พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 198 (เล่ม 37)

เสมอด้วยทาสี ๑ ก่อนนางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกแล
เธอเป็นจำพวกไหนใน ๗ จำพวกนั้น
นางสุชาดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉัน
ยังไม่รู้ทั่วถึงความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว
โดยย่อนี้ได้โดยพิสดาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระ-
วโรกาส พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน
โดยที่หม่อนฉันจะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด.
พ. ดูก่อนนางสุชาดา ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใสใจให้ดี
เราจักกล่าว นางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์
ด้วยประโยชน์เกื้อกูลยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี
เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว
ภริยาของบุรษเห็นปานนี้เรียกว่า วธกาภริยา
ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต สามีของหญิงประกอบ
ด้วยศิลปธรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้
ทรัพย์ใดมา ภริยาปรารถนาจะยักยอกทรัพย์ แม้
มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียก
ว่า โจรภริยา ภริยาเสมอด้วยโจร ภริยาที่ไม่สนใจ
การงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า
ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบ ข่มขี่ผัวผู้ขยันขันแข็ง

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 199 (เล่ม 37)

ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า อัยยาภริยา
ภริยาเสมอด้วยนาย ภริยาใดอนุเคราะห์ด้วย
ประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือน
มารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีเหมือน
ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า มาตาภริยา
ภริยาเสมอด้วยมารดา ภริยาที่เป็นเหมือนพี่สาว
น้องสาว มีความเคารพในสามีของตน เป็นคน
ละอายบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษ
เห็นปานนี้เรียกว่า ภคินีภริยา ภริยาเสมอด้วย
พี่สาวน้องสาว ภริยาใดในโลกนี้เห็นสามีแล้ว
ชื่นชมยินดี เหมือนเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับ
มาเป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตรปฏิบัติสามี
ภริยาใดสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอกก็ไม่โกรธ ไม่คิด
พิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไปตามอำนาจ
สามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ทาสีภริยา
ภริยาเสนอด้วยทาสี ภริยาที่เรียกว่าวธกาภริยา ๑
โจรีภริยา ๑ อัยยาภริยา ๑ ภริยาทั้ง ๓ จำพวกนั้น
ล้วนแต่เป็นคนทุศีลหลาบช้า ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตาย
ไป ย่อมเข้าถึงนรก ส่วนภริยาที่เรียกว่า มาตา
ภริยา ๑ ภคินีภริยา ๑ สขีภริยา ๑ ทาสีภริยา ๑
ภริยาทั้ง ๔ จำพวกนั้น เพราะตั้งอยู่ในศีล ถนอม
รักไว้ยั่งยืน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ.

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 200 (เล่ม 37)

ดูก่อนนางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอ
เป็นภริยาจำพวกไหน ใน ๗ จำพวกนั้น.
ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอพระ-
ผู้มีพระภคเจ้า โปรดทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นภริยาของสามีผู้
เสมอด้วยทาสี.
จบ ภริยาสูตรที่ ๑๐
อรรถกถาภริยาสูตรที่ ๑๐
ภริยาสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า เกวฏฺโฏ มญฺฌญ มจฺเฉ วิโลเปติ ความว่า ในที่ที่ชาว-
ประมงยืนยกตะกร้าปลาลง พอยกแหอวนขึ้นจากน้ำเท่านั้น คน
จับปลาก็ส่งเสียงดังลั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเสียงนั้น
จึงตรัสคำนั้น. บทว่า สุชาตา ได้แก่ หญิงเป็นน้องสาวมหาอุบาสิกา
ชื่อว่าวิสาขา. บทว่า สา เนว สสฺสุํ อาทิยติ ความว่า นางสุชาดา
นั้น ไม่กระทำวัตรปฏิบัติ อันชื่อว่าวัตรอันหญิงสะใภ้จะพึงทำแก่
มารดาของสามี ทั้งไม่ยอมรับนับถือมารดาสามีว่า เป็นมารดา.
บทว่า น สสฺสุรํ อาทิยติ ความว่า นางสุชาดานั้นไม่ยอมเชื่อฟัง
แม้คำบิดาของสามี. เมื่อเป็นเช่นนี้จึงชื่อว่า นางไม่เชื่อฟัง เพราะ
นางไม่เอื้อเฟื้อบ้าง เพราะนางไม่ยอมรับบ้าง แม้ในบทที่เหลือ

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 201 (เล่ม 37)

ก็นัยนี้เหมือนกัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ถือเอามรรยาทของ
หญิงสะใภ้นั่งตรง พระพักตร์ของพระศาสดา. ด้วยประการฉะนี้.
ฝ่ายนางสุชาดานั้น คิดว่า เศรษฐีนี้จักกล่าวสรรเสริญคุณ ของเราใน
สำนักพระทสพล หรือจะกล่าวโทษ ดังนี้แล้ว ได้ไปยืนฟังเสียงใน
ที่ไม่ไกล. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเรียกเธอมาตรัสว่า มานี่
สุชาดา. บทว่า อหิตานุกมฺปินี แปลว่า ผู้ไม่อนุเคราะห์ ด้วยประโยชน์
เกื้อกูล. บทว่า อญฺเญสุ ได้แก่ในชายอื่น. บทว่า อติมญฺญเต ความว่า
ย่อมทนงตัว คือ ย่อมดูหมิ่นด้วยอำนาจมานะ. บทว่า ธเนน กีตสฺส
ความเป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ บทว่า วธาย อุสฺสุกฺกา ความว่า
พยายามจะฆ่า. บทว่า ยํ อิตฺถิยา วินฺทติ สามิโก ธนํ ความว่า สามี
ของหญิงได้ทรัพย์ใดมา. บทว่า อปฺปมฺปิสฺส อปหาตุมิจฺฉติ ความว่า
ภรรยาปรารถนาที่จะลักทรัพย์ แม้มีอยู่น้อยหนึ่งนั้น คือพยายาม
ที่จะลักทรัพย์ทีละน้อย แม้จากข้าวสาร ที่ห่อใส่ไว้ในหม้อข้า
อันยกขึ้นตั้งไว้บนเตาไฟ. บทว่า อลสา ความว่า เป็นผู้นั่งแช่
ในที่ตนนั่ง ยืนแช่ ในที่ที่ตนยืน. บทว่า ผรุสา แปลว่ากระด้าง
บทว่า ทุรตฺตวาทินี ความว่า ผู้มีปกติกล่าววาจาเป็นทุพภาษิต
วาจาชั่วหยาบ คือ กล่าวคำหยาบและกระด้างนั่นเอง. ในคำว่า
อุฏฺฐายกนํ อภิภุยฺย วตฺตติ นี้ มีวินิจฉัยต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสถึงสามี ผู้สมบูรณ์ด้วยความเพียรเป็นเครื่องลุกขึ้น ด้วยศัพท์
อันเป็นพหุวจนะว่า อุฏฺฐายกานํ ดังนี้. ภรรยา ประพฤติกดขี่สามีผู้
สมบูรณ์ด้วยความหมั่นเพียรนั้น แล้วกระทำสามีนั้นให้อยู่ในภายใต้
อำนาจตน. บทว่า ปโมทติ ความว่า ย่อมเป็นผู้ชื่นชมปราโมทย์.

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 202 (เล่ม 37)

บทว่า โกเลยฺยกา ความว่า เพียบพร้อมด้วยสกุล. บทว่า ปติพฺพตา
ได้แก่ ปติเทวตา เป็นผู้มีสามีดังเทวดา. บทว่า วธทณฺฑตชฺชิตา
ความว่า ภรรยา ผู้อันสามีถือท่อนไม้. ด้วยการฆ่า กล่าวว่า
ข้าจะฆ่าเจ้าเองดังนี้. บทว่า ทาสีสมํ ความว่า นางสุชาดากราบทูล
ว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นทาสี
ผู้บริบูรณ์ด้วยวัตรปฏิบัติสามีดังนี้ แล้วตั้งอยู่ในสรณะทั้ง ๓.
จบ อรรถกถาภริยาสูตรที่ ๑๐

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 203 (เล่ม 37)

๑๑. โกธนาสูตร
[๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ เป็นความ
มุ่งหมายของตนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็น
ข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ธรรม ๗ ประการ
เป็นไฉน ก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้เป็นข้าศึกกันในโลกนี้ย่อม
ปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้มีผิวพรรณ
ทรามเถิดหนอ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อม
ไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมีผิวพรรณงาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
คนผู้โกรธ ถูกความโกรธ ครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะอาบน้ำ ไล้ทา
ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาวสะอาดแล้วก็ตาม แต่ถูกความโกรธ
ครอบงำแล้ว ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นี้เป็นธรรมข้อที่ ๑ เป็นผู้ความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็น
ความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชาย
มีความโกรธ.
อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคน
ที่เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้พึงนอนเป็นทุกข์เถิดหนอ
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมไม่ยินดีให้คนที่
เป็นข้าศึกกันอยู่สบาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความ
โกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะนอนบนบัลลังค์อันลาดด้วยผ้า
ขนสัตว์ ลาดด้วยผ้าขาวเนื้ออ่อน ลาดด้วยเครื่องลาดแล้วอย่างดีทำด้วย
หนังชะมด มีผ้าดาดเพดาน มีหมอนหนุนศีรษะหนุนเท้าแดงทั้งสอง

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 204 (เล่ม 37)

ข้างก็ตาม แต่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมนอนเป็นทุกข์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๒ เป็นความมุ่งหมายของ
คนเป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อม
มาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ.
อีกประการหนึ่ง คนเป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็น
ข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามีความเจริญเลย ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็น
ข้าศึกกันมีความเจริญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความ
โกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะถือเอาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ก็สำคัญว่า
เราถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ แม้ถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ก็
สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ธรรมเหล่านี้อันคนผู้โกรธ
ถูกความโกรธครอบงำถือเอาแล้ว เป็นข้าศึกแก่กันและกัน ย่อม
เป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช้ประโยชน์เกื้อกูล. เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ เป็นความมุ่งหมายของตน
ผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อม
มาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ.
อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้
เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ข้อให้บุคคลผู้นี้อย่ามีโภคะเลย ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็น
ข้าศึกกันมีโภคะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธถูกความโกรธ
ครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะมีโภคะที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร
สั่งสมได้ด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 205 (เล่ม 37)

ได้มาโดยธรรม พระราชาทั้งหลายย่อมริบโภคะของคนขี้โกรธ
เข้าพระคลังหลวง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๔ เป็น
ความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของตน
เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ.
อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคน
ผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามียศเลย ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกัน
มียศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครองงำย่ำยีแล้ว
แม้จะได้ยศมาเพราะความไม่ประมาท ก็เสื่อมจากยศนั้นได้ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๕ เป็นความมุ่งหมายของตนผู้
เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของตนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึง
หญิงหรือชายผู้มีความโกรธ.
อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคน
ผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้อย่ามีมิตรเลย ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกัน
มีมิตร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยี
แล้ว แม้เขาจะมีมิตรอำมาตย์ ญาติสายโลหิต มิตรอำมาตย์ญาติสาย-
โลหิตเหล่านั้น ก็เว้นเขาเสียห่างไกล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็น
ธรรมข้อที่ ๖ เป็นความมุ่งหมายของตนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความ
ต้องการของตนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ.
อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคน
ผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้ เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 206 (เล่ม 37)

ทุคติ วินิบาต นรก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกัน
ย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันไปสุคติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
คนผูโกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว ย่อมประพฤติทุจริต
ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๗ เป็นความ
มุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึก
กัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน
เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชาย
ผู้มีความโกรธ.
คนโกรธมีผิวพรรณทราม ย่อมนอนเป็น
ทุกข์ ถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว กลับปฏิบัติ
สิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ ทำปาณาติบาตด้วยกาย
และวาจา ย่อมถึงความเสื่อมทรัพย์ ผู้มัวเมา
เพราะความโกรธ ย่อมถึงความไม่มียศ ญาติมิตร
และสหาย ย่อมเว้นคนโกรธเสียห่างไกล คนผู้
โกรธย่อมไม่รู้จักความเจริญ ทำจิตให้กำเริบ ภัย
ที่เกิดมาจากภายในนั่น คนผู้โกรธย่อมไม่รู้สึก
คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ ไม่เห็นธรรม ความโกรธ
ย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมี
ไม่ขณะนั้น คนผู้โกรธย่อมก่อกรรมที่ทำได้ยาก
เหมือนทำได้ง่าย ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขา

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 207 (เล่ม 37)

ย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้ คนผู้โกรธย่อม
แสดงความแก้อยากก่อน เหมือนไฟแสดงควัน
ก่อน ในกาลใด ความโกรธเกิดขึ้น คนย่อมโกรธ
ในกาลนั้น คนนั้นไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปปะ และไม่
มีความเคารพ คนที่ถูกความโกรธครอบงำย่อม
ไม่มีความสว่างแม้แต่น้อยเลย กรรมใดยังห่าง
ไกลจากธรรม อันให้เกิดความเดือดร้อน เราจัก
บอกกรรมเหล่านั้น เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น
ไปตามลำดับ คนโกรธฆ่าบิดาก็ได้ ฆ่ามารดาของ
ตนก็ได้ ฆ่าพระขีณาสพก็ได้ ฆ่าปุถุชนก็ได้ ลูก
ที่มารดาเลี้ยงไว้จนได้ลืมตาดูโลกนี้ ลูกเช่นนั้น
กิเลสหยาบช้า โกรธขึ้นมาย่อมฆ่าแม้มารดานั้นผู้
ให้ชีวิตความเป็นอยู่ได้ จริงอยู่ สัตว์เหล่านั้นมี
ตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เพราะคนเป็นที่รัก
อย่างยิ่ง คนโกรธหมกมุ่นในรูปต่าง ๆ ย่อมฆ่า
ตัวเองได้เพราะเหตุต่าง ๆ ย่อมฆ่าตัวเองด้วยดาบ
บ้าง กินยาพิษบ้าง เอาเชือกผูกคอตายบ้าง โดด
เขาตายบ้าง คนเหล่านั้นเมื่อกระทำกรรมอันมีแต่
ความเสื่อมและทำลายตนก็ไม่รู้สึกความเสื่อม
เกิดแต่โกรธ ตามที่กล่าวมานี้ เป็นบ่วงของมัจจุ-
ราช มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย บุคคลผู้มักโกรธ มีการ
ฝึกตน คือปัญญา ความเพียรและสัมมาทิฏฐิ พึง

207