พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 338 (เล่ม 37)

ตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อ
ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ
นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ เมื่อเรารู้เห็น
อย่างนี้ จิตหลุดพ้นแล้วแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จาก
อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว จึงเกิดญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
และรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ
ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนพราหมณ์
วิชชาที่สามนี้แล เราได้บรรลุแล้วในปัจฉิมยานแห่งราตรี อวิชชา
เรากำจัดได้แล้ว วิชชาเกิดแก่เราแล้ว ความมืดเรากำจัดได้แล้ว
แสงสว่างเกิดแก่เราแล้ว เหมือนที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มี
ความเพียรเผากิเลส ส่งจิตไปแล้วอยู่ ฉะนั้น ความชำแรกออก
ครั้งที่สามของเรานี้แล เป็นเหมือนการทำลายออกจากกะเปาะฟอง
แห่งลูกไก่ ฉะนั้น.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว เวรัญชพราหมณ์
ได้กราบทูลว่า ท่านพระโคดมเป็นผู้เจริญที่สุด ท่านพระโคดม
เป้ฯผู้ประเสริฐที่สุด ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์
แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระแจ่มแจ้งนัก
พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคล
หงายของของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือ
ส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น
ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงท่านพระโคดม กับทั้งพระธรรมและพระ-

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 339 (เล่ม 37)

ภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า
เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบ เวรัญชสูตรที่ ๑
มหาวรรคที่ ๒
อรรถกถาเวรัญชสูตรที่ ๑
มหาวรรคที่ ๒ เวรัญชสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พึงประกอบบทมีอาทิอย่างนี้ว่า อภิวาเทติ กับ น อักษร
ที่กล่าวไว้ในบทนี้ว่า น สมโณ โคตโม แล้วทราบโดยความอย่างนี้ว่า
พระสมณะโคดม ไม่ไหว้ ไม่ลุกขึ้นจากอาสนะ ทั้งไม่เชื้อเชิญ
ด้วยอาสนะอย่างนี้ว่า เชิญท่าน โปรดนั่งตรงนี้. ก็ วา ศัพท์ใน
คำว่า อภิวาเทติ วา เป็นต้น ลงในอรรถชื่อว่า วิภาวนะ ทำให้ชัด
เหมือน วา ศัพท์ในประโยคเป็นต้นว่า รูปํ นิจฺจํ ว่า อนิจฺจํ วา
รูปเที่ยง หรือว่า ไม่เที่ยง. เวรัญชพราหมณ์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว
พอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำการกราบตน เป็นต้น จึงกล่าวว่า
ตยิทํ โภ โคตม ตเถว ท่านพระโคดม ข้อนั้นเป็นจริงอย่างนั้น.
อธิบายว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าได้ยินมานั้น เป็นอย่างนั้นจริง. การได้ยิน
มาและการได้เห็นนั้นเข้ากันสมกัน โดยความหมาย ก็คือ เป็น
อย่างเดียวกัน. ก็ท่านพระโคดม ฯลฯ ย่อมไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ.
เวรัญชพราหมณ์กล่าวย้ำเรื่องที่ตนได้ฟังกับสิ่งที่เห็น จึงกล่าวติเตียน

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 340 (เล่ม 37)

ด้วยประการอย่างนั้น. บทว่า ตยิทํ โภ โคตม น สมฺปนฺนเมว
ความว่า การไม่กระทำอภิวาทเป็นต้นนั้น ไม่สมควรเลย.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้ทรงอาศัยโทษ คือการ
ยกตนข่มท่านแก่เวรัญชพราหมณะนั้น มีพระทัยเยือกเย็นกอร์ปด้วย
พระกรุณา ทรงประสงค์จะขจัดความไม่รู้นั้นแล้วทรงแสดงแต่ความ
ถูกต้อง จึงตรัสอาทิว่า นาหนฺตํ พฺราหฺมณ ดังนี้. ในพระดำรัส
นั้นมีความย่อดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนพราหมณ์ เราแม้ตรวจดูด้วย
จักษุ คือพระสัพพัญญุตญาณอันไม่ติดขัด ก็ยังมองไม่เห็นบุคคล
ในโลกนี้ อันต่างด้วยเทวโลกเป็นต้น ที่เราจะพึงกราบ ลุกรับ
หรือเชื้อเชิญด้วยอาสนะ. อีกอย่างหนึ่ง ข้อนี้ไม่น่าอัศจรรย์เลย
เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ยังมองไม่เห็นบุคคลผู้ควรแก่การ
นอบน้อมเห็นปานนี้ ในวันนี้นั้น อีกอย่างหนึ่งแล แม้ในกาลใด
เราเกิดในเดี๋ยวนั้น หันหน้าไปทางทิศอุดร เดินไป ๗ ย่างก้าว
แลดูหมื่นโลกธาตุทั้งสิ้น แม้ในกาลนั้น ในโลกนี้ต่างด้วยเทวโลก
เป็นต้น เราก็ยังมองไม่เห็นบุคคลผู้ที่เราจะพึงกระทำการนอบน้อม
เห็นปานนั้น. ครั้งนั้นแล แม้พระขีณาสพมหาพรหม ผู้มีอายุ
๑๖,๐๐๐ กัป ก็ประคองอัญชลีเกิดความโสมนัสยอมรับนับถือเราว่า
พระองค์เป็นมหาบุรุษในโลกพร้อมทั้งเทวโลก พระองค์เป็นผู้เลิศ
เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุดของโลกพร้อมทั้งเทวโลก
ไม่มีผู้ที่จะยิ่งใหญ่กว่าพระองค์. ก็แม้ในกาลนั้น เรามองไม่เห็น
ผู้คนยิ่งใหญ่กว่าเรา จึงเปล่งอาสภิวาจา วาจาอย่างองอาจว่า
เราเป็นผู้เลิศของโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดของโลก เราเป็นผู้

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 341 (เล่ม 37)

ประเสริฐที่สุดของโลก. เราแม้เกิดได้ครู่เดียวก็ยังไม่มีบุคคล
ที่ควรแก่การกราบไหว้อย่างนี้ บัดนี้ เรานั้นบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ
แล้ว จะพึงกราบใครเล่า เพราะฉะนั้น ท่านอย่าปรารถนาการ
นอบน้อมอย่างยิ่งเห็นปานนี้ จากตถาคตเลย ท่านพราหมณ์. เพราะ
ว่าเราตถาคตพึงกราบบุคคลใด ฯลฯ หรือเชื้อเชิญคนใดด้วยอาสนะ
แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็จะพึงขาดหลุดจากคอตกลง ณ พื้นดินทันที
เหมือนผลตาลหลุดจากขั้วที่ติดอยู่หย่อน ๆ เพราะแก่จัด หลุดขาด
จากขั้วตอนสิ้นคืน ฉะนั้น.
แม้เมื่อตรัสอย่างนี้แล้วพราหมณ์ก็ยังกำหนดไม่ได้ว่า พระ-
ตถาคตเป็นผู้เจริญทีสุดในโลก เพราะความด้วยปัญญา เมื่ออดทน
พระดำรัสนั้นอย่างเดียวไม่ได้ จึงกล่าวว่า ท่านพระโคดมผู้ไม่เป็นรส.
ได้ยินว่า พราหมณ์นั้น มีความมุ่งหมายดังนี้:- สามีจิกรรม คือ
การกราบ การลุกรับ และการทำอัญชลี ในโลกที่เขาเรียกว่า
สามัคคีรส ท่านพระโคดมไม่มีเลย เพราะฉะนั้น ท่านพระโคดม
จึงไม่มีรส คือไม่มีรสชาติ ไม่มีรสเป็นสภาวะ. ลำดับนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยตรง เพื่อ
ให้พราหมณ์นั้นเกิดจิตอ่อนโยน เมื่อจะทรงชี้แจงความหมายของ
คำนั้น โดยประการอื่นในพระองค์ จึงตรัสว่า อตฺถิ เขฺวส
พฺราหฺมณ ปริยาโย ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ เขฺวส ตัดบทเป็น อตฺถิ
โข เอส. บทว่า ปริยาโย ได้แก่ เหตุ. ท่านอธิบายว่า ดูก่อนพราหมณ์
มีเหตุอยู่ที่บุคคลเมื่อกล่าวถึงเราว่า ท่านพระโคดมไม่มีรสชาติ

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 342 (เล่ม 37)

ดังนี้ ชื่อว่าพึงกล่าวชอบ คือพึงนับว่ากล่าวความจริง ก็เหตุนั้น
เป็นไฉน ? ดูก่อนพราหมณ์ ความยินดีในรูป ฯลฯ ความยินดีใน
โผฏฐัพพะ. ตถาคตละได้แล้ว. มีอธิบายอย่างไร ? มีอธิบายว่า
ความยินดีในรูป ความยินดีในเสียง ความยินดีในกลิ่น ความยินดี
ในรส ความยินดีในโผฏฐัพพะ อันใด กล่าวคือความพอใจในกามสุข
ย่อมเกิดแก่พวกปุถุชน แม้ที่เขาสมมติกันว่าเป็นผู้ประเสริฐด้วย
ชาติกำเนิด หรือด้วยอุบัติ ผู้พอใจ เพลิดเพลิน กำหนัด
ในรูปารมณ์เป็นต้น รสเหล่าใด ย่อมดึงโลกนี้ไว้เหมือนผูกไว้ที่คอ
หรือเรียกว่าสามัคคีรส เพราะเกิดขึ้นด้วยความพร้อมเพรียงของ
วัตถุและอารมณ์เป็นต้น รสแม้ทั้งหมดนั้น ตถาคตละได้แล้ว. แม้
เมื่อควรจะตรัสว่า เราละเสียแล้ว ก็ไม่ทรงยกพระองค์ด้วยมมังการ
แสดงธรรมอีกอย่างหนึ่ง นั่นเป็นเทศนาวิลาสความเยื้องกลาย
แห่งเทศนาของพระตถาคต.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปหีนา แปลว่า ไปปราศ หรือขาด
จากจิตสันดาน. ก็ในอรรถนี้ พึงเป็นฉัฏฐีวิภัติ ใช้ในอรรถแห่ง
ตติยาวิภัติ. ชื่อว่ามีรากตัดขาดแล้ว เพราะรากล้วนแล้วด้วยตัณหา
และอวิชชาของรสเหล่านั้น อันตถาคตตัดขาดแล้วด้วยตัณหา
คือ อริยมรรค ชื่อว่ากระทำให้เหมือนวัตถุพื้นที่ตั้งของต้นตาล
เพราะกระทำให้เป็นวัตถุที่ตั้งของความยินดีในรูปเป็นต้น เหล่านั้น
เหมือนวัตถุพื้นที่ตั้งของต้นตาล. เหมือนอย่างว่า เมื่อถอนต้นตาล
พร้อมทั้งราก กระทำประเทศคือพื้นที่ตรงนั้นให้เป็นเพียงพื้นที่ตั้ง
ของต้นตาลนั้น ต้นตาลนั้นย่อมไม่ปรากฏว่าเกิดขึ้นอีก ฉันใด เมื่อ

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 343 (เล่ม 37)

ถอนความยินดีในรูป เป็นต้น พร้อมทั้งรากด้วยศาตราคืออริยมรรค
กระทำจิตสันดานให้เป็นเพียงวัตถุ เพราะความยินดีในรูปเป็นต้น
เหล่านั้นเคยเกิดขึ้นในกาลก่อน ความยินดีในรูปเป็นต้นเหล่านั้น
แม้ทั้งหมด จึงเรียกว่า ตาลวัตถุกตา กระทำให้เป็นดุจพื้นที่ตั้ง
ของต้นตาล ฉันนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ตาลวัตถุกตา เพราะ
กระทำให้เหมือนตาลยอดด้วน เพราะไม่งอกขึ้นเป็นธรรมดา
ก็เพราะเหตุที่ความยินดีในรูปเป็นต้น ถูกกระทำให้เป็นเหมือนพื้นที่
ตั้งของต้นตาลอย่างนี้ คือย่อมเป็นอันทำไม่ให้มีต่อไป เป็นอันถูกทำ
โดยประการที่ความยินดีในรูปเป็นต้น เหล่านั้นจะไม่มีในภายหลัง
ฉะนั้น จึงตรัสว่า อนภาวํกตา ทำไม่ให้มี. บทว่า อายตึ
อนุปฺปาทธมฺมา ได้แก่ มีอันไม่เกิดขึ้นในอนาคตเป็นสภาพ.
บทว่า โน จ โข ยํ ตฺวํ สนฺธาย วเทสิ ความว่า ท่านกล่าว
เหตุใดหมายถึงเรา เหตุนั้นย่อมไม่มี. ถามว่า เมื่อตรัสอย่างนี้
ย่อมเป็นอันทรงอนุญาตว่า สามัคคีรสที่พราหมณ์กล่าวนั้นมีอยู่
ในพระองค์ มิใช่หรือ ? ตอบว่า ไม่ใช่ทรงอนุญาต. เพราะผู้ใด
เป็นผู้ควรทำสามัคคีรสนั้นแล้วไม่กระทำ ผู้นั้นควรต้องถูกกล่าวว่า
เป็นผู้ไม่มีรสเป็นรูป เพราะไม่มีสามัคคีรสนั้น. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่ควรทีเดียวที่จะกระทำสามัคคีรสนั้น เพราะเหตุนั้น เมื่อจะทรง
ประกาศความไม่ควรในการทำสามัคคีรสนั้น จึงตรัสว่า โน จ
โข ยํ ตฺวํ สนฺธาย วเทสิ ดังนี้. อธิบายว่า ท่านกล่าวถึงเราว่า

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 344 (เล่ม 37)

ไม่มีรสเป็นรส หมายเอาเหตุใด เหตุนั้นไม่ควรกล่าวในเรา
ทั้งหลายเลย.
พราหมณ์ไม่อาจยกเอาความไม่มีรสชาติที่ตนประสงค์
ด้วยอาการอย่างนี้ จึงกล่าวปริยายอื่นต่อไปภายหลังว่า นิพฺโพโค ภวํ
เป็นต้น. ก็ในปริยายทั้งปวง พึงทราบลำดับการประกอบความ
โดยนัยดังกล่าวในเหตุนี้ แล้ว ทราบเนื้อความที่หมายกล่าวอย่างนี้:-
พราหมณ์สำคัญกรรมมีการกราบ เป็นต้น ซึ่งบุคคลผู้เจริญวัย
ทั้งหลายนั้นเท่านั้นว่า สามัคคีบริโภคในโลก และกล่าวหา พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า นิพโภคะไม่มีโภคะ เพราะไม่มีสามัคคีบริโภคนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า การบริโภคด้วยฉันทราคะในรูป
เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีในพระองค์จึงทรงอนุญาตปริยาย
อื่นอีก.
พราหมณ์เห็นการไม่กระทำกรรม คือความพระพฤติอัน
เป็นกุศลมีการกราบเป็นต้น ซึ่งคนผู้เจริญวัยในโลก ที่ชาวโลก
กระทำกัน จึงกล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกว่า เป็นอกิริยวาทะ
กล่าวการไม่ทำ. ก็แต่เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสการ
ไม่กระทำกายทุจริตเป็นต้น ฉะนั้น เมื่อทรงเห็นความเป็นผู้มีวาทะ
ว่าไม่เป็นอันทำนั้นในพระองค์ จึงทรงอนุญาตปริยายอื่นอีก. ใน
ข้อนั้น เว้นกายทุจริตเป็นต้นเสีย อกุศลธรรมที่เหลือพึงทราบว่า
อกุศลบาปธรรมมากอย่าง.
พราหมณ์ไม่เห็นกรรมมีการกราบเป็นต้น นั้นนั่นในพระผู้-
มีพระภาคเจ้าอีก สำคัญว่าแบบแผนโลก ประเพณีโลกอันนี้ จะ

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 345 (เล่ม 37)

ขาดสูญ เพราะอาศัยข้อนี้ จึงกล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
เป็นอุจเฉทวาทะ วาทะว่าขาดสูญ. แต่เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสการขาดสูญแห่งราคะอันเป็นไปในกามคุณ ๕ และโทสะ
อันสัมปยุตด้วยอกุศลจิตทั้งสอง ด้วยอนาคามิมรรค อนึ่ง ตรัส
ความขาดสูญแห่งโมหะอันเป็นแดนเกิดอกุศลทั้งปวง ด้วยอรหัตมรรค
ตรัสความขาดสูญแห่งอกุศลธรรมทั้งหมด เว้นกิเลส ๓ อย่างนั้น
ด้วยมรรคทั้ง ๔ ตามสมควร. ฉะนั้น เมื่อทรงเห็นวาทะว่าขาดสูญนั้น
มีในพระองค์ จึงทรงอนุญาตปริยายอื่นอีก.
พราหมณ์สำคัญว่า พระสมณโคดมชรอยจะเกลียดกรรม
คือความประพฤติอันดีมีการกราบ เป็นต้น ซึ่งคนผู้เจริญวัยนี้
ทีเดียว ด้วยเหตุนั้น จึงไม่กระทำการกราบไหว้เป็นต้นนั้น จึง
กล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกว่า เป็นเชดุจฉี ผู้มักเกลียด. แต่
เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเกลียดกายทุจริตเป็นต้น
คือทรงเกลียด ทรงละอายกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และ
การถึงพร้อม กิริยาที่ถึงพร้อม ความพร้อมเพรียงแห่งอกุศลบาป-
ธรรมมากอย่างแม้ทั้งหมด เหมือนบุรุษผู้รักสวยรักงามเกลียดคูถ
ฉะนั้น ชื่อทรงเห็นความเกลียดอันนั้นในพระองค์ จึงทรงอนุญาต
เหตุข้ออื่นอีก. ตติยาวิภัติว่า กายทุจฺจริเตน เป็นต้น ในพระบาลีนั้น
พึงทราบว่าใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัติ (แปลว่าซึ่งกายทุจริตเป็นต้น).
พราหมณ์ไม่เห็นกรรมมีการกราบเป็นต้น อันนั้นแหละ
ในพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก สำคัญว่า พระสมณโคดมนี้กำจัด คือ
ทำกรรมของผู้เจริญที่สุดในโลก ข้อนี้ให้เสียหายไป อีกอย่างหนึ่ง

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 346 (เล่ม 37)

เพราะเหตุที่ไม่ทรงทำสามีจิกรรมไม่นั้น ฉะนั้น พระสมณโคดมนี้
ควรกำจัด ควรข่มขี่ จึงกล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เวนยิกะ
ผู้มักกำจัด. ในข้อนั้นมีวจนัตถะ คือความหมายของคำดังต่อไปนี้:-
ชื่อว่าวินัย เพราะกำจัด อธิบายว่า ทำให้พินาศฉิบหาย. วินัย
นั่นแหละเป็นเวนยิกะ (คือความหมายเหมือนกัน). อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า เวนยิกะเพราะควรกำจัด อธิบายว่า ควรข่มขี่. แต่เพราะเหตุ
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อกำจัด เพื่อสงบระงับ
ราคะเป็นต้น ฉะนั้น จึงทรงเป็นนักกำจัด. ก็ในบทว่า เวนยิโก นี้
มีความหมายของบทดังต่อไปนี้:- ชื่อว่า เวนยิกะ เพราะทรง
แสดงธรรมเพื่อกำจัด. ก็ประพฤติของตัทธิต ( หลักไวยากรณ์ชนิด
หนึ่ง) มีนัยวิจิตรหลากหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั้น ทรงเห็น
ความเป็นนักกำจัด (กิเลส) อันนั้นในพระองค์ จึงทรงอนุญาต
ปริยายอื่นอีก.
เพราะเหตุที่โลกิยชน เมื่อกระทำสามีจิกรรม มีการกราบ
เป็นต้น ย่อมทำคนผู้เจริญวัยให้ยินดีร่าเริง แต่เมื่อไม่ทำ ย่อม
แผดเผา เบียดเบียน ทำความโทมนัสให้เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวัย
เหล่านั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงกระทำสามีจิกรรมเหล่านั้น
ฉะนั้น พราหมณ์จึงสำคัญว่า พระสมณโคดมนี้แผดเผาผู้เจริญวัย
หรือสำคัญว่าพระสมณโคดมนี้เป็นคนกำพร้า (ไร้ที่พึง) เพราะ
เว้นจากการประพฤติความดี จึงกล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก
ว่า เป็นตปัสสี คนเผาผลาญ. ในบทว่า ตปัสสี นั้น ความหมาย
ของบทมีดังนี้:- ชื่อว่า ตบะ เพราะแผดเผา. อธิบายว่า เบียดเบียน

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 347 (เล่ม 37)

บีบคั้น. คำว่าตบะนี้ เป็นชื่อของการทำสามีจิกรรม. ชื่อว่า
ตปัสสี เพราะมีตบะเครื่องเผาผลาญ. ในอรรถวิกัปที่ ๒ ไม่พิจารณา
พยัญชนะ (คือไม่คำนึงถึงตัวอักษร) เรียกคนกำพร้าในโลกว่า
ตปัสสี คนช่างเผาผลาญ. แต่เพราะทรงละเหล่าอกุศลธรรม
ทรงนับได้ว่า ตปัสสี ผู้มักเผาผลาญ เพราะทรงละเหล่าอกุศลธรรม
ที่เรียกชื่อว่า ตปนียะ เพราะแผดเผาชาวโลกเสียได้ ฉะนั้น
เมื่อทรงเห็นความเป็นผู้มักเผาผลาญข้อนั้นในพระองค์ จึงทรง
อนุญาตปริยายอื่นอีก. ในบทว่าตปัสสีนั้นมีความหมายของคำ
ดังต่อไปนี้:- อกุศลธรรมทั้งหลายชื่อว่า ตบะ เพราะแผดเผา
คำนี้เป็นชื่อของอกุศลธรรมทั้งหลาย. ชื่อว่าตปัสสี เพราะซัดไป
เหวี่ยงไป ละทิ้ง กำจัดตบะคืออกุศลธรรมเหล่านั้น.
พราหมณ์ยังสำคัญอยู่อีกว่า กรรมมีการกราบเป็นต้นนั้น
ย่อมเป็นไปเพื่อคัพภสมบัติในเทวโลก คือเพื่อได้เฉพาะการปฏิสนธิ
ในเทวโลก และเห็นว่าสามีจิกรรมมีการกราบเป็นต้นนั้น ไม่มีใน
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ไม่มีใน
ผู้ปราศจากครรภ์. อีกอย่างหนึ่ง แม้เมื่อจะแสดงโทษในการถือ
ปฏิสนธิในครรภ์มารดาของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอำนาจความ
โกรธ จึงกล่าวอย่างนั้น. ในบทว่า อปคัพภะ นั้น ความของบท
มีดังนี้:- ชื่อว่า อปคัพภะ เพราะปราศจากครรภ์ อธิบายว่า
ไม่ควรอุบัติในเทวโลก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อปคัพภะ เพราะมี
ครรภ์ที่เกิดเลว อธิบายว่า ชื่อว่ามีส่วนได้ครรภ์ที่เลวต่อไป เพราะ
ห่างไกลครรภ์ในเทวโลก. หรือว่าพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้มี

347