ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 58 (เล่ม 37)

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะวัสสการพราหมณ์
มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธว่า ดูก่อนพราหมณ์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ ณ
สารันททเจดีย์ ใกล้พระนครเวสาลี ณ ที่นั้น เราได้แสดงอปริหา-
นิยธรรม ๗ ประการนี้ แก่เจ้าวัชชีว่า ก่อนพราหมณ์ อปริหา-
นิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้
แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น.
วัสสการพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ชาววัชชีประกอบด้วยอปริหานิยธรรมแม้แต่ละอย่าง ก็พึงหวัง
ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย จะกล่าวใยถึง
ชาววัชชีผู้ประกอบด้วยปริหานิยธรรม ๗ ประการเล่า ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ อนึ่ง ชาววัชชีอันพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า
อชาตสัตรูเวเทหีบุตร ไม่พึงทำการยุทธด้วยได้ เว้นเสียจากการ
เกลี้ยกล่อม เว้นเสียจากการยุยงให้แตกกัน ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ข้าพระองค์ผู้มีกิจมาก มีกรณีย์มาก ขอกราบลาไป ณ บัดนี้.
พ. ก่อนพราหมณ์ บัดนี้ท่านจงรู้การที่ควรเถิด.
ลำดับนั้น วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธ
ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากอาสนะ
แล้วหลีกไป.
จบ วัสสการสูตรที่ ๒

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 59 (เล่ม 37)

อรรถกถาวัสสการสูตรที่ ๒
สูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อภิยาตุกาโม ความว่า มีพระราชประสงค์จะกรีธาทัพ
ไปย่ำยี บทว่า วชฺชี ได้แก่ เจ้าวัชชีทั้งหลาย. ด้วยบทว่า เอวํมหิทฺธิเก
ได้แก่ผู้ประกอบด้วยราชฤทธิ์ใหญ่อย่างนี้. ด้วยบทว่า เอวํมหิทฺธิเกนี้
พระเจ้าอชาตศัตรู ตรัสถึงความที่เจ้าวัชชีเหล่านั้น มีความพร้อม
เพรียงกัน. บทว่า เอวํมหานุภาเว ได้แก่ ประกอบด้วยราชานุภาพ
ใหญ่อย่างนี้ ด้วยบทว่า เอวํมหานุภาเว นี้ พระเจ้าอชาตศัตรู ตรัสถึง
ความที่เจ้าวัชชีเหล่านั้นเป็นผู้กระทำการศึกษาแล้วในหัสดีศิลปเป็นต้น
ที่ทรงตรัสหมายเอาว่า เจ้าหนุ่มลิจฉวีเหล่านี้ ศึกษาแล้วหนอ เจ้าลิจฉวี
เหล่านี้ศึกษาดีแล้วหนอ ที่ปล่อยลูกธนูใหญ่น้อยที่มีภู่ติดปลาย ไม่
พลาดเป้าทางช่องตาลที่ถี่ ๆ บทว่า อุจฺเฉชฺชิสฺสามิ แปลว่า จักตัด
ให้ขาด บทว่า วินาเสสฺสามิ แปลว่า ทำไม่ให้ปรากฏเลย อนยพฺยสนํ
ได้แก่ ไม่เจริญและความย่อยยับแห่งญาติ. บทว่า อาปาเทสฺสามิ
แปลว่า จักให้ถึงความเสื่อมและความพินาศ.
ได้ยินว่า พระอาชาตศัตรูนั้น ตรัสเรื่องการรบในที่ ๆ
ประทับยืนที่ประทับนั่งเป็นต้น และตรัสสั่งกองกำลังว่า พวกเจ้า
เตรียมยาตราทัพด้วยประการฉะนี้. เหตุไร ? เพราะว่า ริมฝั่งแม่น้ำ
คงคา อาศัยหมู่บ้านปัฏนคามตำบลหนึ่ง เป็นดินแดนของพระเจ้า-
อาชาตศัตรู ๘ โยชน์ ของพวกเจ้าลิจฉวี ๘ โยชน์ ในปัฏฏนคามนั้น
คันธชาติมีค่ามาก ไหลมาจากเชิงเขา เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงสดับ

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 60 (เล่ม 37)

เรื่องนั้น ทรงตระเตรียมว่า เราจะไปวันนี้ พรุ่งนี้ พวกเจ้าลิจฉวี
พร้อมเพรียงร่าเริงมาเสียก่อนเก็บเอาไปหมด.
พระเจ้าอชาตศัตรู เสด็จมาทีหลัง ทรงทราบเรื่องนั้นเข้า
ก็ทรงพระพิโรธแล้วเสด็จกลับไป. แม้ในปีต่อไป เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น
ก็ทรงกระทำเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ ครั้งนั้นแล พระเจ้าอชาต-
ศัตรูกริ้วอย่างแรง ก็ได้กระทำอย่างนั้นในครั้งนั้น
ลำดับนั้น พระเจ้าอชาตสัตรู ทรงพระดำริว่า ชื่อว่า การรบ
กับคณะเจ้าลิจฉวี เป็นเรื่องหนัก การประหัตประหารกันอย่างไร้ผล
แม้ครั้งเดียวมีไม่ได้ จำต้องมีการปรึกษากับบัณฑิตผู้หนึ่งจึงทำการ
คงจะไม่ผิดพลาด แต่บัณฑิตที่เสมือนกับพระศาสดาไม่มี และ-
พระศาสดาก็ประทับอยู่ในพระวิหารใกล้ ๆ ไม่ไกล เอาละจะส่งคน
ไปทูลถาม ถ้าหากว่าเราไปเองจักมีประโยชน์ไร พระศาสดา
คงจักนิ่ง แต่เมื่อไม่มีประโยชน์ พระศาสดาจักตรัสว่า จะประโยชน์
อะไรด้วยการไปในที่นั้น. ท้าวเธอจึงส่งวัสสการพราหมณ์ไป.
พราหมณ์ไปกราบทูลเรื่องนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า อถโข ราชา ฯลฯ อาปาเทสฺสามิ วชฺชีติ.
บทว่า ภควนฺตํ วีชมาโน ความว่า พระเถระตั้งอยู่ในข้อวัตร
ถวายงานพัดพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ความหนาวหรือความร้อน
หามีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงสดับ
คำของพราหมณ์แล้ว มิได้ทรงปรึกษากับพราหมณ์นั้น มีพระ-
ประสงค์ก็จะปรึกษากับพระเถระจึงตรัสว่า กินฺติ เม อานนฺท สุตํ
ดังนี้. คำนั้น มีเนื้อความกล่าวไว้แล้วทั้งนั้น

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 61 (เล่ม 37)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้ว่า เอกมิทาหํ เพื่อทรงประกาศ
ความที่วัชชีธรรม ๗ ประการนี้ที่ทรงแสดงแก่เจ้าวัชชีทั้งหลาย
มาก่อน. บทว่า กรณียา แปลว่า ไม่ควรทำ อธิบายว่า ไม่ควรถือเอา
บทว่า ยทิทํ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ยุทฺธสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัต ใช้ใน
อรรถแห่งตติยาวิภัต. อธิบายว่า ใคร ๆ ไม่อาจยืดได้ด้วยการรบ
ซึ่ง ๆ หน้า. บทว่า อญฺญตฺร มิถุเภทา ความว่า เว้นการเจรจา
การส่งบรรณาการมีช้าง ม้า รถ เงิน ทอง เป็นต้น กระทำการ
สงเคราะห์กันด้วยกล่าวว่า อลํ วิวาเทน อย่าวิวาทกันเลย บัดนี้
เราจักสามัคคีกัน กลมเกลียวกัน ชื่อว่า การเจรจากัน อธิบายว่า
กระทำการสงเคราะห์อย่างนี้ ก็จะยืดเหนี่ยวน้ำใจกันไว้ได้ด้วยความ
สนิทสนมอย่างเดียว บทว่า อญฺญตฺร มิถุเภทา ได้แก่ เว้นการทำ
ให้สองฝ่ายแตกกัน. ด้วยบทนี้ พระเจ้าอชาตสัตรูแสดงว่า ทำให้
แตกกันและกันแล้ว ก็จะจับเจ้าวัชชีเหล่านั้นไว้ได้.
พราหมณ์ได้นัยเเห่งพระพุทธดำรัสแล้ว จึงกล่าวดังนี้. ก็
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พราหมณ์ได้นัยแห่งพระดำรัสนี้
หรือ ? ใช้ทรงทราบ ถามว่า ก็เมื่อทรงทราบ เหตุไรจึงตรัส ตอบว่า
เพื่อทรงอนุเคราะห์ นัยว่าพระองค์ได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า แม้เมื่อ
เราไม่กล่าว ๒ - ๓ วัน พระเจ้าอชาตสัตรูจักเสด็จไปจับเจ้าวัชชี
ไว้หมด. แต่ครั้นเรากล่าวแล้ว พระเจ้าอชาตสัตรูต้องใช้เวลา ๓ ปี
ทำลายพวกเจ้าลิจฉวีผู้สามัคคี จึงจักกลับได้ การมีชีวิตอยู่แม้เท้านี้
ก็ประเสริฐ จริงอยู่ เจ้าวัชชีเป็นอยู่เท่านี้ก็จักกระทำบุญอันเป็น
ที่พึงแก่คนได้ บทว่า อภินนฺทิตฺวา แปลว่า บันเทิงแล้วด้วยจิต. บทว่า

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 62 (เล่ม 37)

อนุโมทิตฺวา บันเทิงด้วยวาจาว่า พระดำรัสนี้ ท่านพระโคดม
ตรัสไว้ดีแล้ว. บทว่า ปกฺกามิ กลับไปเฝ้าพระราชาแล้ว. ฝ่าย
พระราชา ก็ส่งวัสสการพราหมณ์นั้นนั่นแล ไปทำลายเจ้าวัชชี
ทั้งหมดให้ถึงความย่อยยับ.
จบ อรรถกถาวัสสการสูตรที่ ๒

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 63 (เล่ม 37)

๓. ภิกขุสูตร
[๒๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ
ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา
จักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงตั้งใจฟัง จงใส่ใจไว้ให้ดีเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น
ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉน
ภิกษุทั้งหลายหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ เพียงใด พึงหวัง
ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น,
ภิกษุทั้งหลายเมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิก
ประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิก จักพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจ
ที่สงฆ์พึงทำ. เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึง
หวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ภิกษุทั้งหลายจักไม่บัญญัติสิ่งที่
ยังไม่ได้บัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติแล้ว จักประพฤติ
มั่นในสิกขาบทตามที่บัญญัติไว้แล้ว เพียงใด พึงหวังความ
เจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ภิกษุ
ทั้งหลายยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ท่านผู้เป็นเถระ
เป็นรัตตัญญู บวชมานาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก
และจักสำคัญถ้อยคำ. แห่งท่านเหล่านั้นว่า เป็นถ้อยคำอันตน
พึงเชื่อฟัง เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวัง

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 64 (เล่ม 37)

ความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ภิกษุทั้งหลายจักพอใจอยู่ในเสนา-
สนะป่าเพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวัง
ความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ภิกษุทั้งหลายจักเข้าไปตั้งความ
ระลึกถึงเฉพาะตนได้ว่า ไฉนหนอ เพื่อนพรหมจรรย์มีศีล
เป็นที่รัก ที่ยังไม่มา ขอจงมา และที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุข
เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อม
เลย เพียงนั้น, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗
ประการนี้ จักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจัก
ปรากฏในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ภิกษุ
ทั้งหลายพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อม
เลยเพียงนั้น.
จบ ภิกขุสูตรที่ ๓
อรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๓
ภิกขุสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อภิณฺหสนฺนิปาตา นี้ เป็นเหมือนคำที่กล่าวแล้วในวัชชี
อปริหานิยธรรม ๗ ประการนั่นแหละ. ก็ภิกษุทั้งหลาย แม้ในพระ-
ศาสนานี้ ไม่ประชุมกันเป็นนิตย์ย่อมไม่ได้ยินข่าวที่มาในทิศทั้งหลาย.
ต่อแต่นั้น ย่อมไม่รู้ข่าวเป็นต้นว่า สีมาวิหาริโน้นวุ่นวาย อุโบสถ
และปวารณา ยังตั้งอยู่. ภิกษุในที่ชื่อโน้นกระทำเวชกรรมและ
ทูตกรรมเป็นต้น ภิกษุทั้งหลายผู้มากไปด้วยวิญญัติ ย่อมเลี้ยงชีพ
ด้วยการให้ผลไม้และดอกไม้เป็นต้น แม้ภิกษุชั่วทั้งหลาย รู้ว่าสงฆ์

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 65 (เล่ม 37)

ประมาทแล้ว ย่อมทำคำสั่งสอนที่เป็นกองให้เสื่อมลง. ส่วนภิกษุ
ทั้งหลาย ผู้ประชุมกันเนื่องนิตย์ ย่อมได้สดับเรื่องนั้น. ลำดับนั้น ก็
ส่งภิกษุสงฆ์ไปให้กระทำสีมาเสียให้ตรง ยังอุโบสถและปวารณา
ให้เป็นไป ส่งภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ไปในสถานที่อยู่ของพวกภิกษุ
มิจฉาชีพ ให้สอนอริยวงศ์ให้ภิกษุเหล่าวินัยธร ลงนิคคหะแก่ภิกษุชั่ว
ทั้งหลาย แม้ภิกษุชั่วทั้งหลายรู้ว่าสงฆ์ไม่เผลอเรอ พวกเราไม่อาจ
เพื่อเที่ยวไปเป็นพวกเป็นหมู่ได้ ดังนี้แล้ว ก็แตกหนีกันไป. พึงทราบ
ความเจริญและความเสื่อมในข้อนี้ด้วยอาการอย่างนี้.
ในบทว่า สมคฺคา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พอเมื่อบุคคล
ตีกลองหรือเคาะระฆังว่า สงฆ์จงประชุมกัน เพื่อชำระพระเจดีย์
หรือมุงเรือนโพธิ์โรงอุโบสถ หรือเพื่อประสงค์จะตั้งกติกาวัตร
ภิกษุทั้งหลาย ทำความบ่ายเบี่ยงไปว่า เรามีจีวรกรรมอยู่ เราระบม
บาตรอยู่ เรามีนวกรรมอยู่ ชื่อว่าไม่พร้อมเพรียงกันประชุม. ก็
ภิกษุทั้งหลายเว้นกรรมนั้นทั้งหมด ต่างรีบไปกันก่อน ประชุม
พร้อมกัน ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันประชุม. ส่วนภิกษุทั้งหลายประชุม
กัน คิดปรึกษากันกระทำกิจที่ควรทำ ไม่พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม
ทีเดียว ชื่อว่าไม่พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม. ด้วยว่าเมื่อภิกษุ
ทั้งหลายเลิกประชุมกันด้วยอาการอย่างนี้ เหล่าภิกษุที่ไปถึงก่อน
ย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราตั้งแต่นอกเรื่อง ส่วนภิกษุทั้งหลาย
ผู้เลิกประชุมพร้อม ๆ กันนั่นแหละ ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสดับข่าวว่า สีมาวิหารในที่โน้นวุ่นวาย.
อุโบสถปวารณายังตั้งอยู่ในที่โน้น พวกภิกษุชั่วกระทำเวชกรรม

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 66 (เล่ม 37)

เป็นต้นหนาแน่น เมื่อพระเถระกล่าวว่า ใครจักไปลงนิคคหะภิกษุ
เหล่านั้น ก็จะชิงกันพูดว่าผมก่อน ผมก่อนแล้วก็ไป ชื่อว่า พร้อมเพรียง
กันเลิกประชุม. อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เห็นภิกษุอาคันตุกะ ไม่กล่าวว่า
ท่านจงไปบริเวณนี้ ท่านจงไปบริเวณนั่น พวกเราเป็นใคร ดังนี้
ทุกรูปกระทำวัตรบ้าง เห็นอาคันตุกะมีบาตรจีวรเก่า ก็แสวงหาบาตร
จีวร ด้วยภิกษาจารวัตร ถวายภิกษุอาคันตุกะนั้น แสวงคิลานเภสัช
(ยา) แก่ภิกษุอาคันตุกะอาพาธบ้าง ไม่พูดกะภิกษุอาคันตุกะ
ผู้อาพาธไม่มีที่พึ่งว่าจงไปบริเวณโน้น บำรุงอยู่ในบริเวณของตน ๆ
บ้าง. คัมภีร์ที่ยังบกพร่องคัมภีร์หนึ่ง ก็สงเคราะห์ภิกษุผู้มีปัญญา
ให้เธอยกคัมภีร์นั้นขึ้นบ้าง ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันกระทำกิจที่ควร
กระทำของสงฆ์.
ในบทว่า อปฺปญฺญตฺตํ เป็นต้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ภิกษุ
ทั้งหลาย ถือเอากติกาวัตรหรือสิกขาบทที่ไม่เป็นธรรมใหม่ ชื่อว่า
บัญญัติข้อที่มิได้ทรงบัญญัติ เหมือนภิกษุทั้งหลายในกรุงสาวัตถี
บัญญัติข้อที่ยังไม่ได้บัญญัติ ในเพราะเรื่องสันถัดเก่า ฉะนั้น.
ภิกษุทั้งหลายแสดงคำสอนนอกธรรม นอกวินัย ชื่อว่า
เพิกถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว เหมือนภิกษุวัชชีบุตร ชาวกรุง-
เวสาลี เพิกถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปีฉะนั้น อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจงใจละเมิด
อาบัติเล็กน้อย ชื่อว่า ไม่สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลาย
ตามที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว เหมือนภิกษุอัสสชิ และภิกษุปุนัพพสุกะ
ฉะนั้น. ส่วนภิกษุทั้งหลาย ผู้ไม่กระทำอย่างนั้น ชื่อว่า ไม่บัญญัติ

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 67 (เล่ม 37)

ข้อที่ยังไม่ได้ทรงบัญญัติ ไม่เพิกถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทาน
ประพฤติ ในสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว เหมือนท่านพระอุคคเสน
ท่านพระยสกากัณฑกษบุตร และท่านพระมหากัสสปะ ฉะนั้น. บทว่า
วุฑฺฒิเยว ความว่า พึงหวังแต่ความเจริญด้วยคุณมีศีลคุณเป็นต้น
เท่านั้น ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย
บทว่า เถร ได้แก่ผู้ถึงภาวะความมั่นคง คือประกอบด้วย
คุณเครื่องกระทำความเป็นเถระ พระเถระทั้งหลายย่อมรู้ราตรี
เป็นอันมาก เหตุนั้นจึงชื่อว่า รัตตัญญู การบวชของภิกษุเหล่านี้
สิ้นกาลนานเพราะเหตุนั้น ภิกษุเหล่านี้ชื่อว่า จิรปัพพชิตา พระเถระ
ทั้งหลายตั้งอยู่ในฐานะเป็นบิดรแห่งสงฆ์ เหตุนั้นจึงชื่อว่า สังฆบิดร
เพราะตั้งอยู่ในฐานะเป็นสังฆบิดร ภิกษุเหล่าใดย่อมนำสงฆ์ คือ
เป็นหัวหน้าให้ภิกษุทั้งหลายประพฤติในสิกขา ๓ เพราะเหตุนั้น
พระเถระเหล่านั้น ชื่อว่า สังฆปริณายก ผู้นำสงฆ์. ภิกษุเหล่านั้น
ไม่กระทำสักการะ. เป็นต้น ก็พระเถระเหล่านั้น ไม่ไปปรนนิบัติ
๒ วาระ ๓ วาระ เพื่อประโยชน์แก่การรับโอวาท พระเถระแม้
เหล่านั้น ย่อมไม่ให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น ไม่กล่าวถ้อยคำอันเป็น
ประเพณีธรรมเนียมแก่ภิกษุเหล่านั้น ไม่ให้ศึกษาธรรมปริยาย
อันเป็นสาระ ภิกษุเหล่านั้นอันพระเถระเหล่านั้นสลัดเสียแล้ว ย่อม
เสื่อมจากคุณทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้คือ ธรรมขันธ์ มีศีลขันธ์เป็นต้น
และอริยทรัพย์ ๗ ประการ. ฝ่ายภิกษุเหล่าใด กระทำสักการะเป็นต้น
แก่พระเถระเหล่านั้น ไปปรนนิบัติพระเถระเหล่านั้น ย่อมให้โอวาท
แก่ภิกษุเหล่านั้น มีคำเป็นต้นว่า "ท่านพึงก้าวไปข้างหน้าด้วยอาการ

67