พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 88 (เล่ม 37)

๒. ปฐมสุวจสูตร
[๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว
เทวดาตนหนึ่ง ฯลฯ ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม
๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ธรรม ๗ ประการ
เป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพใน
ธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา
ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ ความเป็นผู้มีมิตร
ดีงาม ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไป
เพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดานั้น ครั้นกล่าว
ดังนี้แล้ว ไหวเรา กระทำประทักษิณแล้ว หายไป ณ ที่นั้นเอง.
ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มี
ความเคารพในธรรม มีความเคารพอย่างแรงกล้า
ในสงฆ์ มีความเคารพในสมาธิ มีความเพียร มี
ความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา มีมิตรดีงาม
เป็นผู้ว่าง่าย มีความเคารพ ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควร
เพื่อความเสื่อม ย่อมตั้งอยู่ในที่ใกล้แห่งพระ-
นิพพานทีเดียว.
จบ ปฐมสุวจสูตรที่ ๓

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 89 (เล่ม 37)

๔. ทุติยสุวจสูตร
[๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว
เทวดาตนหนึ่ง ฯลฯ ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม
๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ธรรม ๗ ประการ
เป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพ
ในธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา
๑ ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ ความเป็นผู้
มีมิตรดีงาม ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อม
เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดานั้น
ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ไหว้เรากระทำประทักษิณาแล้ว หายไป ณ
ที่นั้นเอง.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร
ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความ
แห่งภาษิตที่พระองค์ตรัสแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ว่า ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา กล่าว
สรรเสริญความเป็นผู้เคารพในพระคาสดา ชักชวนภิกษุเหล่าอื่น
ผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดาให้เคารพในพระศาสดา และกล่าว
สรรเสริญภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา ตามความเป็นจริง
โดยกาลอันควร ตนเองเป็นผู้เคารพในธรรม ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความ
เคารพในสงฆ์ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสิกขา ฯลฯ ตนเอง

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 90 (เล่ม 37)

เป็นผู้มีความเคารพในสมาธิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้ว่าง่าย ฯลฯ
เป็นผู้มีมิตรดีงาม ให้เป็นผู้มีมิตรดีงาม และกล่าวสรรเสริญภิกษุ
เหล่าอื่นผู้มีมิตรดีงาม ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร เธอรู้ทั่วถึง
เนื้อความแห่งภาษิตที่เรากล่าวแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้
เป็นการดีแล ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ตนเองเป็นผู้มี
ความเคารพในพระศาสดา กล่าวสรรเสริญความเป็นผู้มีความเคารพ
ในพระศาสดา และกล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่าอื่นผู้มีความเคารพใน
พระศาสดา ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ตนเองเป็นผู้มีความ
เคารพในธรรม ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสงฆ์ ฯลฯ ตนเอง
เป็นผู้มีความเคารพในสิกขา ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสมาธิ
ฯลฯ ตนเองเป็นผู้ว่าง่าย ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีมิตรดีงาม กล่าวสรรเสริญ
ความเป็นผู้มีมิตรดีงาม ชักชวนภิกษุเหล่าอื่นผู้ไม่มีมิตรดีงาม
ให้เป็นผู้มีมิตรดีงาม และกล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่าอื่นผู้มีมิตร
ดีงาม ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ดูก่อนสารีบุตร เธอพึงเห็น
เนื้อความแห่งภาษิตที่เรากล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้.
จบ ทุติยสุวจสูตรที่๔

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 91 (เล่ม 37)

๕. ปฐมสขาสูตร
[๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงคบมิตรผู้ประกอบ
ด้วยองค์ ๗ ประการ. ด้วยองค์ ๗ ประการเป็นไฉน คือ มิตรผู้ให้ของ
ที่ให้ได้ยาก ๑ รับทำกิจที่ทำได้ยาก ๑ อดทนถ้อยคำที่อดในได้ยาก ๑
บอกความลับของตนแก่เพื่อน ๑ ปิดความลับของเพื่อน ๑ ไม่ละทิ้ง
ในยามวิบัติ ๑ เมื่อเพื่อนสิ้นโภคสมบัติก็ไม่ดูหมิ่น ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงคบมิตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการ
นี้แล.
มิตรที่ดีงามย่อมให้ของที่ดีงามให้ได้ยาก
รับทำกิจที่ทำได้ยาก อดทนถ้อยคำหยาบคาย
แม้ยากที่อดใจไว้ได้ บอกความลับของตนแก่
เพื่อน ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ เมื่อเพื่อนสิ้นโภค-
สมบัติ ก็ไม่ดูหมิ่น ฐานะเหล่านี้มีอยู่ในบุคคลใด
บุคคลนั้นเป็นมิตรแท้ ผู้ประสงค์จะคบมิตร ก็
ควรคบมิตรเช่นนั้น.
จบ ปฐมสขาสูตรที่ ๕

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 92 (เล่ม 37)

เทวตาวรรคที่ ๔
อรรถกถาปฐมสขาสูตรที่ ๕
วรรคที่ ๔ สูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทุทฺททํ สิงของมีค่ามาก อันสละได้ยาก. บทว่า ทุกฺกรํ
กโรติ ความว่า ย่อมกระทำกิจกรรมที่กระทำไม่ได้ง่าย ๆ
บทว่า ทุกฺขมํ ขมติ ความว่า ย่อมอดกลั้นได้อย่างมาก เพื่อ
ประโยชน์แก่สหาย. บทว่า คุยฺหมสฺส อาวิกโรติ ความว่า ย่อมเปิด
เผยความลับของตนแก่สหายนั้น. บทว่า คุยฺหมสฺส ปริคูหติ ความว่า
ไม่บอกความลับของสหายนั้นแก่คนเหล่าอื่น. บทว่า ขีเณน นาติมญฺญติ
ได้แก่ เมื่อโภคสมบัติของสหายนั้นสิ้นไปแล้ว ก็ไม่ดูหมิ่นสหายนั้น
เพราะความเสื่อมสิ้นนั้น คือไม่กระทำการเหยียบย่ำและดูหมิ่น
ในตัวสหายนั้น
จบ อรรถกถาปฐมสขาสูตรที่ ๕

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 93 (เล่ม 37)

๖. ทุติยสขาสูตร
[๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗
ประการควรเสพ ควรคบเป็นมิตร ควรเข้าไปนั่งใกล้ แม้ถูกขับไล่
ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุเป็นที่รักใคร่พอใจ ๑ เป็นที่
เคารพ ๑ เป็นผู้ควรสรรเสริญ ๑ เป็นผู้ฉลาดพูด ๑ เป็นผู้อดทน
ต่อถ้อยคำ ๑ พูดถ้อยคำลึกซึ้ง ๑ ไม่ชักนำในทางที่ไม่ดี ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ควรเสพ
ควรคบเป็นมิตร ควรเข้าไปนั่งใกล้ แม้ถูกขับไล่.
ภิกษุเป็นที่รักใคร่ พอใจ เป็นที่เคารพ
ควรสรรเสริญ ฉลาดพูด อดทนต่อถ้อยคำ พูด
ถ้อยคำลึกซึ้ง ไม่ชักนำในทางที่ไม่ดี ฐานะเหล่านี้
มีอยู่ในภิกษุใด ภิกษุนั้นเป็นมิตรแท้ มุ่งอนุเคราะห์
แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ผู้ประสงค์จะคบมิตร ควร
คบมิตรเช่นนั้น แม้จะถูกขับไล่.
จบ สขาสูตรที่ ๖

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 94 (เล่ม 37)

อรรถกถาทุติยสขาสูตรที่ ๖
ทุติยสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า วตฺตา ได้แก่ผู้ฉลาดในถ้อยคำ. บทว่า วจนกฺขโม
ความว่า ภิกษุย่อมอดทนถ้อยคำ คือกระทำตามโอวาทที่ท่านให้.
บทว่า คมฺภีรํ ได้แก่ ถ้อยคำที่ปกปิด ลึกลับที่อาศัยฌาน อาศัย
วิปัสสนา มรรคผล และนิพพาน.
จบ อรรถกถาทุติยสขาสูตรที่ ๖

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 95 (เล่ม 37)

๗. ปฐมปฏิสัมภิทาสูตร
[๓๕] ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ พึงกระทำ
ให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ ต่อการไม่
นานเลย ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อ
จิตหดหู่ ก็รู้ชัดตามเป็นจริงว่า จิตของเราหดหู่ จิตท้อแท้ในภายใน
ก็รู้ชัดตามเป็นจริงว่า จิตของเราท้อแท้ในภายใน หรือจิตฟุ้งซ่าน
ไปภายนอก ก็รู้ชัดตามเป็นจริงว่า จิตของเราฟุ้งซ่านไปภายนอก
เวทนาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ภิกษุนั้น
ทราบแล้ว สัญญาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้
ภิกษุนั้นทราบแล้ว วิตกย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่
ไม่ได้ ภิกษุนั้นทราบแล้ว อนึ่ง นิมิตในธรรมเป็นที่สบาย ไม่เป็น
ที่สบาย เลว ประณีต ดำ ขาว และเป็นปฏิภาคกัน อันภิกษุนั้นเรียน
ดีแล้ว มนสิการดีแล้ว ทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล
พึงกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่
ต่อกาลไม่นานเลย.
จบ ปฐมปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๗

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 96 (เล่ม 37)

อรรถกถาปฐมปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๗
ปฐมปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อิทมฺเม เจตโส ลีนตฺตํ ควาาว่า เมื่อจิตหดหู่เกิดขึ้นแล้ว
ภิกษุย่อมรู้ตามสภาวะความเป็นจริงว่า จิตของเรานี้หดหู่ จิตไปตาม
ถีนมิทธะ ชื่อว่าจิตหดหู่ในภายใน จิตที่กวัดแกว่งไปในกามคุณ ๕
ชื่อว่าจิตฟุ้งไปในภายนอก บทว่า เวทนาเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงถือเอาด้วยอำนาจมูลแห่งธรรมอันเป็นเครื่องเนิ่นช้า. ด้วยว่า
เวทนาเป็นมูลแห่งตัณหา เพราะตัณหาเกิดขึ้นด้วยอำนาจความสุข
สัญญาเป็นมูลของทิฏฐิ เพราะทิฏฐิ เกิดขึ้นในอวิภูตารมณ์ อารมณ์
ที่ไม่ชัดแจ้งวิตกเป็นมูลแห่งมานะ เพราะอัสมิมานเกิดขึ้นด้วย
อำนาจวิตก. บทว่า สปฺปายา สมฺปาเยสุ ได้แก่ที่เป็นอุปการะและ
ไม่เป็นอุปการะ. บทว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ เหตุ. คำที่เหลือในบททั้งปวง
ง่ายทั้งนั้นแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๗

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 97 (เล่ม 37)

๘. ทุติยปฏสัมภิทาสูตร
[๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรประกอบด้วยธรรม ๗
ประการ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
เข้าถึงอยู่ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ สารีบุตรในธรรมวินัยนี้
เมือจิตหดหู่ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า จิตของเราหดหู่ จิตท้อแท้ใน
ภายใน รู้ชัดตามเป็นจริงว่าจิตของเราท้อแท้ในภายใน หรือจิตฟุ้งซ่าน
ไปภายนอก เวทนาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่
ไม่ได้ สารีบุตรทราบแล้ว สัญญาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อม
ถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ สารีบุตรทราบแล้ว วิตกย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ
ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้. สารีบุตรทราบแล้ว จิตในธรรมเป็นที่สบาย
ไม่สบาย เลว ประณีต ดำ ขาว และเป็นปฏิภาคกัน อันสารีบุตร
เรียนดีแล้ว มนสิการดีแล้ว ทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล
ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่.
จบ ทุติยปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๘

97