พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 288 (เล่ม 37)

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่า
ไม่เที่ยง... ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดสาย บุคคลนั้นเป็นอุปหัจจ-
ปรินิพพายี เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นี้เป็นบุคคลที่ ๔
เป็นผู้ควรของคำนับ....
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่า
ไม่เที่ยง.... ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดสาย บุคคลนั้นเป็นอสังขาร
ปรินิพพายี เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นี้เป็นบุคคลที่ ๕
เป็นผู้ควรของคำนับ....
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่า
ไม่เที่ยง... ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดสาย บุคคลนั้นเป็นสสังขาร-
ปรินิพพายี เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นี้เป็นบุคคลที่ ๖
เป็นผู้ควรของคำนับ....
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่า
ไม่เที่ยง... ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดสาย บุคคลนั้นเป็นอุทธังโสโต
อกนิฏฐคามี เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นี้เป็นบุคคลที่ ๗
เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ
เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี
เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
[๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควร
ของคำนับ... ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวกเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่าเป็นทุกข์ในจักษุ...

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 289 (เล่ม 37)

พิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตาในจักษุ... พิจารณาเห็นความสิ้นไป
ในจักษุ ... พิจารณาเห็นความเสื่อมไปในจัก ... พิจารณาเห็น
ความคลายไปในจักษุ ... พิจารณาเป็นความดับในจักษุ ... พิจารณา
เห็นความสละคืนในจักษุ ... พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง พิจารณา
เป็นว่าเป็นทุกข์ พิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตา ... พิจารณาเห็น
ความสิ้นไป... พิจารณาเห็นความเสื่อมไป... พิจารณาเห็นความ
คลายไป พิจารณาเห็นความดับ... พิจารณาเห็นความสละคืน
ความคลายไป พิจารณาเห็นความดับ... พิจารณาเห็นความสละคืน
ในหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
ในจักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ในจักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส
ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส ในจักขุสัมผัสสชาเวทนา
โสตสัมผัสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชา-
เวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสชาเวทนา ในรูปสัญญา
สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา
ในรูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา
โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา ในรูปตัณหา สัททตัณหา
คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ในรูปวิตก
สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก ในรูปวิจาร
สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร
ในรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 290 (เล่ม 37)

[๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการ อันภิกษุ
พึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ ๗ ประการเป็นไฉน คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้
อันภิกษุพึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ.
[๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการ ภิกษุพึง
เจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ ๗ ประการเป็นไฉน คือ อนิจจสัญญา ๑
อนัตตสัญญา ๑ อสุภสัญญา ๑ สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ๑
วิราคสัญญา ๑ นิโรธสัญญา ๑ ทุกเขอนัตตสัญญา ๑ ดูก่อน
ประการนี้ ภิกษุพึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ.
[๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการ ภิกษุพึง
เจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ ๗ ประการเป็นไฉน คือ อสุภสัญญา ๑ มรณ-
สัญญา ๑ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ๑
อนิจจสัญญา ๑ อนิจเจทุกขสัญญา ๑ ทุกเขอนัตตสัญญา ๑ ก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ภิกษุพึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ.
[๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ภิกษุพึง
เจริญเพื่อกำหนดราคะ ฯลฯ เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ เพื่อ
ความสิ้นไป เพื่อความเสื่อมไป เพื่อความคลายไป เพื่อความดับ
เพื่อสละ เพื่อสละคืนราคะ ธรรม ๗ ประการ อันภิกษุพึงเจริญ
เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ เพื่อความ
สิ้นไป เพื่อความเสื่อมไป เพื่อความคลายไป เพื่อความดับ เพื่อสละ
เพื่อสละคืนโทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา
มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 291 (เล่ม 37)

ปมาทะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ อันภิกษุพึง
เจริญ เพื่อรู้ยิ่ง... เพื่อสละคืนโทสสะ....
จบ สัตตกนิบาต
อรรถกถาพระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรค
ต่อจากนี้ อีก ๗ สูตร มีอรรถง่ายทั้งนั้น. เพราะในพระสูตร
นี้ สูตรไรๆ ชื่อว่ามีนัยที่ไม่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังไม่มีเลย ดังนี้แล.
จบ อรรถกถาสัตตกนิบาต
มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย
รวมปัณณาสก์ในสัตตกนิบาตินี้
๑. ปฐมปัณณาสก์
๒. วรรคที่ไม่สงเคราะห์ในปัณณาสก์
๓. พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรค

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 292 (เล่ม 37)

อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาติ
ปัณณาสก์
เมตตาวรรคที่ ๑
๑. เมตตสูตร
[๙๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร-
เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี
สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ
อันบุคคลเสพแล้วโดยเอื้อเฟื้อ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว กระทำ
ให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง หมั่นเจริญเนือง ๆ สั่งสมไว้
โดยรอบ ปรารภด้วยดี พึงหวังได้อานิสงส์ ๘ ประการ ประการ
เป็นไฉน คือหลับก็เป็นสุข ๑ ตื่นก็เป็นสุข ๑ ไม่ฝันเห็นสิ่งลามก ๑
เป็นที่รักของมนุษย์ ๑ เป็นที่รักของอมนุษย์ ๑ เทวดาย่อมรักษา ๑
ไฟ ยาพิษ หรือศาตราไม่กล้ำกลายผู้นั้น ๑ เมื่อแทงตลอดคุณธรรม
ที่สูงขึ้นไปยังไม่ได้ ย่อมไปบังเกิดในพรหมโลก ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเสพแล้วโดยเอื้อเฟื้อ เจริญ
แล้ว ทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง หมั่น
เจริญเนือง ๆ สั่งสมไว้โดยรอบ ปรารภด้วยดี พึงหวังได้อานิสงส์
๘ ประการนี้.

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 293 (เล่ม 37)

ก็ผู้ใดมีสติมั่นคง เจริญเมตตาอันหา
ประมาณมิได้ สังโยชน์ของผู้นั้น ผู้เห็นธรรมเป็น
ที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส ย่อมเบาบาง หากว่าเขา
ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายสัตว์แม้สักตัวเดียว เจริญ
เมตตาจิตอยู่ เพราะเจริญเมตตาจิตนั้น ย่อมเป็น
กุศล เขามีใจอนุเคราะห์หมู่สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้
ประเสริฐ กระทำบุญมาก พระราชาผู้ประกอบ
ด้วยธรรมเช่นกับฤาษี ชนะแผ่นดินอันประกอบ
ด้วยหมู่สัตว์ เจริญรอยตามกัน บูชายัญเหล่านี้
คือ สัสสเมธ ความทรงพระราชาในการบำรุง
พืชพันธุ์ธัญญาหาร ปุริสเมธ ทรงพระปรีชาใน
การเกลี้ยกล่อมประชาชน สัมมาปาสะ มีพระ
อัธยาศัยดุจบ่วงคล้องน้ำใจประชาชน วาชเปยยะ
มีพระวาจาเป็นที่ดูดดื่มน้ำใจคน ซึ่งมีผลคือทำให้
นครไม่ต้องมีลิ่มกลอน มหายัญเหล่านั้นทั้งหมด
ยังไม่เทียบเท่าส่วนที่ ๑๖ แห่งเมตตาจิตที่บุคคล
เจริญดีแล้ว ดุจกลุ่มดวงดาวทั้งหมด ไม่เทียบเท่า
แสงจันทร์ ฉะนั้น ผู้ใดมีเมตตาจิตในสรรพสัตว์
ไม่ฆ่า (สัตว์) เอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ชนะเอง
ไม่ใช่ให้ผู้อื่นชนะ ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับใคร ๆ.
จบ เมตตาสูตรที่ ๑

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 294 (เล่ม 37)

มโนรถปูรณี
อรรถกถาอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต
เมตตาวรรคที่ ๑
อรรถกถาเมตตาสูตรที่ ๑
อัฏฐกนิบาต สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อาเสวิตาย แปลว่า เสพโดยเอื้อเฟื้อ. บทว่า ภาวิตาย
แปลว่า เจริญแล้ว. บทว่า พหุลีกตาย แปลว่า กระทำบ่อย ๆ.
บทว่า ยานีกตาย แปลว่า กระทำให้เป็นดุจยานอันเทียมแล้ว
(ด้วยม้า). บทว่า วตฺถุกตาย แปลว่า กระทำให้เป็นดุจวัตถุที่ตั้ง
เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งไว้. บทว่า อนุฏฺฐิตาย แปลว่า เข้าไปตั้ง
ไว้เฉพาะ. (คือปรากฏ). บทว่า ปริจิตาย แปลว่า สั่งสมไว้คือ
เข้าไปสั่งสมไว้โดยรอบ. บทว่า สุสมารทฺธาย แปลว่า เริ่มไว้ดีแล้ว
คือกระทำไว้ดีแล้ว. บทว่า อานิสํสา ได้แก่ คุณความดี. คำที่จะ
พึงกล่าวในบทว่า สุขํ สุปติ ดังนี้เป็นต้น ข้าพเจ้าจักกล่าวใน
เอกาทสกนิบาตข้างหน้า.
บทว่า อปฺปมาณํ คือไม่มีประมาณโดยการแผ่ไป. บทว่า
ตนู สํโยชนา โหนฺติ ปสฺสโต อุปธิกฺขยํ ความว่า สังโยชน์ ๑๐
อันผู้บรรลุพระอรหัตกล่าวคือ ธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิกิเลสโดยลำดับ
ละได้วด้วยวิปัสสนามีเมตตาเป็นปทัฏฐาน (คือเหตุใกล้ที่สุด). อีก
อย่างหนึ่ง บทว่า ตนู สํโยชนา โหนฺติ ความว่า ปฏิฆะ และสังโยชน์

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 295 (เล่ม 37)

อันสัมปยุตด้วยปฏิฆะ. เป็นกิเลสที่เบาบาง. บทว่า ปสฺสโต อปธกฺขยํ
ความว่า ผู้เห็นอยู่ซึ่งพระอรหัต กล่าวคือ ธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิกิเลส
เหล่านั้นแหละด้วยอำนาจบรรลุ. บทว่า กุสลํ เตน โหติ แปลว่า
ย่อมเป็นกุศลด้วยการเจริญเมตตานั้น. บทว่า สตฺตสณฺฑํ ความว่า
ประกอบด้วยชัฏคือหมู่สัตว์ อธิบายว่า เต็มด้วยหมู่สัตว์. บทว่า
ชินิตฺวา ได้แก่ ชนะโดยไม่ใช้อาญา ไม่ใช้สาตรา ใช้ธรรมอย่าง
เดียว. บทว่า ราชิสฺสโย ได้แก่ พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรมเสมือน
พระฤาษี. บทว่า ยชมานา ได้แก่ ให้ทานทั้งหลาย. บทว่า อนุ-
จริยคา แปลว่า เที่ยวไปแล้ว.
ในบทว่า สสฺสเมธํ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- ได้ยินว่า
ครั้งพระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรมแต่โบราณ มีสัคหวัตถุ ๔ ที่พระ
ราชาทั้งหลายทรงสงเคราะห์โลก คือ สัสสเมธะ ปรุสเมธะ สัมมา-
ปาสะ วาชเปยยะ.
ในสังคหวัตถุ ๔ ประการนั้น การถือเอาส่วนที่ ๑๐ จาก
ข้าวกล้าที่เผล็ดผลแล้ว ชื่อว่า สัสสเมธะ อธิบายว่า ความเป็น
ผู้ฉลาดในการทะนุบำรุงข้าวกล้า. การเพิ่มให้อาหารและค่าจ้าง
เพียงพอใช้ไป ๖ เดือน แก่นักรบใหญ่ทั้งหลาย ชื่อว่า ปุริสเมธะ
อธิบายว่า ความเป็นผู้ฉลาดในการยึดเหนี่ยว (น้ำใจ) คน. การจด
จำนวนคนจนเป็นรายตัว แล้วให้ทรัพย์ประมาณหนึ่งสองพัน
โดยไม่เอาดอกเบี้ยตลอด ๓ ปี ชื่อว่า สัมมาปาสะ ก็การกระทำ
เช่นนั้นย่อมคล้องคนทั้งหลายไว้ได้ดี คือ ตั้งอยู่เหมือนผูกหัวใจไว้
เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า สัมมาปาสะ. การกล่าววาจาอ่อนหวาน

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 296 (เล่ม 37)

โดยนัยเป็นต้นว่า พ่อ, ลุง ชื่อว่า วาชเปยยะ อธิบายว่า ปิยาวาจา
มีวาจาน่ารัก. รัฐที่สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการอย่างนี้
ย่อมเป็นรัฐที่เจริญ มั่งคั่ง มีข้าวน้ำสมบูรณ์ ปลอดโปร่ง ปราศจาก
โจรผู้ร้าย. มนุษย์ทั้งหลายรื่นเริงให้ลูกรำอยู่บนอก ไม่ต้องปิด
ประตูบ้านอยู่. นี้เรียกว่า นิรัคคฬะ เพราะไม่ต้องลงสลักที่ประตู
เรือน. นี้เป็นประเพณีโบราณ.
ก็แหละในกาลต่อมา ในสมัยพระเจ้าโอกกากราช พวก
พราหมณ์เปลี่ยนแปลงสังคหวัตถุ ๔ ประการนี้ และสมบัติของรัฐ
อันนี้เสีย กระทำให้ผิดจากของเดิม ทั้งเป็นยัญทั้ง ๕ มี อัสสเมธะ
เป็นต้น. ในยัญ ๕ ประการนั้น ยัญที่ชื่อว่า อัสสเมธะ เพราะฆ่าม้า
ในยัญนั้น. คำว่าอัสสเมธะนั้นเป็นชื่อของยัญที่พึงบูชาด้วยยัญ
อันเป็นบริวาร ๒ อย่าง มี เสายัญ ๒๑ เสา มีการเบียดเบียนเพราะ
การฆ่าปศุสัตว์ ๕๙๗ ตัว เฉพาะในวันสุดท้ายวันเดียว มีสมบัติ
ทั้งปวงไม่เหลือ เว้นที่ดินและคนเป็นทักษิณา. ยัญชื่อว่า ปุริสเมธะ
เพราะฆ่าคนในยัญนั้น. คำว่าปุริสเมธะนั้น เป็นชื่อของยัญที่จะ
บูชาด้วยยัญอันเป็นบริวาร ๔ อย่าง มีสมบัตเหมือนดังกล่าวใน
อัสสเมธะพร้อมด้วยที่ดินเป็นทักษิณ. ยัญชื่อว่า สัมมาปาสะ เพราะ
มีการสอดสลักไม้ในยัญนั้น. คำว่าสัมมาปาสะนี้ เป็นชื่อของ
สัตรยาคบูชา (การบูชายัญที่มีเสายัญและทำหลายวัน ) ที่ใส่สลัก
คือ ท่านไม้ที่สอดเข้าไปในช่องแอกทุก ๆ วัน แล้วทำภูมิที่บูชา
ณ โอกาสที่ไม้สลักนั้นตก แล้วเดินถอยหลังไปตั้งแต่โอกาสที่ ที่
(พระราชาในครั้งก่อน) ดำลงในแม่น้ำสรัสวดี บูชาด้วยเสายัญ

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 297 (เล่ม 37)

เป็นต้นที่เคลื่อนที่ได้ (ด้วยพาหนะ). ชื่อว่า วาชเปยยะ เพราะ
ดื่มวาชะ (คือเนยใส และน้ำผึ้งเสก) ในยัญนั้น. คำว่า วาชเปยยะนี้
เป็นชื่อของยัญที่ต้องบูชาด้วยปศุสัตว์ ๑๗ ตัว ด้วยยัญบริวาร
อย่างหนึ่ง มีเสายัญเป็นไม้มะตูม อันให้ของที่ประกอบด้วยของ
๑๗ อย่าง เป็นทักษิณา. ชื่อว่า นิรัคคฬะ เพราะไม่มีลิ่มสลัก
ในยัญนั้น คำว่า นิรัคคฬะนี้ เป็นชื่อของอัสสเมธะอีกชื่อหนึ่ง ซึ่ง
มีชื่อโดยอ้อมว่า สัพพเมธะ ซึ่งต้องบูชาด้วยยัญบริวาร ๙ อย่าง
ให้สมบัติดังกล่าวในอัสสเมธะ พร้อมด้วยที่ดินและคนเป็นทักษิณา.
บทว่า กลมฺปิ เต นานุภวนฺติ โสฬฺสึ ความว่า ด้วยว่า
มหายัญทั้งหมดนั้น มีค่าไม่ถึงส่วนที่ ๑๖ อธิบายว่าไม่ถึงส่วนที่ ๑๖
เพราะเมตตาจิตดวงเดียวมีวิบากคือ ผลมาก.
บทว่า น ชินาติ ได้แก่ ไม่ทำความเสื่อมแก่ผู้อื่นด้วยตนเอง.
บทว่า น ชาปเย ได้แก่ ไม่ใช้ผู้อื่นทำความเสื่อมแก่ผู้อื่น. บทว่า
เมตฺสโส ได้แก่ เป็นผู้มีส่วนแห่งสมาธิจิตที่สัมปยุตด้วยเมตตา.
บทว่า สพฺพภูตานํ ได้แก่ ในสรรพสัตว์ทั้งหลาย. บทว่า เวรํ ตสฺส
น เกนจิ ความว่า เขาย่อมไม่มีอกุศลเวร หรือบุคคลเวรกับใคร ๆ.
จบ อรรถกถาเมตตาสูตรที่ ๑

297