พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 328 (เล่ม 37)

และจีวร เหมือนของภิกษุที่ดีเหล่าอื่น ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลาย
ยังไม่เห็นอาบัติของเขา แต่เมื่อใดภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา
เมื่อนั้นภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้าย
สมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ ครั้นรู้จักอย่างนี้แล้ว
ย่อมนาสนะออกไปให้พ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า ภิกษุ
อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย.
พระการอยู่ร่วมกัน พึงรู้ได้ว่า ผู้นี้มี
ความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่ หัวดื้อ
ตีเสนอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด บางคนในท่าม
กลางประชุมชน พูดไพเราะ ดังพระสมณะ พูด
ปิดบังความชั่วที่ตนทำ มีความเห็นลามกไม่เอื้อ-
เฟื้อ พูดเลอะเลือน พูดเท็จ เธอทั้งหลายทราบ
บุคคลนั้นว่าเป็นอย่างไรแล้ว จงพร้อมใจกัน
ทั้งหมดขับบุคคลนั้นเสีย จงกำจัดบุคคลที่เป็นดัง
หยากเยื่อ จงถอนบุคคลที่เสียในออกเสีย แต่นั้น
จงนำคนแกลบ ผู้มิใช่สมณะแต่ยังนับว่าเป็น
สมณะออกเสีย เธอทั้งหลาย เมื่อต้องการอยู่รวม
กับคนดี และคนไม่ดี ครั้นกำจัดคนที่มีความ
ปรารถนาลามก มีอาจาระและโคจรลามกออก
แล้ว จงเป็นผู้มีสติ แต่นั้น เธอทั้งหลายเป็นผู้

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 329 (เล่ม 37)

พร้อมเพรียงกัน เป็นผู้มีปัญญารักษาตน จัก
กระทำที่สุดทุกข์ได้.
จบ กัรณฑวสูตรที่ ๑๐
อรรถกถากรัณฑวสูตรที่ ๑๐
กรัณฑวสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อญฺเญนา ฺญํ ปฏิจรติ ความว่า เอาเหตุหรือคำอื่นมา
กลบเกลื่อนเหตุหรือคำอื่น. บทว่า พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ ความว่า
ทำถ้อยคำที่แทรกเข้ามาอย่างอื่นให้ออกนอกทาง. บทว่า อปเนยฺโย
ได้แก่บุคคลนี้พึงนำออกไป. บทว่า สมณทูสี ได้แก่ ผู้ประทุษร้าย
สมณะ. บทว่า สมณปลาโป ความว่า ชื่อว่าเป็นสมณะแกลบใน
สมณะทั้งหลาย เพราะไม่มีแก่น เหมือนแกลบข้าวในข้าวทั้งหลาย.
บทว่า สมณกรณฺฑโว ได้แก่ สมณะหยากเยื่อ. บทว่า พหิทฺธา
นาเสนฺติ แปลว่า ขับออกไปภายนอก.
บทว่า ยวกรเณ ได้แก่ในนาข้าวเหนียว. บทว่า ผุสยมานสฺส ได้แก่
อันบุคคลยืนอยู่บนที่สูงแล้วสาดไปในที่มีลมแรง. บทว่า อปสมฺมชฺชนฺติ
ความว่า ปัดออกบ่อย ๆ เพื่อทำข้าวที่ดี ไว้ข้างหนึ่ง ข้าวที่ทราม

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 330 (เล่ม 37)

ไว้ข้างหนึ่ง คือ เอากะด้งหรือผ้าที่อุ้มลม คือเครื่องฝัดวีฝัดไป.
บทว่า ททฺทรํ ได้แก่ มีเสียงดัง.
บทว่า สํวาสาย แปลว่า เพราะอยู่ร่วมกัน. บทว่า วิชาเนถ
พึงรู้ได้. บทว่า สนฺตวาโจ แปลว่า มีวาจาอ่อนหลาน. บทว่า
ชนวติ แปลว่า ในท่านกลางชน. บทว่า รโห กโรติ กฏณํ๑ ความว่า
บาปกรรมเรียกว่า กัฏณะ คือ การทำ (ชั่ว) ได้แก่ เป็นผู้ปกปิด
การทำบาปกรรมนั้นในที่ลับ. บทว่า สํสปฺปี จ มุสาวาที ความว่า
เป็นผู้พูดมุสาเลอะเทอะ อธิบายว่า พูดเท็จเลอะเทอะ คือกลับกลอก.
ในสูตรนี้ ตรัสเฉพาะวัฏฏะอย่างเดียว ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ
ในคาถาทั้งหลายแล.
จบ อรรถกถากรัณฑวสูตรที่ ๑๐
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เมตตสูตร ๒. ปัญญาสูตร ๓. อัปปิยสูตรที่ ๑ ๔.อัปปิยสูตรที่ ๒
๕. โลกธรรมสูตร ๖. โลกวิปัตติสูตร ๗. เทวทัตตสูตร ๘. อตตรสูตร
๙. นันทสูตร ๑๐. กรัณฑวสูตรและอรรถกถา
จบ เมตตาวรรคที่ ๑
๑. บาลีว่า กรณํ

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 331 (เล่ม 37)

มหาวรรคที่ ๒
๑. เวรัญชสูตร
[๑๐๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดา
ที่นเฬรุยักษ์สิงสถิต ใกล้กรุงเวรัญชา ครั้งนั้น เวรัญชพราหมณ์
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ท่านพระ-
โคดม ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า พระสมณโคดมไม่ไหว้ไม่ลุกรับพวก
พราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่
เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ท่านพระโคดมข้อนี้เป็นเช่นนั้นจริง เพราะว่า
ท่านพระโคดมไม่ไหวไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ ได้แก่ ผู้เฒ่า ใหญ่
ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ข้อนี้
ไม่สมควรเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ในโลก พร้อม
ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
เทวดาและมนุษย์ เราไม่เล็งเห็นบุคคลที่เราควรไหว้ ควรลุกรับ
หรือควรเชื้อเชิญด้วยอาสนะ เพราะว่าตถาคตพึงไหว้ พึงลุกรับ
หรือพึงเชื้อเชิญบุคคลใดด้วยอาสนะ แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็จะ
พึงขาดตกไป

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 332 (เล่ม 37)

ว. ท่านพระโคดม ไม่เป็นรสชาติ.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม
ไม่เป็นรู้ชาติ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะรสในรูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเหล่านั้น ตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาด
แล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไป
เป็นธรรมดา นี้แลเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม ไม่
เป็นรสชาติ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว.
ว. ท่านพระโคดมเป็นคนไม่มีโภคะ.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาว่า พระสมณโคดม
เป็นคนไม่มีโภคะ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะโภคะ
คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเหล่านั้น ตถาคตละได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้
เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา นี้แลเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-
โคดมเป็นคนไม่มีโภคะ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่าน
มุ่งหมายกล่าว.
ว. ท่านพระโคดมเป็นคนกล่าวการไม่ทำ.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-
โคดมเป็นคนกล่าวการไม่ทำดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะ
เรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าวการ
ไม่ทำซึ่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหา
เราว่าพระสมณโคดมเป็นคนกล่าวการไม่ทำ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ
แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว.

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 333 (เล่ม 37)

ว. ท่านพระโคดมเป็นคนกล่าวความขาดสูญ.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะ
โคดมเป็นคนกล่าวความขาดสูญ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่
เพราะเรากล่าวความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าว
ความขาดสูญแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แลเหตุที่
เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม เป็นคนกล่าวความขาดสูญดังนี้
ชื่อว่ากล่าวชอบ ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว.
ว. ท่านพระโคดมเป็นคนช่างเกลียด.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-
โคดมเป็นคนช่างเกลียด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะ
เรากล่าวการเกลียดกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าว
การเกลียดความถึงพร้อมแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง
นี้แลเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนช่างเกลียด
ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว.
ว. ท่านพระโคดมเป็นคนกำจัด.
พ. ดูก่อนพราหมณ์. เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-
โคดมเป็นคนกำจัดดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะเราแสดง
ธรรมเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ แสดงธรรมเพื่อกำจัดธรรม
ที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แลเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระ-
สมณโคดมเป็นคนกำจัด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่
ท่านมุ่งหมายกล่าว.

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 334 (เล่ม 37)

ว. พระโคดมเป็นคนเผาผลาญ.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-
โคดมเป็นคนเผาผลาญ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะเรา
กล่าวธรรมที่เป็นอกุศล คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าเป็น
ธรรมควรเผาผลาญ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งควรเผาผลาญ
อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไห้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน
ทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็น
คนเผาผลาญ ก่อนพราหมณ์ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศลซึ่ง
เผาผลาญ ตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือน
ตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา นี้แล
เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนเผาผลาญ ดังนี้
ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว.
ว. ท่านพระโคดมเป็นคนไม่ผุดเกิด.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-
โคดมเป็นคนไม่ผุดเกิด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะ
การนอนในครรภ์ การเกิดภพใหม่ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดราก
ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีก
ต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้อื่นว่า เป็นคนไม่ผุดเกิด ดูก่อน
พราหมณ์ การนอนในครรภ์ การเกิดภพใหม่ ตถาคตละได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้
เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา นี้แลเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-
โคดมเป็นคนไม่ผุดเกิด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่าน

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 335 (เล่ม 37)

มุ่งหมายกล่าว ก่อนพราหมณ์ เปรียบเหมือนฟองไก่ ๘ ฟอง
๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ฟองไก่เหล่านั้น แม่ไก่กกดีแล้ว อบดีแล้ว
ฟักดีแล้ว บรรดาลูกไก่เหล่านั้น ลูกไก่ตัวใดทำลายกะเปาะฟอง
ด้วยเล็บเท้าหรือด้วยจะงอยปากออกมาได้โดยสวัสดีก่อนกว่าเขา
ลูกไก่ตัวนั้นควรเรียกว่ากระไร จะเรียกว่าพี่หรือน้อง.
ว. ท่านพระโคดม ควรเรียกว่าพี่ เพราะมันแก่กว่าเขา.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล บรรดาหมู่สัตว์
ผู้ตกอยู่ในอำนาจอวิชชา เกิดในฟอง อันกะเปาะฟองหุ้มห่อแล้ว
เราผู้เดียวเท่านั้นได้ทำลายกะเปาะฟอง คือ อวิชชา แล้วได้ตรัสรู้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก เราแลเป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐ
ที่สุดของโลก เพราะเราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ดำรงสติ
มั่นไม่ฟั่นเฟือน กายสงบไม่กระสับกระส่าย จิตดำรงมั่นเป็น
เอกัคคตา เรานั้นแล สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก
มีวิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เราบรรลุทุติยฌานมีความ
ผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มี
วิจาร เพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เรามี
อุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะ
ปีติสิ้นไป บรรลุตติฌานที่พระอริยทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้
ฌานนี้ เป็นผู้มีสติอยู่เป็นสุข เราบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่
มีสุข. เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขา
เป็นต้นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์
ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 336 (เล่ม 37)

ไม่หวั่นไหวอย่างแล้ว จึงโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เรานั้นย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง
สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติ
ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง
ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดวัฏฏกัปเป็นอันมาก
บ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัป
เป็นอันมากบ้าง ว่าในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น
มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ
มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดใหญ่
โน้น เราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น
เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้น
จุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เราย่อมระลึกชาติก่อนได้
เป็นอันมาก พร้อมทั้งอุเทศ พร้อมทั้งอาการ ด้วยประการฉะนี้
ดูก่อนพราหมณ์ วิชชาที่หนึ่งนี้แล เราได้บรรลุแล้วในปฐมยาม
แห่งราตรี อวิชชาเรากำจัดได้แล้ว วิชชาเกิดแก่เราแล้ว ความ
มืดเรากำจัดได้แล้ว แสงสว่างเกิดแก่เราแล้ว เหมือนที่เกิดแก่
บุคคลผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส ส่งจิตไปแล้วอยู่ ฉะนั้น
ความชำแรกออกครึ่งหนึ่งของเรานี้แล เป็นเหมือนการทำลาย
ออกจากกะเปาะฟองแห่งลูกไก่ ฉะนั้น.
เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส. อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว
อย่างนี้แล้ว จึงโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณเครื่องรู้จุติและอุปบัติของ

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 337 (เล่ม 37)

สัตว์ทั้งหลาย เรานั้นย่อมเล็งหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุปบัติ
เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วย
ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็น
ไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต
มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำ
ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ สัตว์เหล่านั้น เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต
วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ
ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ สัตว์เหล่านั้น เมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เราย่อมเล็งเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ
กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี
ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัด
ซึ่งหมู่สัตว์ซึ่งเป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนพราหมณ์
วิชชาที่สองนี้แล เราได้บรรลุแล้วในมัชฌิมยามแห่งราตรี อวิชชา
เรากำจัดได้แล้ววิชชาเกิดแก่เราแล้ว ความมืดเรากำจัดได้แล้ว
แสงสว่างเกิดแก่เราแล้ว เหมือนที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มี
ความเพียรเผากิเลส ส่งจิตไปแล้วอยู่ ฉะนั้นความชำแรกออก
ครั้งที่สองของเรานี้แล เป็นเหมือนการทำลายออกจากกระเปาะฟอง
แห่งลูกไก่ ฉะนั้น.
เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว
อย่างนี้แล้ว จึงโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ เรานั้นรู้ชัด

337