พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 208 (เล่ม 37)

ตัดความโกรธนั้นขาดได้ บัณฑิตพึงตัดอกุศลธรรม
แต่ละอย่างเสียให้ขาด พึงศึกษาในธรรมเหมือน
อย่างนั้น เธอทั้งหลายปรารถนาอยู่ว่า ขอความ
เป็นผู้ปราศจากความโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ
ปราศจากความโลภ ไม่มีความริษยา ฝึกฝนตน
แล้ว ละความโกรธได้ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จัก
ปรินิพพาน.
จบ โกธนาสูตรที่ ๑๑
อรรถกถาโกธนาสูตรที่ ๑๑
โกธนาสูตรที่ ๑๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สปตฺตกนฺตา ได้แก่ เป็นที่ชอบใจ คือเป็นที่รัก ของผู้
เป็นข้าศึก ผู้มีเวรต่อกัน คือเป็นผู้ตั้งอยู่ในภาวะที่ข้าศึกเหล่านั้น
ปรารถนาแล้ว. บทว่า สปตฺตการณา ได้แก่ เป็นเหตุแห่งประโยชน์
อำนาจความโกรธ. บทว่า ปจุรตฺถตาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์เป็น
อันมาก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลมาก. บทว่า อนตฺถํปิ ได้แก่ แม้ซึ่ง
ความไม่เจริญ. บทว่า อตฺโถ เม คหิโต ความว่า เรายึดเอาแต่
ความเจริญ.

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 209 (เล่ม 37)

บทว่า อโถ อตฺถํ คเหตฺวา ความว่า อนึ่ง ครั้นถือเอาความ
เจริญได้แล้ว. บทว่า อนตฺถํ ปฏิปชฺชติ ความว่า ย่อมกำหนดว่า
เราถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แล้ว. บทว่า อธํ กตฺวาน ความว่า
กระทำกรรมคือปาณาติบาตแล้ว. บทว่า โกธสมฺมทสมฺมตฺโต
ความว่า ผู้เมาแล้วด้วยความเมาคือความโกรธ. อธิบายว่า ผู้มี
ความเมาอันตนยึดถือจับต้องแล้ว. บทว่า อายสกฺยํ ได้แก่ ซึ่งความ
ไม่มียศ อธิบายว่า เป็นผู้หายศมิได้ คือเป็นผู้ไรยศ บทว่า อนฺตรโต
ชาตํ ได้แก่ เกิดขึ้นแล้วในภายใน. บทว่า อตฺถํ น ชานาติ ความว่า
ไม่รู้จักประโยชน์คือความเจริญ. บทว่า ธมฺมํ น ปสฺสติ ความว่า
ย่อมไม่เห็นธรรม คือสมถะและวิปัสสนา. บทว่า อนฺธตมํ ความว่า
ความมืดอันกระทำความบอด. หรือความมืดตื้อ. บทว่า สหเต ได้แก่
ย่อมครอบงำ. บทว่า ทุมฺมงฺกุยํ ความว่า ซึ่งความเก้อยาก คือ
ซึ่งความเป็นผู้ไม่มีอำนาจ คือ ความเป็นผู้มีหน้าถอดสี. สองบทว่า
ยโต ปตายติ ความว่า บังเกิดเมื่อใด. บาทพระคาถาว่า น วาโจ
โหติ คารโว ความว่า แม้ถ้อยคำก็ไม่น่าเป็นที่เคารพ. บาทพระคาถา
ว่า น ทีปํ โหติ กิญฺจนํ ความว่า ขึ้นชื่อว่า ที่พึ่งไร ๆ ย่อมไม่มี.
บทว่า ตปนิยานิ ได้แก่กรรมอันทำความเดือดร้อนให้เกิด. บทว่า
ธมฺเมหิ ได้แก่ ด้วยธรรมคือสมถะและวิปัสสนา. บทว่า อารกา
แปลว่า ในที่ไกล. บทว่า พฺราหฺมณํ ได้แก่ซึ่งพราหมณ์ คือพระขีณาสพ.
บทว่า ยาย มาตุ ภโต ความว่า ผู้อันมารดาใดเลี้ยง คือ บำรุง
เลี้ยงแล้ว. บทว่า ปาณททึ สนฺตึ ได้แก่ ผู้ให้ชีวิตอยู่. บทว่า หนฺติ
กุทฺโธ ปุถุตฺตานํ ความว่า บุคคลผู้โกรธแล้วย่อมฆ่าตัวเอง ด้วย

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 210 (เล่ม 37)

เหตุผลต่าง ๆ เป็นอันมาก. บทว่า นานารูเปสุ มุจฺฉิโต ความว่า
เป็นผู้หมกมุ่นแล้วในอารมณ์ต่าง ๆ.บทว่า รชฺชุยา พชฺฌ มียฺยนติ
ความว่า ใช้เชือกผูกคอตาย. บทว่า ปพฺพตามปิ กนฺทเร ความว่า
กระโดดซอกภูเขาตายก็มี. บทว่า ภูตหจฺจานิ ความว่า กำจัด
ความเจริญเสียแล้ว. ศัพท์ว่า อิตายํ ตัดบทเป็น อิติ อยํ. บทว่า
ตํ ทเมน สมุจฺฉินฺเท ความว่า พึงตัดความโกรธได้ด้วยทมะความฝึก
ตน. ถามว่า ด้วยทมะ ข้อไหน?. ตอบว่า ด้วย ทมะ คือ ปัญญา
วิริยะ และทิฏฐิ. บทว่า ปญฺญาวิริเยน ทิฏฐิยา ความว่า ด้วยปัญญา
อันปยุตด้วยวิปัสสนา และด้วยสัมมาทิฏฐิในมรรคนั่นแหละ. บทว่า
ตเถว ธมฺเม สิกฺเขถ ความว่า บุคคลพึงตัดอกุศลเสียได้ โดยประการ
ใด พึงศึกษาแม้ในธรรมคือสมถะและวิปัสสนา โดยประการนั้น
นั่นแล. บทว่า มาโน ทุมฺมงฺกุยํ อหุ ความว่า ปรารถนาประโยชน์
นี้ว่า ขอความเป็นผู้เก้อยาก อย่าได้มีแล้วแก่เราทั้งหลาย. ความว่า
อนายาสา ได้แก่ ไม่มีความคับแค้น. บทว่า อนุสฺสุกฺกา ความว่า
ไม่ถึงความขวนขวายในที่ไหน ๆ คำที่เหลือในบททั้งปวง ง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบ อรรถกถาโกธนาสูตรที่ ๑๑

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 211 (เล่ม 37)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัพยากตสูตร ๒. ปริสคติสูตร ๓. ติสสสูตร ๔. สหสูตร
๕. รักขิตสูตร ๖. กิมมิลสูตร ๗. สัตตธรรมสูตร ๘. โมคคัลลานะสูตร
๙. ปุญญวิปากสูตร ๑๐. ภริยาสูตร ๑๑. โกธนาสูตร
จบ อัพยากตวรรคที่ ๑

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 212 (เล่ม 37)

มหาวรรคที่ ๗
๑. หิริสูตร
[๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อไม่มีหิริและโอตตัปปะ
อินทรีย์สังวรของบุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะวิบัติ ย่อมมีนิสัยถูก
กำจัด เมื่อไม่มีอินทรีย์สังวร ศีลของบุคคลผู้มีอินทรีย์สังวรวิบัติ
ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด เมื่อไม่มีศีล สัมมาสมาธิของบุคคลผู้มี
ศีลวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณ-
ทัสสนะของบุคคลผู้มีสัมมาสมาธิวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด
เมื่อไม่มียถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทาและวิราคะ ของบุคคลผู้มี
ยถาภูตญาณทัสสนะวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด เมื่อไม่มีนิพพิทา
และวิราคะ วิมุตติญาณทัสสนะของบุคคลผู้มีนิพพิทาและวิราคะวิบัติ
ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้
มีกิ่งและใบวิบัติ กะเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้ก็ดี แก่นก็ดีของ
ต้นไม้นั้นย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
มีหิริและโอตตัปปะ อินทรีย์สังวรของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยหิริ
และโอตตัปปะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมีอินทรีย์สังวร ศีล
ของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอินทรีย์สังวร ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย
เมื่อมีศีล สัมมาสมาธิของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมสมบูรณ์
ด้วยอุปนิสัย เมื่อมีสัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะของบุคคล
สมบูรณ์ด้วยสัมมาสมาธิย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมียถา-

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 213 (เล่ม 37)

ภูตญาณทัสสนะ นิพพิทาและวิราคะของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย
ยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมีนิพพิทา
และวิราคะ วิมุตติญาณทัสสนะของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทา
และวิราคะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบ
เหมือนต้นไม้สมบูรณ์ด้วยกิ่งและใบ กะเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้
ก็ดี แก่นก็ดี ของต้นไม้นั้น ย่อมถึงความสมบูรณ์ ฉะนั้น.
จบ หิริสูตรที่ ๑
อรรถกถาหิริสูตรที่ ๑
หิริสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า หตูปนิโส ได้แก่ มีเหตุถูกกำจัดแล้ว มีปัจจัยถูกตัดแล้ว.
บทว่า ยถาภูตญาณทสฺสนํ ได้แก่ วิปัสสนาอย่างอ่อน. บทว่า
นิพฺพิทาวิราโค ได้แก่วิปัสสนามีกำลัง และมรรค. บทว่า วิมุตฺติ-
ญาณทสฺสนํ ได้แก่ อรหัตตวิมุติ และปัจจเวกขณญาณ
จบ อรรถกถาหิริสูตรที่ ๑

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 214 (เล่ม 37)

๒. สุริยสูตร
[๖๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพ-
ปาลีวัน ใกล้พระนครเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็น
กำหนด ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขาร
ทั้งปวง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขุนเขาสิเนรุ โดยยาว ๘๔,๐๐๐
โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐
โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มีกาลบางคราว
ที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี เมื่อฝน
ไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติที่ใช้เข้ายา ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา
เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง
ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนด ควรเบื่อหน่าย ควรคลาย
กำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไป
แห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์
ดวงที่ ๒ ปรากฏ แม่น้ำลำคลองทั้งหมด ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ
ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วง
ไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวง

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 215 (เล่ม 37)

ที่ ๓ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ ๆ คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี
สรภู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไป
แห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๔
ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ ๆ ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ คือ
แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ
ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพ
ไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไป
แห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๕
ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี ๒๐๐ โยชน์ก็ดี ๓๐๐
โยชน์ก็ดี ๔๐๐ โยชน์ก็ดี ๕๐๐ โยชน์ก็ดี ๖๐๐ โยชน์ก็ดี ๗๐๐
โยชน์ก็ดี ย่อมงวดลงเหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ชั่วต้นตาล
ก็มี ๕ ชั่วต้นตาลก็มี ๔ ชั่วต้นตาลก็มี ๓ ชั่วต้นตาลก็มี ๒ ชั่ว
เพียงเอว เพียงเข่า เพียงแต่ข้อเท้า เพียงในรอยเท้าโค ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย น้ำในมหาสมุทรยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ
เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ ๆ ตกลงมา น้ำเหลืออยู่
ในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ ฉะนั้น เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ
เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ ๆ ตกลงมา น้ำเหลืออยู่
ในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ ฉะนั้น เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 216 (เล่ม 37)

น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไป
แห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๖
ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น
เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่ง
ขึ้น ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพ
ไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลนางครั้งบางคราว โดยล่วงไป
แห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๗
ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง
มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขสิเนรุไฟเผา
ลุกโชน ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุ
ไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย ถูกกองเพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว
ยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์
๕๐๐ โยชน์ ย่อมพังทะลาย เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูก
ไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า เปรียบเหมือนเมื่อ
เนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า
ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง
ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควร
หลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ใครจะรู้

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 217 (เล่ม 37)

ใครจะเชื่อว่า แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม้พินาศไม่
เหลืออยู่ นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว (โสดาบัน).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ศาสดาชื่อสุเนตตะ
เป็นเจ้าลัทธิ ปราศจากความกำหนัดในกาม ก็ศาสดาชื่อสุเนตตะ
นั้น มีสาวกอยู่หลายร้อย เธอแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อ
ความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก และเมื่อสุเนตตศาสดา
แสดงธรรมเพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก สาวก
เหล่าใดรู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป
ก็เข้าถึงสุคติพรหมโลก ส่วนสาวกเหล่าใดยังไม่รู้ทั่วถึงคำสอน
ได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป บางพวกเข้าถึงความ
เป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี บางพวกเข้าถึงความเป็น
แห่งเทวดาชั้นดุสิต บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดา
ชั้นยามา บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช บาง
พวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาล บางพวกเข้าถึง
ความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล บางพวกเข้าถึงความเป็น
สหายแห่งคฤหบดีมหาศาล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดามีความคิด
เห็นว่า การที่เราจะพึงเป็นผู้มีสติเสมอกับสาวกทั้งหลายใน

217