พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 238 (เล่ม 37)

เป็นกาลัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู
กาลัญญู ด้วยประการฉะนี้.
ก็ภิกษุเป็นปริสัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
รู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์ นี้บริษัทคฤหบดี นี้บริษัทสมณะ
ในบริษัทนั้น เราพึงเข้าไปหาอย่างนี้ พึงยืนอย่างนี้ พึงทำอย่างนี้
พึงนิ่งอย่างนี้ หากภิกษุไม่รู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์... พึง
นิ่งอย่างนี้ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นปริสัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จัก
บริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์... พึงนิ่งอย่างนี้ ฉะนั้น เราเรียกว่า
เป็นปริสัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู
กาลัญญู ปริสัญญู ด้วยประการฉะนี้.
ก็ภิกษุเป็นบุคคลปโรปรัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้รู้จักบุคคลโดยส่วน ๒ คือ บุคคล ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่ง
ต้องการเห็นพระอริยะ พวกหนึ่งไม่ต้องการเห็นพระอริยะ บุคคล
ที่ไม่ต้องการเห็นพระอริยะ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคล
ที่ต้องการเห็นพระอริยะ พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ
บุคคลที่ต้องการเห็นพระอริยะก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งต้องการ
จะฟังสัทธรรม พวกหนึ่งไม่ต้องการฟังสัทธรรม บุคคลที่ไม่ต้อง
การฟังสัทธรรม พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่ต้องการ
ฟังสัทธรรม พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่
ต้องการฟังสัทธรรมก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งตั้งใจฟังธรรม
พวกหนึ่งไม่ตั้งใจฟังธรรม บุคคลที่ไม่ตั้งใจฟังธรรม พึงถูกติเตียน

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 239 (เล่ม 37)

ด้วยเหตุนั้น บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรม พึงได้รับความสรรเสริญ
ด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรมก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่ง
ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้ พวกหนึ่งฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ บุคคล
ที่ฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคล
ที่ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ
บุคคลที่ฟ้งแล้วทรงจำธรรมไว้ก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งพิจารณา
เนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พวกหนึ่งไม่พิจารณาเนื้อความ
แห่งธรรมที่ทรงจำไว้ บุคคลที่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่
ทรงจำไว้ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่พิจารณาเนื้อความ
แห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ
บุคคลที่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ก็มี ๒ จำพวก
คือ พวกหนึ่งรู้อรรถรู้ธรรมแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
พวกหนึ่งหารู้อรรถรู้ธรรม แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่
บุคคลที่หารู้อรรถรู้ธรรมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ พึง
ถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรม
สมควรแก่ธรรม พึงได้รับความสรรเสริญ ด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคล
ที่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ก็มี ๒ จำพวก
คือ พวกหนึ่งปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์
ของผู้อื่น พวกหนึ่งปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์
ผู้อื่น บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์
ผู้อื่น พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์
ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 240 (เล่ม 37)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รู้จักบุคคลโดยส่วน ๒ ฉะนี้แล
ภิกษุเป็นบุคคลปโรปรัญญู อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ
เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
จบ ธัมมัญญูสูตรที่ ๔
อรรถกถาธัมมัญญูสูตรที่ ๔
ธัมมัญญูสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า กาลํ ชานาติ ความว่า ย่อมรู้จักกาลอันควรที่มาถึงแล้ว
บทว่า อยํ กาโล อุทฺเทสสฺส ความว่า นี้เป็นเวลาเรียนพระพุทธ
วจนะ. บทว่า ปริปุจฺฉาย ความว่า เป็นเวลาสงบถามถึงสิ่งที่เป็น
ประโยชน์และไม่เป็นปรโยชน์ เหตุและมิใช่เหตุ. บทว่า โยคสฺส
ความว่า เพื่อใส่กิจกรรมในการประกอบความเพียร. บทว่า ปฏิสลฺ-
ลานสฺส ความว่า เพื่อหลีกเร้นอยู่ เพื่ออยู่ผู้เดียว. บทว่า ธมฺมานุธมฺม-
ปฏิปนฺโน ความว่า เป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้น อันเป็น
ธรรมสมควร แก่โลกุตตรธรรม ๙. คำว่า อวํ โข ภิกฺขุ ปุคฺคล-
ปโรปรญฺญู โหติ ความว่า ภิกษุย่อมเป็นผู้สามารถรู้จักความยิ่ง
และหย่อน คือความกล้าแข็งและอ่อนแอของบุคคลทั้งหลาย ด้วย
ประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาธัมมัญญูสูตรที่ ๔

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 241 (เล่ม 37)

๕. ปาริฉัตตกสูตร
[๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกณ์แห่ง
เทวดาชั้นดาวดึงส์มีในเหลือง สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์พากัน
ดีใจว่า เวลานี้ต้นปาริฉัตตกพฤกษ์ใบเหลือง ไม่นานเท่าไรก็จัก
ผลัดใบใหม่ สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ผลัด
ใบใหม่ สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ต้นปาริ-
ฉัตตกพฤกษ์ กำลังผลัดใบใหม่ ไม่นานเท่าไรก็จักผลิดอกออกใบ
สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ผลิดอกออกใบแล้ว
สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ปาริฉัตตกพฤกษ์
ผลิดอกออกใบแล้ว ไม่นานเท่าไร ก็จักเป็นดอกเป็นใบ สมัยใด
ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกเป็นใบแล้ว สมัยนั้น
เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ปาริฉัตตกพฤกษ์เป็นดอก
เป็นใบแล้ว ไม่นานเท่าไรก็จักเป็นดอกตูม สมัยใดปาริฉัตตกพฤกษ์
ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกตูมแล้ว สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์
พากันดีใจว่า เวลานี้ ปาริฉัตตกพฤกษ์ออกดอกตูมแล้ว ไม่นาน
เท่าไร จักเริ่มแย้ม สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์เริ่มแย้มแล้ว สมัยนั้น
เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ ปาริฉัตตกพฤกษ์เริ่มแย้ม
แล้ว ไม่นานเท่าไรก็จักบานเต็มที่ สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ของ
เทวดาชั้นดาวดึงส์บานเต็มที่แล้ว สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์พากัน
ดีใจ เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ บำรุงบำเรออยู่ตลอดระยะ
๕ เดือนทิพย์ ณ ควงแห่งไม้ปาริฉัตตกพฤกษ์ ก็เมื่อปาริฉัตตกพฤกษ์

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 242 (เล่ม 37)

บานเต็มที่แล้ว แผ่รัศมีไปได้ ๕๐ โยชน์ ในบริเวณรอบ ๆ จะส่ง
กลิ่นไปได้ ๑๐๐ โยชน์ตามลม อานุภาพของปาริฉัตตกพฤกษ์
มีดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล สมัยใด อริยสาวก
คิดจะออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือน
ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์มีใบเหลือง สมัยใด อริย-
สาวกปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็น
บรรพชิต สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์ของ
เทวดาชั้นดาวดึงส์ผลัดใบใหม่ สมัยใด อริยสาวกสงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุข
เกิดแต่วิเวกอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์
ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ผลิดอกออกใบ สมัยใด อริยสาวกบรรลุ
ทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปิติและสุขเกิดแต่
สมาธิอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์ของ
เทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกเป็นใบ สมัยใด อริยสาวกมีอุเบกขา
มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุ
ตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้
มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริ-
ฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกตูม สมัยใด อริยสาวก
บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับ
โสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสูทธิ์อยู่
สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้น

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 243 (เล่ม 37)

ดาวดึงส์เริ่มแย้ม สมัยใด อริยสาวก ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญา-
วิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญา
อันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือน
ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์บานเต็มที่ สมัยนั้น ภุมม-
เทวดาย่อมประกาศให้ได้ยินดีว่า ท่านรูปนี้ มีชื่ออย่างนี้ เป็นสัทธิ-
วิหาริกของท่านชื่อนี้ ออกจากบ้านหรือนิคมชื่อโน้น บวชเป็น
บรรพชิต กระทำให้แจ้งซึ้งเจโตวิมุติ ปัญญวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน
เข้าถึงอยู่ เทวดาชั้นจาตุมหาราช ฟังเสียงแห่งภุมมเทวดา...
เทวดาชั้นดาวดึงส์... เทวดาชั้นดาวดึงส์... เทวดาชั้นดุสิต... เทวดา
ชั้นนิมมานรดี... เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี... เทวดาชั้นพรหม
ฟังเสียงแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดีแล้ว ย่อมประกาศให้ได้ยินว่า
ทานรูปนี้ มีชื่ออย่างนี้ เป็นสัทธิวิหาริกของท่านผู้นี้ ออกจากบ้าน
หรือนิคมชื่อโน้น บวชเป็นบรรพชิต กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ
ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วย
ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ โดยเหตุนี้ เสียงก็ระบือไป
ตลอดพรหมโลกชั่วขณะนั้น ชั่วครู่นั้น อนุภาพของพระขีณาสพ
เป็นดังนี้.
จบ ปาริฉัตตกสูตรที่ ๔

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 244 (เล่ม 37)

อรรถกถาปาริฉัตตกสูตรที่ ๕
ปาริฉัตตกสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปณฺฑุปลาโส ได้แก่ใบไม้แก่ที่หล่น. บทว่า ชาลกชาโต
ได้แก่มีปุ่มใบและดอกเกิดพร้อมกัน ด้วยว่า ปุ่มใบและปุ่มดอก
ของต้นทองหลางนั้น ออกพร้อมกันทีเดียว. บทว่า ขารกชาโต
ความว่า ประกอบแล้วด้วยปุ่มใบอ่อน และปุ่มดอก อันแตกงาม
แต่ตั้งอยู่แยกกันคนละส่วน บทว่า กุฑุมลกชาโต ได้แก่เกิดเป็น
ดอกตูม บทว่า โกกาสกชาโต ความว่า ประกอบด้วยดอกทั้งหลาย
ที่มีหน้าดอกเจือกัน มีท้องดอกใหญ่ ยังไม่บาน (คือแย้ม). บทว่า
สพฺพผาลิผุลฺโล ความว่า บานดีแล้ว โดยอาการทั้งปวง. บทว่า
ทิพฺเพ จตฺตาโร มาเส ความว่า ตลอด ๔ เดือน โดยอายุทิพย์. แต่เมื่อ
นับตามอายุมนุษย์ ย่อมมีอายุถึงเหมือนสองพันปี. บทว่า ปริจาเรนติ
ความว่า เทวดาเหล่านั้น ย่อมบำเรออินทรีย์ทั้งหลายเที่ยวไปข้างโน้น
และข้างนี้ อธิบายว่า ย่อมเด่น ย่อมร่าเริง.
บทว่า อาภาย ผุฏํ โหติ ความว่า ถามที่เท่านี้ เป็นอัน
รัศมีต้องแล้ว ก็รัศมีมีของดอกไม้เหล่านั้น ย่อมเป็นเหมือนแสง
แห่งอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ ใบของดอกไม้เหล่านั้น มีขนาดเท่าร่ม
ใบไม้ ภายในดอกมีละอองเกษรขนาดทนานใบใหญ่. แต่เมื่อต้น
ปาริฉัตตกะดอกบานแล้ว ไม่ต้องมีกิจในการขึ้นต้น ไม่มีกิจเอาไม้
สอยให้ลงมา ไม่ต้องเอาผอบเพื่อนำดอกไม้มา ลมสำหรับจะตัด

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 245 (เล่ม 37)

ก็เกิดขึ้น ตัดดอกไม้จากขั้ว ลมสำหรับก็จะรับดอกไม้ไว้ ลม
สำหรับส่งก็จะส่งสู่เทวสภา ชื่อสุธรรมา. ลมสำหรับกวาดก็จะนำ
ดอกไม้เก่า ๆ ออกไปเสีย. ลมปูลาด ก็จะโรยใบกลีบและเกษร
ดอกปูลาดไว้ ก็จะมีธรรมาศน์อาสนะแสดงธรรมตรงกลาง. อาสนะ
สำหรับท้าวสักกเทวราช ถูกปูลาดถัดจากธรรมาศน์ มีเศวตฉัตร
ขนาด ๓ โยชน์ กั้นอยู่ข้างขนรัตนบัลลังก์ขนาด ๑ โยชน์ ถัดจากนั้น
ก็เป็นอาสนะของเทวบุตร ๓๓ องค์ ต่อจากนั้น ก็เป็นอาสน์ของ
เทวดาผู้มีศักดาใหญ่เหล่าอื่น ถัดจากนั้น กลีบดอกไม้ก็เป็นอาสนะ
สำหรับเทวดาหมู่หนึ่ง ทวยเทพพากันเข้าไปยังเทวสภาแล้วนั่งลง
ลำดับนั้น เกลียวละอองเกษรจากดอกไม้ ฟุ้งขึ้นกระทบกลีบข้างบน
ตกลงมา กระทำให้อัตภาพ ประมาณ ๓ คาวุต ของเทวดาทั้งหลาย
ดุจตกแต่งรดด้วยน้ำครั่ง หรือดุจเลื่อมเหลืองด้วยละอองทองคำ
ฉะนั้น. แต่เทพบางพวก ต่างถือดอกไม้องค์ละดอก แล่นตีกันและกัน
แม้เวลาที่แล่นตีกันละอองเกษรขนาดเท่าทะนานใหญ่ จะฟุ้งกระจาย
ออกกระทำให้สรีระ เป็นเหมือนย้อมด้วยมโนสิลา น้ำชาดเกิดเอง
ด้วยละอองหอมที่มีรัศมี การเล่นกันนั้น ๙ เดือน จึงสิ้นสุดลง
ด้วยอาการอย่างนั้น. บทว่า อยมานุภาโว ความว่า นี้เป็น
อานุภาพ เพื่อแผ่ไปตามลำดับ.
บัดนี้ เพราะเหตุที่พระศาสดาไม่มีพระประสงค์ด้วยต้นไม้
ปาริฉัตตกะ แต่ทรงประสงค์จะทรงแต่งอริยสาวก ๗ จำพวก
เปรียบเทียบกับต้นไม้ปาริฉัตตกะนั้น ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดง
พระอริยสาวกเหล่านั้น จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า เอวเมว โข ดังนี้.

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 246 (เล่ม 37)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพชฺชาย เจเตติ ความว่า
พระอริยสาวก คิดว่าเราจักบวช ดังนี้. บทว่า เทวานํ ความว่า
เหมือนของเหล่าเทพ. บทว่า ยาว พฺรหฺมโลกา สทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ
ความว่า เสียงสาธุการ นับตั้งแต่พื้นแผ่นดิน จนถึงพรหมโลก
เป็นเสียงเดียวกันหมด. บทว่า อยมานุภาโว ความว่า นี้เป็นอานุภาพ
เพื่อการแผ่ไปตามลำดับของภิกษุผู้ขีณาสพ. แต่ในพระสูตรนี้
จตุปาริสุทธิศีล อิงอาศัยบรรพชา, กสิณบริกรรม อิงอาศัยปฐมฌาน,
มรรค ๓ ผล ๓ พร้อมด้วยวิปัสสนา อิงอาศัยอรหัตตมรรค. เทศนา
ย่อมกำหนดได้ อย่างต่ำบ้าง อย่างสูงบ้าง ทั้ง ๒ อย่างบ้าง.
แต่ในพระสูตรนี้ กำหนดทั้ง ๒ อย่าง เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ไว้. ก็ในพระสูตรนี้พึงทราบว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะและวิวัฏฏะไว้แล้วโดยย่อ.
จบ อรรถกถาปาริฉัตตกสูตรที่ ๕

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 247 (เล่ม 37)

๖. สักกัจจสูตร
[๖๗] ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ
เกิดความ. ปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า ภิกษุ สักการะ เคารพ อาศัย
อะไรอยู่หนอ จะพึงละอกุศล เจริญกุศล ลำดับนั้น ท่านคิดเห็น
ดังนี้ว่าภิกษุ สักการะ เคารพ อาศัยพระศาสดาอยู่แล จะพึงละ
อกุศล เจริญกุศล ภิกษุ สักการะ เคารพ อาศัยธรรม... อาศัย
สงฆ์... อาศัยสิกขา... อาศัยสมาธิ... อาศัยความไม่ประมาท...
อาศัยปฏิสันถารอยู่แล... จะพึงละอกุศล เจริญกุศล ท่านคิดเห็น
อีกว่าธรรมเหล่านี้ข้องเราบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผิฉะนั้น เราพึงไปกราบทูล
ธรรมเหล่านี้แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมเหล่านี้ของเราจักบริสุทธิ์
ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลได้ทองคำแท่งอันบริสุทธิ์
ผุดผ่องเขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า ทองคำแท่งของเรานี้ บริสุทธิ์
ผุดผ่อง ผิฉะนั้น เราพึงนำเอาทองคำแท่งนี้ ไปแสดงแก่นายช่างทอง
ทองคำแท่งของเรานี้ ไปถึงนายช่างทองเข้าจักบริสุทธิ์ และจัก
นับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ ฉะนั้น.
ลำดับนั้น เป็นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่เร้น
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์หลีก
ออกเร้นอยู่ในที่ลับเกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า ภิกษุ สักการะ

247