พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 188 (เล่ม 37)

การคลุกคลีกับบาปมิตร พระศาสดาจึงตรัสคำมีอาทิว่า นาหํ
โมคฺคลฺลาน ดังนี้.
บทว่า กิตฺตาวตา นุ โข ความว่า ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไรหนอ.
บทว่า ตณฺหาสงฺขยวิมุตฺโต โหติ ความว่า ภิกษุชื่อว่าตัณหา-
สังขยวิมุตตะ เพราะเป็นผู้มีจิตน้อมไปในพระนิพพานอันเป็นที่
สิ้นตัณหา ทำพระนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ พระมหาโมคคัลลานะ
ทูลถามว่า โดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเท่าไร ภิกษุย่อมชื่อว่าตัณหา-
สังขยวิมุตตะ ขอพระองค์โปรดทรงแสดงข้อปฏิบัตินั้นนั่นแล ที่เป็น
ปฏิปทาส่วนเบื้องต้นของภิกษุผู้ขีณาสพ โดยสังเขปเถิดพระเจ้าข้า.
บทว่า อจฺจนฺตนิฏฺโฐ ความว่า ชื่อว่า อจฺจนตา เพราะเป็น
ไปล่วงส่วน กล่าวคือความสิ้นไปและความเสื่อมไป. ภิกษุชื่อว่า
อจฺจนฺตนิฏฺโฐ เพราะมีความสำเร็จล่วงส่วน อธิบายว่า มีความ
สำเร็จโดยส่วนเดียว มีความสำเร็จติดต่อกัน. บทว่า อจฺจนฺตโยคฺคกฺเขมี
ความว่า ผู้มีธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะล่วงส่วนอธิบายว่า
มีธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะเป็นนิจ. บทว่า อจฺจนฺตพฺรหฺมจารี
ความว่า เป็นพรหมจารีล่วงส่วน อธิบายว่า เป็นพรหมจารีเป็นนิจ.
บทว่า อจฺจนตปริโยสาโน ความว่า มีที่สุดล่วงส่วนโดยนัยก่อน
นั่นแหละ. บทว่า เสฏฺโฐ เทวมนุสฺสานํ ความว่า ประเสริฐสุดคือ
สูงสุด กว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. พระมหาโมคคัลลานะทูลขอว่า
ภิกษุชื่อว่าเป็นปานนี้ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไร ข้อพระองค์โปรด
ทรงแสดงสำหรับภิกษุนั้นโดยย่อเถิดพระเจ้าข้า.

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 189 (เล่ม 37)

ในคำว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ชื่อว่า ธรรมทั้งปวงคือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ ธรรมทั้งหมด
นั้น ไม่ควรถือไม่ถูก ไม่ชอบ ไม่เหมาะ ที่จะยึดมั่นด้วยอำนาจ
ตัณหาและทิฏฐิ. เพราะเหตุไร ธรรมจึงไม่ควรถือมั่น เพราะธรรม
เหล่านั้น ไม่ตั้งอยู่โดยอาการที่จะยึดถือไว้ จริงอยู่ธรรมเหล่านั้น
แม้ตนจะยึดถือเอาว่า สังขารทั้งหลายเป็นของเที่ยง เป็นสุข และ
เป็นอัตตา ก็ย่อมสำเร็จผลว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็น
อนัตตาอยู่นั่นเอง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ไม่ควรถือมั่นดังนี้. บทว่า อภิชานาติ ความว่า ย่อมรู้ยิ่ง คือรู้
ด้วยญาตปริญญาว่า สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรม
ทั้งปวงเป็นอนัตตา. บทว่า ปริชานาติ ความว่า ย่อมกำหนดรู้
ด้วยติรณปริญญา เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. บทว่า ยํกิญฺจิ เวทนํ
ความว่า ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้มีประมาณน้อย
โดยที่สุดแม้ประกอบด้วยปัญจวิญญาณ. ด้วยบทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงยักเยื้องด้วยอำนาจเวทนา จึงแสดงการกำหนดอรูปธรรม
(นามธรรม) เป็นอารมณ์แก่พระเถระ
บทว่า อนิจฺจานุปสฺสี ได้แก่พิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง. วิราคะ
ในบทว่า วิราคานุปสฺสีนี้ มี ๒ คือ ขยวิราคะ ความคลายกำหนัด
เพราะสิ้นไป ๑ อัจจันตวิราคะ ความคลายกำหนัดเพราะล่วงส่วน
๑ ในสองอย่างนั้น วิปัสสนาอันเห็นความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลาย
โดยความสิ้นก็ดี มรรคญาณ คือการเห็นความคลายกำหนัดล่วงส่วน
คือพระนิพพาน โดยความคลายกำหนัดก็ดี ชื่อว่า วิราคานุปัสสนา

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 190 (เล่ม 37)

การพิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัด. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วย
วิราคธรรมทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่า วิราคานุปัสสี ผู้ตามเห็นความคลาย
กำหนัด. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายถึงวิราคะนั้น จึงตรัสว่า
วิราคานุปสฺสี อธิบายว่าบุคคลผู้พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด.
แม้ใน นิโรธานุปสสีบุคคล ก็นัยนี้เหมือนกัน. เพราะแม้
นิโรธ ความดับ ก็มี ๒ เหมือนกัน คือ ขยนิโรธ ความดับเพราะ
สิ้นไป อัจจันตนิโรธ ความดับ-ล่วงส่วน. ในบทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี
นี้ โวสสัคคะ ความสละ ท่านเรียกว่า ปฏินิสสัคคะ ความสละคืน.
ความสละนั้น ก็มี ๒ อย่าง คือ ปริจจาคโวสสัคคะ ความสละด้วย
การบริจาค ปักขันทนโวสสัคคะ ความสละด้วยการแล่นไป. บรรดา
ความสละทั้ง ๒ นั้น วิปัสสนา ชื่อว่า ปริจจาคโวสสัคคะ ความสละ
ด้วยการละ. จริงอยู่ วิปัสสนานั้น ย่อมละได้ซึ่งกิเลสและขันธ์
ด้วยอำนาจ ตทังคปหาน. มรรค ชื่อว่า ปักขันทนโวสสัคคะ ความ
สละด้วยการแล่นไป ด้วยว่า มรรคนั้น ย่อมแล่นไปสู่พระนิพพาน
โดยเป็นอารมณ์. อีกอย่างหนึ่งมรรคนั้น ชื่อว่า โวสสัคคะ เพราะ
เหตุแม้ทั้ง ๒ คือ เพราะขันธ์และกิเลส ด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน
และเพราะการแล่นไปในพระนิพพาน เพราะเหตุนั้น วิปัสสนา
จึงชื่อว่า ปริจจาคโวสสัคคะ สละด้วยการปริจาค เพราะวิปัสสนา
ย่อมละกิเลสและขันธ์ และมรรคที่ชื่อว่า ปักขันทนโวสสัคคะ
ความสละด้วยการแล่นไป เพราะจิตย่อมแล่นไปในความดับสนิท
คือนิพพานธาตุ ก็เพราะเหตุนี้ คำทั้งสองนี้จึงจัดเข้าได้ในมรรค
บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวิปัสสนาและมรรคทั้งสองนั้น ย่อมเป็นผู้

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 191 (เล่ม 37)

ชื่อว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี ผู้ตามเห็นความสละคืน เพราะประกอบ
ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนานี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึง
บุคคลนั้น จึงตรัสอย่างนี้.
คำว่า น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ ความว่า ภิกษุนั้น ย่อม
ไม่ยึด ไม่ถือเอา ไม่จับต้องธรรมชาติอะไร คือสังขารแม้อย่างหนึ่ง
ด้วยอำนาจตัณหา. คำว่า อนุปาทิยํ น ปริตสฺสติ ความว่า เมื่อไม่
ถือมั่น ย่อมไม่สะดุ้ง เพราะความหวาดสะดุ้งด้วยอำนาจตัณหา. บทว่า
ปจฺจตฺตํเยว ปรินิพฺพายติ ความว่า ย่อมปรินิพพานด้วยกิเลสปรินิพพาน
ด้วยตนทีเดียว. ก็ปัจจเวกขณญาณของภิกษุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงโดยนัยเป็นต้นว่า ขีณา ชาติ ชาติสิ้นแล้ว ดังนี้. ดังนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ถูกพระมหาโมคคัลลานะ. ทูลถามถึงปฏิปทา
อันเป็นส่วนเบื้องต้น ของพระขีณาสพโดยย่อแล้ว จึงตรัสโดยย่อ
เหมือนกัน. แต่พระสูตรนี้ แห่งพระโอวาท เป็นทั้งวิปัสสนา
สำหรับพระเถระ พระเถระนั้น เจริญวิปัสสนาในพระสูตรนี้
แล้วบรรลุพระอรหันต์ ดังนี้แล.
จบ อรรถกถาโมคคัลลานะสูตรที่ ๘

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 192 (เล่ม 37)

๙. ปุญญวิปากสูตร
[๕๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย
คำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมรู้ชัด
ซึ่งผลแห่งบุญอันนำปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ที่เราเสวยแล้ว
ตลอดกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี ครั้นแล้ว เราไม่ได้
กลับมายังโลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ได้ยินว่า เมื่อโลกถึงความพินาศ (ลุกไฟไหม้) เราเข้าถึงพรหมโลก
ชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ เราย่อมเข้าถึงวิมาน
พรหมอันว่างเปล่า ได้ยินว่า ในวิมานพรหมนั้น เราเป็นพรหม
เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ใคร ๆ ครั้นงำไม่ได้ มีความเห็นแน่นอน
มีอำนาจเต็ม เป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งทวยเทพ ๓๖ ครั้ง เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ตั้งอยู่ในธรรม เป็นธรรมราชามีสมุทรทั้ง ๔
เป็นขอบเขต ผู้ชนะสงคราม มีชนบทถึงความสถาพรตั้งมั่น ประกอบ
ด้วยรัตนะ ๗ ประการ รัตนะ ๗ ประการของเรานั้นคือ จักรแก้ว
ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ขุนพลแก้ว
เป็นที่ ๗ อนึ่ง เราเคยมีบุตรมากกว่าพันคน ล้วนแต่เป็นคนกล้าหาญ
ชาญชัย ย่ำยีข้าศึกได้ เราครอบครองปฐพีมณฑลนี้ อันมีมหาสมุทร
เป็นขอบเขต โดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาสตรา.
เชิญดูผลแห่งบุญกุศลของบุคคลผู้แสวงหา
ความสุข ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเจริญเมตตาจิต
มาแล้ว ๗ ปี ไม่ต้องกลับมาสู่โลกนี้ ตลอด ๗

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 193 (เล่ม 37)

สังวัฏฏวิวัฏฏกัป เมื่อโลกถึงความพินาศ เราเข้า
ถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกยังไม่ถึง
ความพินาศ เราเข้าถึงวิมานอันว่างเปล่า ในกาล
นั้น เราเป็นท้าวมหาพรหมผู้มีอำนาจเต็ม ๗ ครั้ง
เป็นท้าวสักกะจอมเทพ เสวยสมบัติในเทวโลก
๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ในหมู่
ชนชาวชมพูทวีป เป็นกษัตริย์ได้รับมุรธาภิเศก
แล้ว เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ปกครองปฐมพีมณฑลนี้
โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาตรา สั่งสอน
คนในปฐพีมณฑลนั้นโดยธรรมสม่ำเสมอ ไม่ผลุน
ผลัน ได้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก
แล้ว ได้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก
มาย ทั้งบริบูรณ์พร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ อัน
อำนวยความประสงค์ให้ทุกอย่าง ฐานะดังที่กล่าว
มานี้พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้สงเคราะห์ประชาชาว
โลกทรงแสดงไว้ดีแล้ว เหตุที่ท่านเรียกว่าเป็น
พระเจ้าแผ่นดิน เพราะความเป็นใหญ่ เราเป็น
พระราชาผู้เรืองเดช มีอุปกรณ์เครื่องให้ปลื้มใจ
มากมาย มีฤทธิ์ มียศ เป็นใหญ่ ในหมู่ชนชาว
ชมพูทวีป ใครบ้างได้ฟังแล้วจะไม่เลื่อมใสแม้จะ
เป็นคนมีชาติต่ำ เพราะฉะนั้นแหละ ผู้มุ่งประ-

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 194 (เล่ม 37)

โยชน์ จำนงหวังความเป็นใหญ่ ระลึกถึงคำสอน
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงเคารพสัทธรรม.
จบ ปุญญวิปากสูตรที่ ๙
อรรถกถาปุญญวิปากสูตรที่ ๙
ปุญญวิปากสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
คำว่า มา ภิกฺขเว ปุญฺญานํภายิตถ ความว่า พวกเธอเมื่อจะ
ทำบุญ อย่างได้กลัวต่อบุญเหล่านั้นเลย. ด้วยคำว่า เมตฺตจิตฺตํ ภาเวสึ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราอบรมจิตทำให้ประณีตประกอบ
เมตตา อันประกอบด้วยฌานหมวด ๓ และหมวด ๔
คำว่า สํวฏฺฏมาเน สุทาหํ ตัดบทเป็น สํวฏฺฏมาเน สุทํ อหํ.
บทว่า สํวฏฺฏมาเน ความว่า เมื่อโลกอันไฟไหม้อยู่ คืออันไฟทำให้
พินาศอยู่. บทว่า ธมฺมิโก ได้แก่ ประกอบด้วยกุศลธรรม ๑๐ ประการ.
บทว่า ธมฺมราชา นี้ เป็นไวพจน์ ของบทว่า ธมฺมราชา นั้น. อีก
อย่างหนึ่ง ชื่อว่า เป็นธรรมราชา เพราะทรงได้ราชสมบัติ
โดยธรรม. บทว่า จาตุรนฺโต ได้แก่มีความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
ที่ชื่อว่า จาตุรันต์ ด้วยอำนาจมีมหาสมุทรทั้ง ๔ มีในทิศบูรพา
เป็นต้น บทว่า วิชิตาวี แปลว่า ผู้ชนะสงคราม. ชนบทในพระเจ้า-

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 195 (เล่ม 37)

จักพรรดินั้น ถึงความมั่นคงถาวร เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้ทรง
มีชนบทถึงความมั่นคงถาวร.
บทว่า ปโรสหสฺสํ แปลว่า มีพระโอรสมากเกิน ๑,๐๐๐
พระองค์. บทว่า สูรา ได้แก่ผู้ไม่ขลาด ในบทว่า วีรงฺครูปา มีรูป
วิเคราะห์ดังต่อไปนี้ องค์ของผู้แกล้วกล้า ชื่อว่า วีรังคะ วีรังคะ
องค์ผู้กล้าหาญเป็นรูปของโอรสเหล่านั้น เหตุนั้นโอรสเหล่านั้น
ชื่อว่า วิรังครูปา ผู้มีองค์แห่งผู้กล้าหาญเป็นรูป. ท่านอธิบายไว้ว่า
โอรสเหล่านั้น ไม่เกียจคร้าน เหมือนผู้มีความเพียรเป็นปกติ มีความ
เพียรเป็นสภาวะ และมีความเพียรมาก. ท่านอธิบายว่าแม้จะรบ
ทั้งวันก็ไม่เหน็ดเหนื่อย. บทว่า สาครปริยนฺตํ ความว่า มีมหาสมุทร
ตั้งจดขุนเขาจักรวาฬเป็นขอบเขตล้อมรอบ. บทว่า อทณฺเฑน ได้แก่
เว้นจากอาชญา คือการปรับสินไหมด้วยทรัพย์บ้าง ลงอาชญา
ทางตัวบทกฏหมาย โดยสั่งจำคุก ตัดมือเท้าและประหารชีวิตบ้าง
บทว่า อสตฺเถน ได้แก่ เว้นจากใช้ศัสตราเบียดเบียนผู้อื่นมีศัสตรา
มีคมข้างเดียวเป็นต้น บทว่า ธมฺเมน อภิวิชิย ความว่า ทรงชนะ
ตลอดแผ่นดิน มีประการยังกล่าวแล้ว โดยธรรมอย่างเดียว โดยนัย
อาทิว่า ไม่พึงฆ่าปาณะ สัตว์ที่พระราชาผู้เป็นข้าศึก ต้อนรับ
เสด็จอย่างนี้ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์โปรดเสด็จมาเถิด.
บทว่า สุเขสินํ ความว่า ย่อมเรียกสัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหา
ความสุข. บทว่า สุญฺญพฺรหฺมูปโค ความว่า ผู้เข้าถึงวิมาพรหม

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 196 (เล่ม 37)

อันว่างเปล่า. บทว่า ปฐวึ อิมํ ความว่า ซึ่งแผ่นดินใหญ่ อันมีสาคร
ล้อมรอบ. บทว่า อสาหเสน แปลว่าด้วยกรรมที่มิได้ตั้งคิด. บทว่า
สเมน สุเทสิตํ ความว่า พร่ำสอนด้วยกรรมอันสม่ำเสมอ. บทว่า
เตหิ เอตํ สุเทสิตํ ความว่า ฐานะนี้ คือมีประมาณเท่านี้ อันพระ
พุทธเจ้าทั้งหลาย แสดงดีแล้ว ตรัสดีแล้ว. บทว่า ปฐโพฺย แปลว่า
เจ้าเผ่นดิน.
จบ อรรถกถาปุญญวิปากสูตรที่ ๙

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 197 (เล่ม 37)

๑๐. ภริยาสูตร
[๖๐] ครั้งนั้น เมื่อเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว
ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิก-
เศรษฐี ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ก็สมัยนั้นมนุษย์ทั้งหลาย
ในนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีส่งเสียงอื้ออึง ท่านอนาถ-
บิณฑิกเศรษฐีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวาย
บังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสถามว่า ดูก่อนคฤหบดี เหตุไรหนอ มนุษย์ทั้งหลายในนิเวศน์
ของท่านจึงส่งเสียงอื้ออึง เหมือนชาวประมงแย่งปลากัน อนาถ-
บิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุชาดา
คนนี้ข้าพระองค์นำมาจากตระกูลมั่งคั่งมาเป็นสะใภ้ในเรือน นาง
ไม่เชื่อถือ แม่ผัว พ่อผัว สามี แม้แต่พระผู้มีพระภาคเจ้านางก็ไม่
สักการะเคารพนับถือบูชา ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก
นางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนว่า มานี่แน่ะนางสุชาดา นางสุชาดา
หญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เขาไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อน
นางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้ ๗ จำพวกเป็นไฉน คือ
ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต ๑ เสมอด้วยโจร ๑ เสมอด้วยนาย ๑
เสมอด้วยแม่ ๑ เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว ๑ เสมอด้วยเพื่อน ๑

197