พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 308 (เล่ม 37)

๕. โลกธรรมสูตร
[๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้ ย่อม
หมุนไปตามโลก และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ
๘ ประการเป็นไฉน คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความ
เสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก และ
โบกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้.
ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ๑
ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา
๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ เป็นสภาพไม่เที่ยง
ไม่แน่นอน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่
ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ทราบธรรมเหล่านั้น
แล้ว พิจารณาเห็นว่ามีความแปรปรวนเป็น
ธรรมดา ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของ
ท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมย์
ท่านขจัดความยินดีและความยินร้ายเสียได้จนไม่
เหลือติดอยู่ อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอันปราศ-
จากธุลี ไม่มีความเศร้าโศก เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ
ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง.
จบ โลกธรรมสูตรที่ ๕

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 309 (เล่ม 37)

อรรถกถาโลกธรรมสูตรที่ ๕
ปฐมโลกธรรมสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- โลกธรรม
เพราะเป็นธรรมของโลก. ชื่อว่าคนผู้พ้นจากโลกธรรมเหล่านี้ไม่มี
แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ยังมี เพราะเหตุนั้นนั่นแล จึงตรัสว่า
โลกํ อนุปริวตฺตนฺติ ย่อมหมุนไปตามโลก. ความว่า ย่อมติดตามไป
ไม่ลดละ ได้แก่ ไม่กลับจากโลก. บทว่า โลโก จ อฏฺฐ โลกธมฺเม
อนุปริวตฺตติ ความว่า และโลกนี้ย่อมติดตาม ไม่ละโลกธรรมเหล่านี้
อธิบายว่าไม่กลับจากธรรมเหล่านั้น.
ในบทว่า ลาโภ อลาโภ พึงทราบว่า เมื่อลาภมาถึง ความ
ไม่มีลาภก็มาถึงเหมือนกัน. แม้ในโลกธรรมมี เสื่อมยศเป็นต้น
ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อเวกฺขติ วิปริณามธมฺเม ได้แก่ พิจารณา
อย่างนี้ว่า ธรรมเหล่านี้มีความแปรปรวนไม่เป็นธรรมดา. บทว่า
วิธูปิตา ได้แก่ ขจัดแล้ว คือ กำจัดแล้ว. บทว่า ปทญฺจ ญตฺวา ได้แก่
รู้บทคือ พระนิพพาน. บทว่า สมฺมปฺปชานาติ ภวสฺส ปราคู ความว่า
ครั้นรู้บทคือ พระนิพพานแล้วย่อมรู้โดยชอบถึงความที่ตนถึงฝั่ง
นั้นแล้ว ในสูตรนี้ ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ.
จบ อรรถกถาโลกธรรมสูตรที่ ๕

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 310 (เล่ม 37)

๖. โลกวิปัตติสูตร
[๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล
ย่อมหมุนไปตามโลก และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ
๘ ประการเป็นไฉน คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความ
เสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก และ
โลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ลาภก็ดี ความเสื่อมลาภก็ดี ยศก็ดี ความเสื่อมยศก็ดี นินทาก็ดี
สรรเสริญก็ดี สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่อริยสาวกผู้ได้สดับ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนี้
จะมีอะไรแปลกกัน มีอะไรผิดกัน มีอะไรเป็นข้อแตกต่างกัน
ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม
ของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นมูล มีพระผู้มี
พระภาคเจ้าเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึงอาศัย ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้
แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จักทรงจำไว้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น
เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 311 (เล่ม 37)

ทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด
ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า
ลาภนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ความเสื่อมลาภ... ยศ... ความเสื่อมยศ... นินทา... สรรเสริญ...
สุข... ทุกข์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด
ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า
ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แม้ลาภ
ย่อมครอบงำจิตของเขาได้ แม้ความเสื่อมลาภ... แม้ยศ... แม้ความ
เสื่อมยศ... แม้นินทา... แม้สรรเสริญ... แม้สุข... แม้ทุกข์ ย่อม
ครอบงำจิตของเขาได้ เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้าย
ในความเสื่อมลาภ ย่อมยินดียศที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ
ย่อมยินดีสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในนินทา ย่อมยินดี
สุขที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในทุกข์ เขาประกอบด้วยความยินดี
ยินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า
ลาภเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าลาภนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความ
แปรปรวนเป็นธรรมดา ความเสื่อมลาภ... ยศ... ความเสื่อมยศ...
นินทา... สรรเสริญ... สุข... ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้
สดับ อริยสาวกนั้นย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความจริงว่า
ทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความ

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 312 (เล่ม 37)

แปรปรวนเป็นธรรมดา แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ แม้
ความเสื่อมลาภ... แม้ยศ... แม้ความเสื่อมยศ... แม้นินทา... แม้
สรรเสริญ... แม้สุข... แม้ทุกข์ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้
ท่านย่อมไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมลาภ
ไม่ยินดียศที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมยศ ไม่ยินดีความ
สรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในนินทา ไม่ยินดีสุขที่เกิดขึ้น
แล้ว ไม่ยินร้ายในทุกข์ ท่านละความยินดียินร้ายได้แล้วเด็ดขาด
อย่างนี้ ย่อมพ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความแปลกกัน ผิดกัน แตกต่างกัน ระหว่าง
อริยสาวก ผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ.
ธรรมในหมู่เหล่านี้ คือ ลาภ ๑
ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา
๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ เป็นสภาพไม่เที่ยง
ไม่แน่นอน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่
ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ทราบธรรมเหล่านั้น
แล้ว พิจารณาเห็นว่า มีความแปรปรวนเป็น
ธรรมดา ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของ
ท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมย์
ท่านขจัดความยินดีและยินร้ายเสียได้จนไม่เหลือ
อยู่ อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอันปราศจาก

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 313 (เล่ม 37)

ธุลี ไม่มีความเศร้าโศกเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ย่อม
ทราบได้อย่างถูกต้อง.
จบ โลกวิปัตติสูตรที่ ๖
อรรถกถาโลกวิปัตติสูตรที่ ๖
ทุติยโลกธรรมสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า โก วิเสโส ได้แก่ อะไรเป็นเหตุพิเศษ. บทว่า โก
อธิปฺปายโส ได้แก่ อะไรเป็นความประกอบอันยิ่ง. บทว่า ปริยาทาย
ได้แก่ ยึดถือ คือตั้งล้อมรอบ แม้ในสูตรนี้ก็ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ.
จบ อรรถกถาโลกวิปัตติสูตรที่ ๖

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 314 (เล่ม 37)

๗. เทวทัตตสูตร
[๙๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขา
คิขฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์ เมื่อพระเทวทัตหลีกไปแล้วไม่นานนัก
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภถึงพระเทวทัต ตรัสกะ
ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นความดีแล้ว ที่ภิกษุ
พิจารณาความวิบัติของตนโดยกาลอันควร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เป็นความดีแล้ว ที่ภิกษุพิจารณาความวิบัติของผู้อื่นโดยกาลอันควร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นความดีแล้ว ที่ภิกษุพิจารณาถึงสมบัติ
ของตนโดยกาลอันควร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นความดีแล้ว
ที่ภิกษุพิจารณาถึงสมบัติของผู้อื่นโดยกาลอันควร ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พระเทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๘ ประการครอบงำย่ำยี
แล้ว ต้องไปบังเกิดในอบาย ในนรกออยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้อสัทธรรม
๘ ประการเป็นไฉน คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความ
เสื่อมยศ ๑ สักการะ ๑ ความเสื่อมสักการะ ๑ ความปรารถนา
ลามก ๑ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัต
มีจิตอันอสัทธรรม ๘ ประการนี้แลครอบงำย่ำยีแล้ว ต้องไปบังเกิด
ในอบาย ในนรกอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม้ได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นความดีแล้วที่ภิกษุควรครอบงำย่ำยี
ลาภที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นความดีแล้วที่ภิกษุควรครอบงำย่ำยีความ
เสื่อมลาภ... ยศ... ความเสื่อมยศ... สักการะ... ความเสื่อม
สักการะ... ความเป็นปรารถนาลามก... ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 315 (เล่ม 37)

ที่เกิดขึ้นแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์
อะไร จึงควรครอบงำย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ภิกษุอาศัยอำนาจ
ประโยชน์อะไร จึงควรครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้น
แล้ว เพราะว่าเมื่อภิกษุไม่ครอบงำย่ำยีลาภที่เกิดแล้ว อาสวะ
ที่ทำให้เกิดความคับแค้นเดือดร้อน พึงเกิดขึ้น เมื่อภิกษุครอบงำ
ย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นเดือดร้อน
เหล่านั้นย่อมไม่เกิด... เพราะว่าเมื่อภิกษุไม่ ครอบงำย่ำยีความ
เป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นเดือดร้อน
พึงเกิดขึ้น เมื่อภิกษุครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว
อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นเดือดร้อนเหล่านั้น ย่อมไม่เกิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงควรครอบงำ
ย่ำยีลาภที่เกิดข้นแล้ว... จึงควรครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
ที่เกิดขึ้นแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลาย
พึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักครอบงำย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว...
จักครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.
จบ เทวทัตตสูตรที่ ๗

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 316 (เล่ม 37)

อรรถกถาเทวทัตตสูตรที่ ๗
เทวทัตตสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อจิรปกฺกนฺเต ได้แก่ เมื่อพระเทวทัตทำลายสงฆ์แล้ว
ออกไปไม่นาน. บทว่า อารพฺภ ได้แก่ อาศัย เจาะจง มุ่งหมาย.
บทว่า อตฺตวิปตฺตึ ได้แก่ ความวิบัติ คือ อาการอันวิบัติของตน.
แม้ในบทที่เหลือ ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อภิภุยฺย ได้แก่ ครอบงำ
ย่ำยี.
จบ อรรถกถาเทวทัตตสูตรที่ ๗

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 317 (เล่ม 37)

๘. อุตตรสูตร
[๙๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระอุตตรอยู่ที่วิหารชื่อว่า วัฏฏชาลิกา
ใกล้ภูเขาสังเขยยกะ ณ มหิสพัสดุชนบท ณ ที่นั้นแล ท่านพระ-
อุตตระกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เป็น
ความดีแล้ว ที่ภิกษุพิจารณาเห็นความวิบัติของตนโดยกาลอันควร
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เป็นความดีแล้ว ที่ภิกษุพิจารณาเห็นความ
วิบัติของคนอื่นโดยกาลอันควร ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เป็น
ความดีแล้ว ที่ภิกษุพิจารณาเห็นสมบัติของตนโดยกาลอันควร
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เป็นความดีแล้วที่ภิกษุพิจารณาเห็น
สมบัติของผู้อื่นโดยกาลอันควร.
ก็สมัยนั้นแล ท้าวเวสสวัณมหาราชออกจากทิศเหนือผ่านไป
ทางทิศใต้ ด้วยกรณียกิจบางอย่าง ได้สดับคำที่ท่านพระอุตตระ
แสดงธรรมแก่ ภิกษุทั้งหลาย ในวัฏฏชาลิกาวิหาร ใกล้ภูเขา
สังเขยยกะ ณ มหิสพสดุชนบท ไม่ปรากฏในเทวดาชั้นดาวดึงส์
เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด
ฉะนั้น แล้วเข้าไปเฝ้าท้าวสักกะจอมเทพถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว
จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์โปรดทรงทราบว่า ท่านพระอุตตระ
นี้ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุในวัฏฏะชาลิกาวิหารอย่างนี้... ลำดับนั้น
ท้าวสักกะจอมเทพ ได้ทรงหายจากเทวดาชั้นดาวดึงส์ ไปปรากฏ
ต่อหน้าท่านพระอุตตระ ในวัฏฏชาลิวิหาร ใกล้ภูเขาสังเขยยกะ
ณ มหิสพัสดุชนบท เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้

317