พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 98 (เล่ม 37)

๙. ปฐมวสสูตร
[๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗
ประการ ย่อมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ และไม่เป็นไปตามอำนาจ
ของจิต ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น
ผู้ฉลาดไม่สมาธิ ๑ ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑ ฉลาดในการตั้งอยู่
แห่งสมาธิ ๑ ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑ ฉลาดในความพร้อมมูล
แห่งสมาธิ ๑ ฉลาดรู้ในอารมณ์แห่งสมาธิ ๑ ฉลาดในอภินิหาร
แห่งสมาธิ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗
ประการนี้แล ย่อมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ และไม่เป็นไปตาม
อำนาจของจิต.
จบ ปฐมวสสสูตรที่ ๙
๑๐. ทุติยวสสูตร
[๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยธรรม
๗ ประการ ย่อมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ และไม่เป็นไปตาม
อำนาจของจิต ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สารีบุตรในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑ ฉลาดในการเข้า
สมาธิ ๑ ฉลาดในการตั้งอยู่แห่งสมาธิ ๑ ฉลาดในการออกจาก
สมาธิ ๑ ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตร
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ
ได้ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต.
จบ ทุติยวสสูตรที่ ๑๐

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 99 (เล่ม 37)

๑๑. ปฐมนิททสสูตร
[๓๙] ครั้งนั้นแล เวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตร
และจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านคิดว่า เราจะ
เที่ยวไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถีก็ยังเช้านัก อย่ากระนั้นเลย เราควร
เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด ครั้งนั้น ท่าน
พระสารีบุตรเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้
สนทนาปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ก็สมัยนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุมสนทนากันว่า
ท่านมีอายุทั้งหลาย ท่านผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์
บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้นิททสะ ทานพระสารีบุตร
ไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น
ครั้นแล้วลุกจากที่นั่งหลีกไปด้วยตั้งใจว่า เราจะทั่วถึงเนื้อความ
แห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้น ท่านพระ
สารีบุตรเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีแล้ว กลับจากบิณฑบาต
ในเวลาปัจฉาภัต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวาย
อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์
นั่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ข้าพระองค์
คิดว่า เราจะเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีก็ยังเข้านัก อย่ากระนั้นเลย
เราควรเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ลำดับนั้น

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 100 (เล่ม 37)

ข้าพระองค์เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้
สนทนาปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ก็สมัยนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุมสนทนากันว่า
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์
บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ควรเรียกว่า ภิกษุผู้นิททสะ แต่ข้าพระองค์
ไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น
ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไปด้วยตั้งใจว่า เราจะรู้ทั่วถึงเนื้อความ
แห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระองค์อาจหรือหนอ เพื่อทรงบัญญัติภิกษุนิททสะ ด้วยเหตุเพียง
การนับพรรษาอย่างเดียว ในธรรมวินัยนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร จะไม่มีใคร ๆ
อาจเพื่อบัญญัติภิกษุผู้นิททสะด้วยเหตุเพียงนับพรรษาอย่างเดียว
ในธรรมวินัยนี้ ก่อนสารีบุตร วัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้
เรากระทำไห้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้ว นิททสะวัตถุ ๗
ประการเป็นไฉน ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีฉันทะกล้า
ในการสมาทานสิกขา และมีความรักอย่างลึกซึ้งในการสมาทาน
สิกขาต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในการฟังธรรม และมีความรักอย่างลึกซึ้ง
ในการฟังธรรมต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในการกำจัดความอยาก และมี
ความรักอย่างลึกซึ้งในการกำจัดความอยากต่อไป ๑ มีฉันทะกล้า
ในการหลีกออกเร้น และมีความรักอย่างลึกซึ้งในการหลีกออกเร้น

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 101 (เล่ม 37)

ต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในการปรารภความเพียร และมีความรักอย่าง
ลึกซึ้งในการปรารภความเพียรต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในสติเครื่อง
รักษาตัว และมีความรักอย่างลึกซึ้งในสติเครื่องรักษาตัวต่อไป
มีฉันทะกล้าในการแทงตลอดด้วยทิฐิ และมีความรักอย่างลึกซึ้ง
ในการแทงตลอดด้วยทิฐิต่อไป ๑ ดูก่อนสารีบุตร วัตถุแห่งนิททสะ
๗ ประการนี้แล ถ้าประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี
ก็ควรจะเรียกได้ว่า ภิกษุผู้นิททสะ ถ้าประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์
บริบูรณ์ครบ ๒๔ ปี ก็ดี... ๓๖ ปีก็ดี... ๔๘ ปีก็ดี ก็ควรจะเรียกได้ว่า
ภิกษุนิททสะ.
จบ ปฐมนิททสสูตรที่ ๑๑

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 102 (เล่ม 37)

๑๒. ทุติยนิททสสูตร
[๔๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม
ใกล้กรุงโกสัมพี ครั้งนั้น เป็นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว
ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงโกสัมพี ครั้งนั้นท่านคิดว่า
เราจะเที่ยวบิณฑบาตในกรุงโกสัมพี ก็ยังเช้านัก อย่ากระหาย
เราควรเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด ลำดับ
นั้นแล ท่านพระอานนที่เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์
ปริพาชก ได้สนทนาปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้น
ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุม
สนทนากันว่า ท่านมีอายุทั้งหลาย ท่านผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติ
พรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ควรจะเรียกว่า ภิกษุ
ผู้นิททสะ ท่านพระอานนท์ไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวก
อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป
ด้วยตั้งใจว่าเราจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งคำกล่าวของพวกอัญญ-
เดียรถีย์ปริพาชก ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้น
ท่านพระอานนท์ได้เที่ยวบิณฑบาตในกรุงโกสัมพี กลับจากบิณฑบาต
ในเวลาปัจฉาภัต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวาย
อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์
นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงโกสัมพี ข้าพระองค์

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 103 (เล่ม 37)

ได้คิดว่า เราจะเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงโกสัมพี ก็ยังเช้านัก อย่า
กระนั้นเลย เราควรเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก
ลำดับนั้น ข้าพระองค์เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก
ได้สนทนาปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ก็สมัยนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุมสนทนากันว่า
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์
บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ควรเรียกว่า ภิกษุผู้นิททสะ แต่ข้าพระองค์
ไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น
ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป ด้วยคิดว่า เราจะรู้ทั่วถึงเนื้อความ
ของภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระองค์อาจหรือหนอ เพื่อทรงบัญญัติภิกษุนิททสะ ด้วยเหตุเพียง
นับพรรษาอย่างเดียวในธรรมวินัยนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ไม่มีใคร ๆ อาจ
เพื่อบัญญัติภิกษุผู้นิททสะ ด้วยเหตุเพียงนับพรรษาอย่างเดียวใน
ธรรมวินัยนี้ ก่อนอานนท์ วัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้ เรากระทำ
ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้วนิททสะวัตถุ ๗ ประการเป็น
ไฉน ดูก่อนอานนท์ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑
มีโอตตัปปะ ๑ เป็นพหูสูต ๑ ปรารภความเพียร ๑ มีสติ ๑ มีปัญญา ๑
ดูก่อนอานนท์ วัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้แล เรากระทำให้แจ้ง
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้ว ดูก่อนอานนท์ ภิกษุผู้ประกอบ

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 104 (เล่ม 37)

ด้วยวัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้แล ถ้าประพฤติพรหมจรรย์
บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปีก็ดี ควรจะเรียกได้ว่า ภิกษุผู้นิททสะ
ถ้าประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบ ๒๔ ปีก็ดี... ๓๖
ก็ดี... ๔๘ ปีก็ดี ก็ควรจะเรียกได้ว่า ภิกษุผู้นิททสะ.
จบ ทุติยนิททสสุตรที่ ๑๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัปปมาทสูตร ๒. หิรีมาสูตร ๓. ปฐมสุวจสูตร ๔. ทุติย-
สุวจสุตร ๕. ปฐมสขาสูตร ๖. ทุติยสขาสูตร ๗. ปฐมปฏิสัมภิทาสูตร
๘. ทุติยปฏิสัมภิทาสูตร ๙. ปฐมวสสูตร ๑๐. ทุติยวสสูตร ๑๑. ปฐม-
นิททสสูตร ๑๒. ทุติยนิททสสูตร.
จบ เทวตาวรรที่ ๔

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 105 (เล่ม 37)

มหายัญญวรรคที่ ๕
๑. จิตตสูตร
[๔๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่ง
วิญญาณ) ๗ ประการนี้ วิญญาณฐิติ ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เหมือนมนุษย์
เทวดาบางพวก และวินิปาติกสัตว์บางพวกนี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่
สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน เหมือนเทวดา
ชั้นพรหมกายิกา ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๒
สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เหมือนเทวดา
ชั้นอาภัสสระ นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๓ สัตว์บางพวกมีกายอย่าง
เดียว มีสัญญาอย่างเดียวกัน เหมือนเทวดาชั้นสุภกิณหะ นี้เป็น
วิญญาณฐิติข้อที่ ๔ สัตว์บางพวกเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ โดย
มนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูปสัญญา โดยประการ
ทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา
นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๕ สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ
โดยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะ
โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๖ สัตว์บางพวกเข้าถึง
ชั้นอากิญจัญญายตนะ โดยมนสิการว่า ไม่มีอะไร ๆ เพราะล่วง
วิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๗
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณฐิติ ๗ ประการนี้แล.
จบ จิตตสูตรที่ ๑

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 106 (เล่ม 37)

มหายัญญวรรคที่ ๕
อรรถกถาจิตตสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๕ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า วิญฺญาณฏฺฐิติโย ได้แก่ ที่ตั้งแห่งปฏิสนธิวิญญาณ.
ศัพท์ว่า เสยฺยถาปิ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่าเป็นตัวอย่าง. อธิบายว่า
มนุษย์ทั้งหลาย. จริงอยู่ บรรดามนุษย์ทั้งหลาย หาประมาณมิได้
ในจักรวาฬหาประมาณมิได้ แม้ ๒ คน จะชื่อว่า เหมือนมนุษย์คน
เดียวกันด้วยอำนาจสีและทรวดทรงเป็นอันหามีไม่. แม้มนุษย์
เหล่าใด เป็นพี่น้องฝาแฝดในที่ไหน ๆ ย่อมเหมือนกันโดยสีและ
ทรวดทรง แม้มนุษย์เหล่านั้นแปลกกันตรงที่แลดู เหลียวดู พูดหัวเราะ
เดิน และยืนเป็นต้น นั่นแล. เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า นานตฺตกายา
มีกายต่างกัน. ก็ปฏิสนธิสัญญา ของสัตว์เหล่านั้น เป็นติเหตุกะก็มี
เป็นทุเหตุกะก็มี เป็นอเหตุกะก็มี เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า
นานตฺตสญฺญิโน มีสัญญาต่างกัน. บทว่า เอกจฺเจ จ เทวา ได้แก่
เทวดาชั้นกามาวจร ๖ ชั้น. จริงอยู่ บรรดาเทวดาชั้นกามาวจร ๖
ชั้นนั้น เทวดาบางพวกมีกายเขียว บางพวกมีกายเหลืองเป็นต้น
ส่วนสัญญาของเทวดาเหล่านั้น เป็นทุเหตุกะก็มี เป็นติเหตุกะก็มี
ที่เป็นอเหตุกะไม่มี บทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา ความว่า สัตว์ผู้พัน
จากอบาย ๔ มีอาทิอย่างนี้คือ อุตตรมาตายักขิณี ปิยังกรมาตายักขิณี
ผุสสมิตตายักขิณี ธัมมคุตตายักขิณี และเวมาณิกเปรต เหล่าอื่น. ก็
สัตว์เหล่านั้นมีกายต่างกันโดยผิวมี ผิวเหลือง ผิวขาว ผิวดำ และผิวคล้ำ

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 107 (เล่ม 37)

เป็นต้น และโดยผอมอ้วนเตี้ยและสูง. แม้สัญญาก็ต่างกัน โดยเป็น
ทุเหตุกะติเหตุกะ และอเหตุกะ แต่สัตว์เหล่านั้น ไม่มีอำนาจมากเหมือน
เทวดา มีอำนาจน้อย มีอาหารและเรื่องนุ่งห่มหายาก อยู่เป็นทุกข์
เหมือนมนุษย์ยากไร้ บางพวกต้องทุกข์เวลาข้างแรม มีสุขเวลาข้างขึ้น
เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า วินิปาติกา เพราะตกไปจากกองสุข ส่วน
บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดเป็นติเหตุกะ สัตว์เหล่านั้น ตรัสรู้
ธรรมก็มีเหมือนปิยังกรมาตายักขิณีเป็นต้น.
บทว่า พฺรหฺมกายิกา ได้แก่พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา
มหาพรหมา บทว่า ปฐมาภินิพฺพตฺตา ได้แก่ สัตว์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด
บังเกิดด้วยปฐมฌาน. ส่วนพรหมปาริสัชชา บังเกิดด้วยปฐมฌาน
อย่างอ่อน พรหมปาริสัชชาเหล่านั้นมีอายุประมาณเท่ากับส่วนที่ ๓
แห่งกัป พรหมปุโรหิตาบังเกิดด้วยปฐมฌานปานกลาง มีอายุประมาณ
กึ่งกัป พรหมเหล่านั้นจึงมีกายกว้างกว่ากัน มหาพรหมาบังเกิดด้วย
ปฐมฌานอย่างประณีต มีอายุประมาณกัปหนึ่ง แต่มหาพรหมาเหล่านั้น
มีกายกว้างอย่างยิ่ง ดังนั้น พรหมเหล่านั้น พึงทราบว่า นานตฺตกายา
เอกตฺตสญฺญิโน เพราะมีกายต่างกัน มีสัญญาเป็นอันเดียวกัน ด้วย
อำนาจปฐมฌาน. สัตว์ในอบาย ๔ ก็เหมือนกับพรหมเหล่านั้น.
จริงอยู่ ในนรกทั้งหลาย สัตว์บางพวกนีอัตภาพ คาวุตหนึ่ง บางพวก
กึ่งโยชน์ บางพวกโยชน์หนึ่ง แต่ของพระเทวทัต ๑๐๐ โยชน์. แม้ใน
บรรดาสัตว์ดิรัจฉาน บางพวกเล็ก บางพวกใหญ่ แม้ในปิตติวิสัย
บางพวก ๖๐ ศอก บางพวก ๘๐ ศอก บางพวกมีพรรณดี บางพวก

107