พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 218 (เล่ม 37)

สัมปรายภพไม่สมควรเลย ผิฉะนั้น เราควรจะเจริญเมตตาให้ยิ่งขึ้น
ไปอีก ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดาจึงได้เจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี
แล้วไม่มาสู่โลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป เมื่อโลกวิบัติ
เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกเจริญ เข้าถึงวิมานพรหม
เป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ เป็นผู้มี
อำนาจมาก เกิดเป็ท้าวสักจอมเทวดา ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้า-
จักรพรรดิผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา มีสมุทรทั้ง ๔
เป็นขอบเขต ผู้ได้ชัยชนะสงคราม สถาปนาประชาชนไว้เป็นปึกแผ่น
มั่นคง พรั่งพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง พระราช-
โอรสของพระเจ้าจักรพรรดิ ล้วนแต่องอาจ กล้าหาญ ชาญชัย
ย่ำยีศัตรูได้ พระเจ้าจักรพรรดิ์นั้นทรงปกครองปฐพีมณฑล อันมี
มหาสมุทรเป็นขอบเขต ไม่ต้องใช้อาญา ไม่ต้องใช้ศาตรา ใช้
ธรรมปกครอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุเนตตศาสดานั้นแล มีอายุ
ยืนนานดำรงมั่นอยู่อย่างนี้ แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นจาก
ทุกข์ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะยังไม่ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอด
ธรรม ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน คือ อริยศีล ๑ อริยสมาธิ ๑
อริยปัญญา ๑ อริยวิมุติ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยศีล อริยสมาธิ
อริยปัญญา อริยวิมุติ เราตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว เราถอนตัณหา
ในภพได้แล้ว ตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่
ไม่มี.

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 219 (เล่ม 37)

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ-
ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและ
วิมุตติอันยิ่ง พระโคดมผู้ทรงพระยศตรัสรู้แล้ว
พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสนา ผู้มีพระจักษุ ทรงรู้ยิ่ง
ด้วยประการดังนี้แล้ว ตรัสบอกธรรม ๔ ประการ
แก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงกระทำที่สุดทุกข์แล้ว
ปรินิพพาน.
จบ สุริยสูตรที่ ๒
อรรถกถาสุริยสูตรที่ ๒
สุริยสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พึงทราบปุเรจาริกกถา ถ้อยคำที่กล่าวนำหน้า แห่งพระสูตร
นี้ ก่อนอื่น เริ่มต้นดังต่อไปนี้ว่า เพราะเหตุที่สัตตสุริยเทศนา
พระอาทิตย์ ๗ ดวง เป็นไปด้วยอำนาจแสดงว่าโลกพินาศด้วย
ไฟกัลป์ ฉะนั้น จึงทรงแสดงว่า สังวัฏฏกัปป์มี ๓, สังวัฏฏสีมามี ๓,
สังวัฏฏมูลมี ๓, โกลหลมี ๓. ปุเรจาริกกถานั้น ได้กล่าวไว้พิสดาร
แล้ว ในปุพเพนิวาสานุสสตินิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. บทว่า
เอตทโวจ ความว่า เพื่อจะทรงแสดงความวิบัติของสังขารทั้งหลาย

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 220 (เล่ม 37)

ทั้งที่มีใจครอง และไม่มีใจครอง ตามอัธยาศัยของภิกษุ ๕๐๐ รูป
ผู้เจริญอนิจจกรรมฐาน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสัตตสุริโยปมสูตร
มีคำเป็นต้นว่า อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา ด้วยประการฉะนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจา ความว่า สังขารทั้งหลาย
ชื่อว่า อนิจฺจา ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้ว กลับไม่มี. บทว่า
สงฺขารา ได้แก่ สังขารธรรม ทั้งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง
บทว่า อธุวา ความว่า ชื่อว่า ไม่ยั่งยืน เพราะอรรถว่าไม่นาน.
บทว่า อนสฺสาสิกา ความว่า เว้นจากความเบาใจ เพราะมีความ
เป็นของไม่ยั่งยืน. บทว่า อลเมว แปลว่า สมควรแล้ว. บทว่า
อชฺโฌคาฬฺโห ได้แก่ จงลงไปในน้ำ. บทว่า อจฺจุคฺคโต ได้แก่
โผล่ขึ้นแล้วจากหลังน้ำ. บทว่า เทโว น วสฺสติ ความว่า ชื่อว่า
เมฆฝนที่ทำน้ำให้ไหวเป็นอันแรก รวมกันเป็นเมฆฝนกลุ่มก้อนอัน
เดียวกันแล้ว ตกลงในแสนโกฏิจักรวาฬ. ในการนั้น พืชที่งอกออก
มาแล้ว ย่อมไม่กลับเข้าไปยังเรือนพืชอีก. ธรรมกถาที่คาดคะเน
ย่อมถือเป็นประมาณว่า นับตั้งแต่เวลาที่ฝนไม่ตกนั้น น้ำก็งวดลงไป
เหมือนน้ำในธัมมกรกฉะนั้น. ฝนไม่ตกอีกแม้เพียงหยาดเดียว.
ก็เมื่อโลกกำลังพินาศ ตั้งต้นแต่อเวจีมหานรกไป ก็มีแต่ความว่าง
เปล่า. สัตว์ทั้งหลายครั้นขึ้นจากอเวจีมหานรกนั้นแล้ว ก็บังเกิด
ในมนุษย์โลก และในสัตว์ดิรัจฉาน. แม้สัตว์ที่บังเกิดในสัตว์
ดิรัจฉานกลับได้เมตตาในบุตรและพี่น้อง ทำกาละแล้ว บังเกิด
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. เทวดาทั้งหลายเที่ยวไปทางอากาศ
ร้องบอกกันว่า ที่นี้เป็นที่เที่ยวหามิได้ ทั้งไม่ยั่งยืน พวกท่านจง

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 221 (เล่ม 37)

เจริญเมตตา เจริญกรุณา มุทิตา อุเบกขา กันเถิด ดังนี้. สัตว์
เหล่านั้น ครั้นเจริญเมตตาเป็นต้นแล้ว จุติจากที่นั้นแล้ว ย่อมบังเกิด
ในพรหมโลก.
ในบทว่า พีชคามา มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ พืช ๕ ชนิด ชื่อว่า
พืชคาม. พืชสีเขียว ที่มีรากและใบงอกชนิดใดชนิดหนึ่ง ชื่อว่า
ภูตคาม.
ในบทว่า โอสธติณวนปฺปตโย มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ต้นไม้
ที่เขาใช้ปรุงยารักษาโรค ชื่อว่า โอสธ. ต้นไม้ที่มีแก่นข้างนอก
เช่น ต้นตาล และต้นมะพร้าวเป็นต้น ชื่อว่า ติณะ ต้นไม้ที่เจริญ
ที่สุดในป่า ชื่อว่า วนัปปติ ต้นไม้เจ้าป่า. แม่น้ำน้อยที่เหลือ เว้น
แม่น้ำใหญ่ ๕ สาย ชื่อว่า กุนนที แม่น้ำน้อย. สระเล็ก ๆ มีบึง
เป็นต้น ที่เหลือ เว้นสระใหญ่ ๗ สระ ชื่อว่า กุสุพภะ บ่อน้ำ.
ในบทว่า ทุติโย สุริโย เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ในคราว
ทีมีพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ดวงหนึ่งขึ้นไป ดวงหนึ่งตก. ในคราวที่มี
พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ดวงหนึ่งขึ้น ดวงหนึ่งตก. ดวงหนึ่งยังอยู่กลาง
(ท้องฟ้า). ในราวที่มีพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ย่อมตั้งขึ้นเรียงกัน
เป็นลำดับ เหมือนภิกษุ ๔ รูป ผู้เที่ยวไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน
๔ ครอบครัว ยืนอยู่ตามลำดับประตูบ้านฉะนั้น. แม้ที่พระอาทิตย์
ดวงที่ ๕ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ปลุชฺชนฺติ ได้แก่ ขาดตกลง. บทว่า เนว ฉาริกา
ปญฺญายติ น มสิ ความว่า เมื่อที่มีประมาณเท่านี้คือ แผ่นดินใหญ่
ในจักรวาฬ ขุนเขาสิเนรุ ภูเขาหิมพานต์ ภูเขาจักรวาฬ กามา

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 222 (เล่ม 37)

พจรสวรรค์ ๖ ชั้น และพรหมโลกชั้นปฐมฌานภูมิ ที่ถูกไฟไหม้
แล้ว ขี้เถ้าหรือถ่าน แม้เพียงจะหยิบเอาด้วยนิ้วมือ ก็ไม่ปรากฏ.
บทว่า โก มนฺตา โก สทฺธาตา ความว่าใครสามารถจะให้
บุคคลรู้ จะให้เขาเชื่อเรื่องนั้น หรือใครจะเป็นผู้เชื่อเรื่องนั้น. บทว่า
อญฺญตร ทิฏฺฐปเทหิ ความว่า เว้นพระอริยสาวก ผู้โสดาบัน ผู้มีบท
(คือพระนิพพาน) อันตนเห็นแล้วอธิบายว่า ใครเล่าจักเชื่อคนอื่นได้
บทว่า วีตราโค ความว่า ผู้ปราศจากราคะ ด้วยอำนาจวิกขัมภน-
ปหาน (ละได้ด้วยการข่ม) บทว่า สาสนํ อาชานึสุ ความว่า พระ-
สาวกทั้งหลาย รู้ถึงคำพร่ำสอน คือ ดำเนินตามทาง เพื่อความเป็น
สหายชาวพรหมโลก. บทว่า สมสมคติโย ความว่า ผู้มีคติเสมอกัน
คือมีคติเป็นอันเดียวกัน โดยอาการเป็นอันเดียวกัน ในอัตภาพที่ ๒
บทว่า อุตฺตริ เมตฺตํ ภเวยฺยํ ความว่า เราพึงเจริญเมตตาให้ยิ่ง ๆ
ขึ้นไป คือทำใหัประณีต เริ่มต้นแต่ปฐมฌานไปจนถึงฌานหมวด ๓
และฌานหมวด ๔.
บทว่า จกฺขุมา ความว่า พระศาสดา ทรงมีพระจักษุ ๕
ชื่อว่า จักขุมา. บทว่า ปรินิพฺพุโต ความว่า เสด็จปรินิพพาน ด้วย
กิเลสปรินิพพาน ณ โพธิบัลลังก์นั่นเอง. ครั้นพระศาสดาทรงแสดง
อนิจจลักษณะแล้ว ทรงยักเยื้องพระธรรมเทศนาไปอย่างนี้ ภิกษุ
ผู้เจริญอนิจจกรรมฐานทั้ง ๕๐ นั้น ส่งญาณไปตามกระแสเทศนา
บรรลุพระอรหัตแล้ว บนอาสนะที่ตนนั่งนั่นแหละ ดังนี้.
จบอรรถกถาสุริยสูตรที่ ๒

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 223 (เล่ม 37)

๓. นครสูตร
[๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ปัจจันตนครของ
พระราชา ป้องกันไว้ดีด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการ และหาอาหาร
๔ ประการ ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ใน
กาลนั้น เรากล่าวว่า ศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกทำอันตราย
ปัจจันตนครของพระราชานั้นไม่ได้ เครื่องป้องกัน ๗ ประการ
เป็นไฉน คือในปัจจันตนครของพระราชา มีเสาระเนียดขุดหลุม
ฝังลึก ไม่หวั่นไหว นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๑ สำหรับ
คุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก.
อีกประการหนึ่ง มีคูขุดลึกและกว้าง นี้เป็นเครื่องป้องกัน
นครประการที่ ๒ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันนครประการ
ที่ ๒ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก.
อีกประการหนึ่ง มีทางเดินตามคูได้รอบ ทั้งสูงและกว้างนี้
เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๓ สำหรับคุ้มภัยภายในและ
ป้องกันอันตรายภายนอก.
อีกประการหนึ่ง มีการสะสมอาวุธไว้มาก ทั้งที่เป็นอาจ
แหลมยาวและอาวุธคม นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๔
สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก.
อีกประการหนึ่ง ตั้งกองทัพไว้มาก คือ พลช้าง พลม้า
พลรถ พลธนู กองถือธง กองจัดกระบวนทัพ กองสัมภาระ กอง

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 224 (เล่ม 37)

เสนาธิการ กองตะลุมบอนเหมือนช้างที่วิ่งเข้าสู่สงคราม กอง
ทหารหาญ กองทหารโลหะ กองเกราะหนัง กองทหารทาส นี้เป็น
เครื่องป้องกันนครประการที่ ๕ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกัน
อันตรายภายนอก.
อีกประการหนึ่ง มีทหารยามฉลาดสามารถดี ห้ามไม่ให้
คนที่ไม่รู้จักเข้าอนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า นี้เป็นเครื่องป้องกันนคร
ประการที่ ๖ สาหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก.
อีกประการหนึ่ง มีกำแพงทั้งสูงและกว้าง พร้อมด้วยป้อม
ก่ออิฐถือปูนดี นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๗ สำหรับ
คุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ปัจจันตนครมีการ
ป้องกันดี ด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการนี้แล.
ปัจจันตนครหาอาหาร ๔ ประการ ได้ตามความปรารถนา
ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน คือในปัจจันตนครของพระราชา
มีการสะสมหญ้า ไม้ และน้ำไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้ง
กลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก.
อีกประการหนึ่ง มีการสะสมข้าวสาลี (ข้าวเจ้า) และข้าว-
เหนียวไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่ง
ชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก.
อีกประการหนึ่ง มีการสะสมงา ถั่วเขียว ถั่วทอง และ
อปรัณชาติไว้มาก เพื่อความอุ่นไจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุข
แห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก.

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 225 (เล่ม 37)

อีกประการหนึ่ง มีการสะสมเภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้น
น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เกลือ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่อ
อยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก.
ปัจจันตนคร หาอาหาร ๔ ประการ ได้ตามปรารถนา ได้
โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ปัจจันตนคร
ของพระราชาป้องกันไว้ ด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการนี้ และ
อาหาร ๙ ประการได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่
ลำบาก ในกาลนั้น เรากล่าวว่า ศัตรูหมู่ปัจจามิตรไม่ทำอันตรายได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั้นเหมือนกันแล ในกาลใด อริยสาวก
ประกอบพร้อมด้วยสัทธรรม ๗ ประการ และเป็นผู้มีปกติได้ตาม
ความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง
เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ในกาลนั้น เรากล่าวว่ามารผู้มี
บาปทำอันตรายอริยสาวกไม่ได้ สัทธรรม ๗ ประการเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นมีศรัทธา เชื่อพระปัญญา
เครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เปรียบเหมือน
ในปัจจันตนครของพระราชา มีเสาระเนียดขุดหลุมฝังลึก ไม่หวั่นไหว
สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีศรัทธาเปรียบเหมือนเสาระเนียด
ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมอันไม่มีโทษ
บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๑ ฯลฯ

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 226 (เล่ม 37)

อริยสาวกเป็นผู้มีหิริ ละอายต่อกายสุจริต วจีทุจริต มโน-
ทุจริต ละอายต่อการเข้าถึงอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก เปรียบ
เหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีคู (สนามเพลาะ) ทั้งลึกและ
กว้าง สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีหิริเปรียบเหมือน ย่อมละ
อกุศล ... บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๒.
อริยสาวกมีโอตตัปปะ. สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต
มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการเข้าถึงอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีทางเดินตามคูได้รอบ
ทั้งสูงและกว้าง สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก
ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีโอตตัปปะ เปรียบเหมือน
ทางเดิน ย่อมละอกุศลธรรม... ย่อมบริหารตนให้บริสุทธิ์นี้เป็น
สัทธรรมประการที่ ๓.
อริยสาวกเป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ได้สดับรับฟัง
มาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่งธรรม
ทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศ
พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์
สิ้นเชิง เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสม
อาวุธไว้มาก ทั้งที่เป็นอาวุธแหลมยาวและอาวุธคม สำหรับคุ้มภัย
ภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกผู้มีสุตะเปรียบเหมือนอาวุธ ย่อมละอกุศลธรรม... บริหาร
ตนให้บริสุทธิ์นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๔.

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 227 (เล่ม 37)

อริยสาวกปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้
กุศลธรรมถึงพร้อม มีกำลังมีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระ
ในกุศลธรรม เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา ตั้ง
กองทัพไว้มาก คือพลม้ ฯลฯ กองทหารทาส สำหรับคุ้มภัยภายใน
และป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
มีความเพียร เปรียบเหมือนกองทัพ ย่อมละอกุศลธรรม... บริหาร
ตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๕.
อริยสาวกเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษา
ตนอย่างยิ่ง ย่อมตามระลึกถึงกรรมที่ได้ทำและคำที่ได้พูดแล้ว
แม้นานได้ เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีทหารยาม
ฉลาดสามารถดี ห้ามไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้า อนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า
สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสติเปรียบเหมือนทหารยาม ย่อมละ
อกุศลธรรม... บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๖.
อริยสาวกเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณา
ความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์
โดยชอบ เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีกำแพง
ทั้งสูงทั้งกว้างพร้อมด้วยป้อนก่ออิฐถือปูนดี เพื่อคุ้มภัยภายใน
และป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
ผู้มีปัญญาเปรียบเหมือนกำแพงอันพร้อมด้วยป้อมก่ออิฐถือปูนดี
ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ

227