสทฺโธ กายโย อาสรทฺโธ
ความว่า แม้กายของเราก็เป็นสภาพสงบด้วยอำนาจกายปัสสัทธิ
และจิตตปัสสัทธิ. ในความสงบนั้น เหตุที่เมื่อนามกายสงบ แม้
รูปกายก็ชื่อว่าเป็นอันสงบเหมือนกัน ฉะนั้น จึงไม่ตรัสให้แปลกกัน
เลยว่า นามกาโย รูปกาโย นามกาย รูปกาย แต่ตรัสว่า ปสฺสทฺโธ
กาโย กายสงบ. บทว่า อสารทฺโธ ความว่า ก็กายนั้นแลชื่อว่าสงบแท้
อธิบายว่า ปราศจากความกระวนกระวาย เพราะเป็นกายสงบ
เที่ยว. บทว่า สมาหิตํ จิตฺตํ เอกคฺคํ ความว่า แม้จิต เราก็ตั้งไว้
โดยชอบ คือ ตั้งไว้ด้วยดี เป็นเหมือนแนบแน่น และมีอารมณ์เดียว
คือไม่หวั่นไหว ไม่ดิ้นรน เพราะเป็นจิตตั้งมั่นที่เดียว. ด้วยลำดับ
แห่งคำ เพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันตรัสปฏิปทา อันเป็นเบื้องต้นของ

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 355 (เล่ม 37)

ฌาน. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงคุณวิเศษ เริ่มต้นแต่ปฐมฌานที่ทรง
บรรลุด้วยปฏิปทานี้จนถึงวิชชา เป็นที่สุด จึงตรัสคำมีอาทิว่า
โส โข อหํ ดังนี้. ในคำที่ตรัสไว้นั้น เบื้องแรก คำที่มิได้ยกขึ้น
วินิจฉัยนั้น ก็ได้กล่าวไว้ดีแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล.
ก็ในบทว่า อยํ โข เม พฺรหฺมณ เป็นต้น มิวินิจฉัยต่อไปนี้:-
บทว่า วิชฺชา คือ ที่ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ากระทำความรู้แจ้ง.
ถามว่า ทำความรู้แจ้งอะไร ? ตอบว่า ทำความรู้แจ้งบุพเพนิวาสญาณ
คือรู้ขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาลก่อน. บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ โมหะ อัน
ปกปิดวิชชานั้น เพราะอรรถว่ากระทำความรู้แจ้ง บุพเพนิวาส-
ญาณนั่นแหละ. บทว่า ตโม ความว่า โมหะ นั้นนั่นเองชื่อว่า ตมะ
ความมืด เพราะอรรถว่าปกปิดวิชชานั้น. บทว่า อาโลโก ความว่า
วิชชานั้นนั่นแล ชื่อว่า อาโลกะ ความสว่าง เพราะอรรถว่า
กระทำความสว่าง. ก็ในบทว่า อาโลโก นี้มีใจความดังนี้ว่า วิชชา
เราบรรลุแล้ว. คำที่เหลือ (จากอาโลโก) เป็นคำสรรเสริญ. ก็ใน
ข้อนี้ประกอบด้วยความดังต่อไปนี้:- วิชชานี้แล เราบรรลุแล้ว
เมื่อเรานั้นบรรลุวิชชาแล้ว อวิชชาก็หายไป อธิบายว่า พินาศไป.
เพราะเหตุไร ? เพราะวิชชาเกิดขึ้น. ในบททั้งสองแม้นอกนี้ ก็นัยนี้
บทว่า ตํ ในบทว่า ยถา ตํ นี้ เป็นเพียงนิบาต. ชื่อว่าผู้ไม่ประมาท
เพราะไม่อยู่ปราศจากสติ ชื่อว่ามีความเพียร เพราะมีความเพียร
เครื่องเผากิเลส ชื่อว่าผู้มีตนส่งไป อธิบายว่า ผู้มีจิตส่งไปแล้ว
เพราะไม่อาลัยในกายและชีวิต. ท่านอธิบายไว้ดังต่อไปนี้:- เมื่อ
บุคคลไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ อวิชชา พึงถูกขจัดไป

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 356 (เล่ม 37)

วิชชาพึงเกิดขึ้น ความมืดพึงถูกขจัดไป ความสว่างพึงเกิดขึ้น
ฉันใด อวิชชาอันเราขจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้น ความมืดเราขจัดแล้ว
ความสว่างเกิดขึ้น ฉันนั้นเหมือนกัน. เรานั้นได้ผลอันสมแก่การ
ประกอบความเพียรทีเดียว.
บทว่า อยํ โข เม พฺราหฺมณ ปฐมา อภินิพฺภิทา อโหสิ
กุกฺกุฏจฺฉาปกสฺเสว อณฺฑโกสมฺพา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์
การทำลายกะเปาะไข่ คืออวิชชาอันปกปิดขันธ์ที่เคยอยู่อาศัย
ในกาลก่อน ด้วยจะงอยปาก คือบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้
ในการระลึกชาติหนหลัง แล้วชำแรกได้ครั้งที่ ๑ ออกไปครั้งที่ ๑
เกิดเป็นอริยะครั้งที่ ๑ นี้แล ได้มีแล้วแก่เรา เหมือนลูกไก่ทำลาย
กะเปาะฟองไข่ ด้วยจะงอยปากหรือปลายเล็บเท้าแล้วชำแรกออกไป
จากกะเปาะฟองไข่นั้น เกิดเติบโตในฝูงไก่ ฉะนั้น. นัยในบุพเพ-
นิวาสกถาว่าด้วยความรู้เรื่องขันธ์เป็นที่อยู่อาศัยในกาลก่อน เพียง
เท่านี้ก่อน.
ส่วนในจุตูปปาตกถา ว่าด้วยความรู้จุติและอุบัติของสัตว์
มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า วิชฺชา ได้แก่ วิชชา คือ ทิพพจักขุญาณ. บทว่า
อวิชฺชา ได้แก่ อวิชชาอันปกปิดจุตูปปาตญาณ. เหมือนอย่างกล่าวไว้
ในบุพเพนิวาสกถาว่า ทำลายกะเปาะฟองไข่ คืออวิชชาอันปกปิด
ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อน ด้วยจะงอยปาก คือบุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ดังนี้ ฉันใด ในที่นี้ควรกล่าว ว่าทำลายกะเปาะไข่ คืออวิชชา

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 357 (เล่ม 37)

อันปกปิดจุติและอุบัติของสัตว์ ด้วยจะงอยปาก คือ จุตูปปาตญาณ
ดังนี้ ฉะนั้น.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงการบรรลุอาสวักขย-
ญาณ ซึ่งกำหนดเอาด้วยปัจจเวกขณญาณแก่พราหมณ์ จึงตรัส
คำมีอาทิว่า อยํ โข เม พฺราหฺมณ ตติยา วิชฺชา ดังนี้. ในบทเหล่านั้น
บทว่า วิชฺชา ได้แก่ วิชชาคืออรหัตมรรคญาณ. บทว่า อวิชฺชา
ได้แก่ อวิชชาที่ปกปิดสัจจะทั้ง ๔ ในบทว่า อยํ โข เม พฺราหฺมณ
ตติยา ภินิพฺภิทา อโหสิ นี้ มีวินิจฉัยยดังต่อไปนี้. ดูก่อนพราหมณ์
การที่เราทำลายกะเปาะฟองไข่ คืออวิชชาอันปกปิดสัจจะทั้ง ๔
ด้วยจะงอยปาก คืออาสวักขยญาณแล้วชำแรกออกครั้งที่ ๔ ออกไป
ครั้งที่ ๓ เกิดเป็นอริยะครั้งที่ ๓ นี้แล ได้มีแล้วแก่เรา เหมือนลูกไก่
ทำลายกะเปาะฟองไข่ด้วยจะงอยปาก หรือด้วยปลายเล็บเท้าแล้ว
ชำแรกออกจากกะเปาะฟองไข่นั้น เกิดมาเติบโตในฝูงไก่ ฉะนั้น.
ถามว่า ด้วยคำเพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอะไร ?
ตอบว่า ทรงแสดงความนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็ลูกไก่นั้นทำลาย
กะเปาะฟองไข่แล้วออกจากกะเปาะฟองไข่นั้น เกิดครั้งเดียว
เท่านั้น แต่เราทำลายกะเปาะฟองไข่ คืออวิชชาอันปิดขันธ์ที่
อาศัยอยู่ในก่อน เกิดครั้งแรกด้วยวิชชา คือบุพเพนิวาสานุสสติ-
ญาณก่อน จากนั้นก็ทำลายกะเปาะฟองไข่คืออวิชชาอันปิดจุติ
และปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย เกิดครั้งที่ ๒ ด้วยวิชชา คือทิพย-
จักษุญาณ ต่อไปลำลายกะเปาะฟองไข่คืออวิชชาอันปิดสัจจะ
ทั้ง ๔ เกิดครั้งที่ ๓ ด้วยวิชชา คืออาสวักขยญาณ เราเกิด ๓ ครั้ง

357