พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 228 (เล่ม 37)

บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๗ อริยสาวก
เป็นผู้ประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการนี้.
อริยสาวกเป็นผู้มีปกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก
ไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขใน
ปัจจุบันเป็นไฉน อริยสาวกสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีสติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เพื่อ
ความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่อเป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลง
สู่นิพพาน เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสม
หญ้า ไม้และน้ำไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุข
แห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น.
อริยสาวกบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป
มีปีติและสุขเกิดจากสมาธิอยู่ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่อ
อยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน เปรียบเหมือนใน
ปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมข้าวสาลี (ข้าวเจ้า) และ
ข้าวเหนียวไว้มาก เพื่อความอุ่นใจภายใน ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่
เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น.
อริยสาวกมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย
นามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย
สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เพื่อ

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 229 (เล่ม 37)

ความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลง
สู่นิพพาน เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสม
งา ถั่วเขียว ถั่วทอง และอปรัณณชาติไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้ง
กลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก
ฉะนั้น.
อริยสาวกบรรละจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข
ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ
บริสุทธิ์อยู่ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน
และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา
มีการสะสมเภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย
เกลือ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน
และป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น.
อริยสาวกเป็นผู้มีปกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก
ไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔ นี้อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขใน
ปัจจุบัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด อริยสาวกประกอบด้วย
สัทธรรม ๗ ประการนี้ และมีปกติได้ตามความปรารถนา ได้
โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ นี้อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่อง
อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ในกาลนั้นแล มารผู้มีบาปก็ทำอันตราย
อริยสาวกไม่ได้.
จบ นครสูตรที่ ๓

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 230 (เล่ม 37)

อรรถกถานคโรปมสูตรที่ ๓
นครสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด. บทว่า ปจฺจนฺติมํ ได้แก่
นครอันตั้งอยู่ในที่สุดแห่งรัฐ คือปลายเขตรัฐ. ก็การรักษานคร
ในมัชฌิมประเทศ ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น จึงไม่ทรงถือเอากิจ
คือรักษานครนั้น. บทว่า นครปริกฺขาเรหิ ปริกฺขิตฺตํ ความว่า
ประดับตกแต่ง ด้วยเครื่องประดับพระนคร. บทว่า อกรณียํ ความว่า
อันข้าศึกภายนอก พึงกระทำไม่ได้ คือ เอาชนะไม่ได้. บทว่า
คมฺภีรเนมา ได้แก่หลุมลึก. บทว่า สุนิขาตา ได้แก่ฝังไว้ดีแล้ว
ก็ชาวพระนคร ย่อมสร้างเสาระเนียดนั้นด้วยอิฐบ้าง ด้วยหินบ้าง
ด้วยไม้แก่นมีไม้ตะเคียนเป็นตนบ้าง เมื่อสร้าง เสาระเนียดนั้น
เพื่อประโยชน์แก่การคุ้มครองพระนคร ก็สร้างไว้ภายนอกพระนคร
เมื่อสร้างเพื่อประโยชน์แก่การตกแต่ง ก็สร้างไว้ภายในพระนคร.
เมื่อทำสาระเนียดนั้นให้สำเร็จด้วยอิฐ ก็ขุดหลุมใหญ่ ฝังลงไป
ในเบื้องบนทำเป็น ๘ เหลี่ยม ฉาบด้วยปูนขาว. เมื่อใดช้างเอางาแทง
ก็ไม่หวั่นไหว เมื่อนั้น เสาระเนียดนั้น ย่อมชื่อว่าฉาบดีแล้ว. เสาระเนียด
แม้จะสำเร็จด้วยเสาหินเป็นต้น เป็นสามีแปดเหลี่ยมเท่านั้น. ถ้าเสา
เหล่านั้นยาว ๘ ศอกไซร้ ก็ฝังลงในหลุมลึกประมาณ ๔ ศอก ข้างนั้น
ประมาณ ๔ ศอก แม้ในเสาระเนียด ยาว ๑๖ ศอก หรือ ๒๐ ศอก
ก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็เสาระเนียดทั้งหมด ฝังลงไปข้างล่างครึ่งหนึ่ง

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 231 (เล่ม 37)

อยู่ข้างบนครึ่งหนึ่ง เสาเหล่านั้น คล้ายเยี่ยวโค เพราะเหตุนั้น
บุคคล ย่อมอาจทำงานได้โดยใช้ไม้เรียบในระหว่างเสาเหล่านั้น
อนึ่งเสาเหล่านั้น เขาทำลวดลายไว้ ยกธงไว้ด้วย. บทว่า ปริกฺขา
ได้แก่ เหมืองที่จัดล้อมไว้. บทว่า อนุปริยายปโต ได้แก่ หนทางใหญ่
ที่เลียบไปกับภายในกำแพง ซึ่งทหารทั้งหลายตั้งอยู่ รบกับเหล่า
ทหารที่ตั้งอยู่ภายนอกกำแพง. บทว่า สลากํ ได้แก่อาวุธซัดมีศร
และโตมร เป็นต้น. บทว่า เชวนิกํ ได้แก่อาวุธที่เหลือ มีอาวุธมีคม
ข้างเดียวเป็นต้น.
บทว่า หตฺถาโรหา ได้แก่ ชนทั้งปวง มีอาจารย์ฝึกช้าง
หมอรักษาช้าง และคนเลี้ยงช้างเป็นต้น. บทว่า อสฺสาโรหา ได้แก่ ชน
ทั้งปวง มีอาจารย์ผู้ฝึกม้า หมอรักษาม้า และคนเลี้ยงม้าเป็นต้น. บทว่า
ธนุคฺคาหา ได้แก่ ทหารยิ่งธนู. บทว่า เจลกา ได้แก่ เหล่าทหาร
ผู้ถือธงชัยนำหน้าไม่สนามรบ. บทว่า จลกา ความว่า ผู้จัดกระบวน
ทัพอย่างนี้ว่า ตำแหน่งพระราชาอยู่ที่นี่ ตำแหน่งมหาอำมาตย์
ชื่อโน้นอยู่ที่นี่. บทว่า ปิณฺฑทายกา ได้แก่ ทหารใหญ่หน่วยจู่โจม
อธิบาย ได้ยินว่า ทหารเหล่านั้นเข้าไปยังกองทัพแห่งปรปักษ์ ติดเอา
เป็นท่อน ๆ แล้วนำไปเหมือนนำก้อนข้าวไปเป็นก้อน ๆ แล้ว
โดดหนีไป อีกนัยหนึ่ง ทหารเหล่าใด ถือเอาข้าวและน้ำดื่มเข้าไป
ให้แก่กองทหารในกลางสงครามได้ คำว่าบิณฑทายกานั่น เป็นชื่อ
ของทหารแม้เหล่านั้น. บทว่า อุคฺคา ราชปุตฺตา ได้แก่ เหล่าทหาร
ผู้เป็นลูกเจ้า มีสกุลสูง ๆ ชำนาญสงคราม. บทว่า ปกฺขนฺทิโน

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 232 (เล่ม 37)

ได้แก่ เหล่าทหารที่ถามกันว่า พวกเราจะไปนำเอาศีรษะ หรือ
อาวุธของใครมา ได้รับคำตอบว่า ของทหารคนโน้น ดังนี้แล้ว
ก็โลดแล่นเข้าสู่สงครามนำเอาศีรษะหรืออาจนั้นมาได้. ทหาร
เหล่านี้ ย่อมโลดแล่นเข้าไปเหตุนั้นจึงชื่อว่า ปักขันทีหน่วยกล้าตาย
ทหารเหล่านั้น ชื่อว่า กล้าหาญมากมาก เหมือนพระยาช้างฉะนั้น.
บทว่า ทานาคา นี้ เป็นต่อของทหารผู้ไม่ยอมถอยกลับ ในเมื่อช้าง
เป็นต้น มาเผชิญหน้ากันอยู่.
บทว่า สูรา ได้แก่เหล่าทหารผู้ที่แกล้วกล้าเป็นเอก แม้
สวมตาข่ายก็สามารถข้ามสมุทรไปได้. บทว่า จมฺมโยธิโน ได้แก่
ทหารผู้ที่สวมเกราะหนัง หรือถือโล่หนังทำการรบ. บทว่า
ทาสกปุตฺตา ได้แก่ทหารทาสในเรือนเบี้ย ผู้มีความรักนายอย่าง
รุนแรง. บทว่า โทวาริโก แปลว่าทหารรักษาประตู. บทว่า
วาสนเลปนสมฺปนฺโน ความว่า กำแพงอันประกอบด้วยการก่ออิฐ
ด้วยการ ช่องทั้งปวง ด้วยการฉาบด้วยปูนขาว อีกอย่างหนึ่ง
ประกอบด้วยก่ออิฐกล่าวคือ กำแพงติดขวากหนาม และฉาบด้วย
ปูนขาวเป็นแท่งทึบเกลี้ยง ทำลวดลายแสดงแถวหม้อเต็มน้ำ ยก
ธงขึ้นไว้. บทว่า ติณกฏฺโฐทกํ ความว่า หญ้าที่น้ำมาเก็บไว้
ในที่มากแห่งเพื่อประโยชน์ของสัตว์มีช้างม้าเป็นต้น และเพื่อ
ประโยชน์แก่การมุงบ้าน ไม้ที่นำมากองไว้เพื่อประโยชน์ทำบ้าน
และฟืนหุงต้มเป็นต้น น้ำที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์สูบเข้าเก็บไว้
ในสระโบกขรณี. บทว่า สนฺนิจิตํ ความว่า ย่อมเป็นอันสะสม

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 233 (เล่ม 37)

ไว้เป็นอย่างดี ในที่หลายแห่ง เตรียมไว้ล่วงหน้าก่อน บทว่า
อพฺภนฺตรานํ รติยา ความว่า เพื่อประโยชน์แก่ความอุ่นใจของ
พวกผู้คนที่อยู่ในเมือง. บทว่า อปริตสฺสาย ความว่า เพื่อประโยชน์
ไม่ให้ต้องหวาดสะดุ้ง. บทว่า สาลิยวกํ ได้แก่ ข้าวสาลีและ
ข้าวเหนียวต่าง ๆ. บทว่า ติลมุคฺคมาสาปรณฺณํ ได้แก่ งา ถั่วเขียว
ถั่วเหลือง และอปรัณณชาตที่เหลือ.
บัดนี้เพราะเหตุที่กิจกรรมในพระนครของพระตถาคต
ไม่มี แต่อุปมา มาแล้วอย่างนี้ว่า ก็เราจะแสดงพระอริยสาวก
ให้เป็นเสมือน สัทธรรม ๗ เสมือนเครื่องแวดล้อมพระนคร และ
ฌาน ๔ เสมือนอาหาร ๔ แล้วจำเราจักยักเยื้องเทศนาใส่พระอรหัต
เข้าในฐานะ ๑๑ ฉะนั้นเพื่อจะประกาศเทศนานั้น จึงทรงเริ่มคำมี
อาทิว่า เอวเมว โข ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธมฺเมหิ
แปลว่า ด้วยธรรมอันดี.
บทว่า สทฺโธ ได้แก่ประกอบด้วยความปักใจเชื่อ และ
ด้วยการเชื่อโดยผลประจักษ์ ในความเชื่อ ๒ อย่างนั้น การเชื่อ
ผลแห่งทานและศีลเป็นต้นแล้ว เชื่อในการบำเพ็ญบุญ มีทานเป็นต้น
ชื่อว่า โอกัปปนสัทธา ปักใจเชื่อ. ศรัทธาอันมาแล้วโดยมรรค
ชื่อว่า ปัจจักขสัทธา การเชื่อโดยผลประจักษ์ แม้ในบทว่า ปสาทสัทธา
ก็นัยนี้เหมือนกัน. พึงชี้แจงลักษณะเป็นต้นของศรัทธานั้นให้แจ่มแจ้ง
ความเชื่อนี้ ตามบาลีว่า ดูก่อนมหาบพิตร ศรัทธามีการแล่นไป
เป็นลักษณะ และมีการผ่องใสเป็นลักษณะ ชื่อว่าลักษณะของ

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 234 (เล่ม 37)

ศรัทธา แต่ความเชื่อที่ตรัสโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พึงทราบบุคคลผู้มีศรัทธาเลื่อมใสแล้ว โดยฐานะ ๓ ฐานะ ๓ คือ
เป็นผู้ใคร่เห็นบุคคลผู้มีศีลทั้งหลาย ชื่อว่านิมิตของศรัทธา. ก็อาหาร
คืออะไร ? ก็อาหารตามบาลีนี้ว่า พึงเป็นคำที่ควรกล่าวว่า การฟัง
พระสัทธรรม ย่อมมีด้วยศรัทธา ชื่อว่า อาหารของศรัทธานั้น.
บาลีนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจักเป็นผู้มากด้วยความเบื่อหน่าย
ในรูปอยู่อันใด ธรรมนี้ชื่อว่าเป็นธรรมสมควรแก่ภิกษุผู้บวชด้วย
ศรัทธา นี้ชื่อว่า อนุธรรม ธรรมสมควรแก่ภิกษุนั้น ก็ความที่
ศรัทธานั้นมีกิจมากอย่าง โดยภาวะที่จะเห็นสมด้วยห่อข้าวที่มัดรวม
กันไว้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศไว้แล้วในพระสูตร
ทั้งหลาย มีอาทิว่า ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่งเสบียง สิริเป็นที่
มานอนของโภคทรัพย์ทั้งหลาย ศรัทธาเป็นเพื่อนสอง ของบุรุษ
บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ฝนคือ ตปะย่อมทำพืช คือ
ศรัทธาให้งอกงาม. พระยาช้างคือพระอรหันต์ มีศรัทธาเป็นงวง
มีอุเบกขาเป็นงาอันสะอาด แต่ในนคโรปมสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงศรัทธานี้ ให้เป็นเสมือนเสาระเนียด เพราะตั้งอยู่ด้วยดี
ไม่หวั่นไหว. พึงกระทำการเป็นเครื่องประกอบใหม่ ทุกบทโดยนัย
มีอาทิว่า บทว่า สทฺเธสิโก ความว่า พระอริยสาวกกระทำศรัทธา
ให้เป็นดุจเสาระเนียดย่อมละอกุศลได้.
อีกอย่างหนึ่ง ในพระสูตรนี้ สังวร คือความสำรวมในทวาร
ทั้ง ๓ ย่อมสำเร็จผลด้วยหิริและโอตตัปปะ สังวร คือความสำรวมนั้น

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 235 (เล่ม 37)

จึงจัดเป็นปาริสุทธิศีล ๔. ดังนั้น ในพระสูตรนี้ พึงทราบว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใสพระอรหัตเข้าไว้ในฐานะ ๑๑ แล้ว
ทรงถือเอาเป็นยอดแห่งเทศนา.
จบ อรรถกถานคโรปมสูตรที่ ๓

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 236 (เล่ม 37)

๔. ธัมมัญญูสูตร
[๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม
๗ ประการ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มี
นาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นธัมมัญญู รู้จักธรรม ๑ อัตถัญญู รู้จัก
อรรถ ๑ อัตตัญญู รู้จักตน ๑ มัตตัญยู รู้จักประมาร ๑
กาลัญญู รู้จักกาล ๑ ปริสัญญู รู้จักบริษัท ๑ ปุคคลโรปรัญญู
รู้จักเลือกคบคน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นธัมมัญญูอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรม คือสุตตะ เคยยะ ไวยากรณะ
คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ หากภิกษุ
ไม่พึงรู้จักธรรม คือ สุตตะ... เวทัลละ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็น
ธัมมัญญู แต่เพราะภิกษุรู้ธรรม คือ สุตตะ.... เวทัลละ ฉะนั้นเรา
จึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู ด้วยประการฉะนี้.
ก็ภิกษุเป็นอัตถัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จัก
เนื้อความแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ ๆ
หากภิกษุไม่พึงรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความ
แห่งภาษิตนี้ ๆ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู แต่เพราะภิกษุ
รู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ ๆ
ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู
ด้วยประการฉะนี้.

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 237 (เล่ม 37)

ก็ภิกษุเป็นอัตตัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
รู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ
เพียงเท่านี้ ถ้าภิกษุไม่พึงรู้จักตนว่า เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นอัตตัญญู
แต่เพราะภิกษุรู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ
ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นอัตตัญญู
ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู ด้วยประการฉะนี้.
ก็ภิกษุเป็นมัตตัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ รู้จัก
ประมาณในการรับ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย-
เภสัชบริขาร หากภิกษุไม่พึงรู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็น
มัตตัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต
เสนาสะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า
เป็นมัตตัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู
ด้วยประการฉะนี้.
ก็ภิกษุเป็นกาลัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จัก
กาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบ
ความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น หากภิกษุไม่พึงรู้จักกาลว่า
นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นการประกอบความเพียร
นี้เป็นการหลีกออกเร้น เราไม่พึงเรียกว่าเป็นกาลัญญู แต่เพราะ
ภิกษุรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาล
ประกอบความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า

237