ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 38 (เล่ม 37)

๙. นิพพานสูตร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควรของคำนับ
เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำ
อัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวกเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความเป็นสุข สำคัญว่าสุข
ทั้งรู้ว่าเป็นสุข ในนิพพาน ตั้งใจมั่น ติดต่อกันไปไม่ขาดสาย มี
ปัญญาหยั่งทราบ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา
อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ นี้เป็นบุคคลที่ ๑ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ
เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะความสิ้น
อาสวะสู่ความสิ้นชีวิตของท่านนั้น ไม่ก่อนไม่หลังกัน นี้เป็น
บุคคลที่ ๒ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มี
นาบุญอื่นยิ่งกว่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย-
สังโยชน์ ๕ สิ้นไป จักปรินิพพานในระหว่าง นี้เป็นบุคคลที่ ๓
เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 39 (เล่ม 37)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย
สังโยชน์ ๕ สิ้นไป จักปรินิพพานในเมื่ออายุเลยกึ่ง นี้เป็นบุคคลที่ ๔
เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย-
สังโยชน์ ๕ สิ้นไป จักปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก นี้
เป็นบุคคลที่ ๕ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก
ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางตนในโลกนี้
พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย-
สังโยชน์ ๕ สิ้นไป จักปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง
นี้เป็นบุคคลที่ ๖ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก
ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางตนในโลกนี้
พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย-
สังโยชน์ ๕ สิ้นไป เป็นมีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ นี้เป็น
บุคคลที่ ๗ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มี
นาบุญอื่นยิ่งกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้
ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นควรของทำบุญ เป็น
ผู้ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
จบ นิพพานสูตรที่ ๙

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 40 (เล่ม 37)

อรรถกถานิพพานสูตรที่ ๙
นิพพานสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สุขานุปสฺสี ได้แก่ บุคคลผู้ตามเห็นด้วยญาณ (ปัญญา)
อย่างนี้ว่า พระนิพพานเป็นสุข.
จบ อรรถกถานิพพานสูตรที่ ๙

40
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 41 (เล่ม 37)

๑๐. นิททสวัตถุสูตร
[๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ
เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้า
ในการสมาทานสิกขาและเป็นผู้ได้ความยินดีในการสมาทานสิกขา
ต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการใคร่ครวญธรรม และ
เป็นผู้ได้ความยินดีในการใคร่ครวญธรรมต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจ
อย่างแรงกล้าในอันที่จะกำจัดความอยาก และเป็นผู้ได้ความยินดี
ในอันที่จะกำจัดความอยากต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้า
ในการหลีกเร้นและเป็นผู้ได้ความยินดีในการหลีกเร้นต่อไป ๑ เป็น
ผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการปรารภความเพียร และเป็นผู้
ได้ความยินดีในการปรารภความเพียรต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจ
อย่างแรงกล้าในความเป็นผู้มีสติรอบคอบ และเป็นผู้ได้ความยินดี
ในความเป็นผู้มีสติรอบคอบต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้า
ในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ และเป็นผู้ได้ความยินดีในการแทงตลอด
ด้วยทิฏฐิต่อไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการนี้แล.
จบ นิททสวัตถุสูตรที่ ๑๐

41
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 42 (เล่ม 37)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อนุสยสูตรที่ ๑ ๒. อนุสยสูตรที่ ๒ ๓. กุลสูตร
๔. ปุคคลสูตร ๕. อุทกูปมสูตร ๖. อนิจจาสูตร ๗. ทุกขสูตร
๘. อนัตตาสูตร ๙. นิพพานสูตร ๑๐. นิททสวัตถุสูตร
จบ อนุสยวรรคที่ ๒

42
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 43 (เล่ม 37)

วัชชีวรรคที่ ๓
๑. สารันททสูตร
[๑๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สารันทท-
เจดีย์ ใกล้กรุงเวสาลี ครั้งนั้นแล เจ้าลิจฉวีหลายพระองค์ด้วยกัน
พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ทรงถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า ดูก่อนลิจฉวี
ทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ แก่ทานทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น
ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนลิจฉวีทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ
ชาววัชชีจักหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวัง
ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ชาววัชชี
เมื่อประชุมก็จักพร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียง
กันเลิกประชุมและจักพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่ควรทำ เพียงใด
ชาววัชชีพึงหวังความเจริญ ได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย
เพียงนั้น, ชาววัชชีจักไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่บัญญัติ จักไม่ถอนสิ่ง
ที่ท่านบัญญัติไว้แล้ว ประพฤติมั่นอยู่ในธรรมของชาววัชชีครั้ง
โบราณ ตามที่ท่านบัญญัติไว้ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญ
ได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ชาววัชชีจักสักการะ
เคารพ นับถือ บูชาท่านวัชชีผู้ใหญ่ทั้งหลาย และจักสำคัญถ้อยคำ

43
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 44 (เล่ม 37)

แห่งท่านเหล่านั้น ว่าเป็นถ้อยคำอันตนพึงเชื่อฟัง เพียงใด ชาววัชชี
พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น
ชาววัชชีจักไม่ข่มขืนบังคับปกครองหญิงในสกุล เพียงใด ชาววัชชี
พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น,
ชาววัชชียังคงสักการะ เคารพ นับถือ, บูชาเจติยสถานของชาววัชชี
ทั้งภายในและภายนอก และไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรม ซึ่งเคยให้
เคยทำแก่เจติยสถานเหล่านั้น เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญ
ได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ชาววัชชีจักถวาย
ความอารักขา ความคุ้มครอง ป้องกันโดยชอบธรรมในพระอรหันต์
ทั้งหลาย เป็นอย่างดี ด้วยหวังว่า ไฉนพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยัง
ไม่มา พึงมาสู่แว่นแคว้น และที่มาแล้ว พึงอยู่เป็นสุขเพียงใด ชาว
วัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น.
ดูก่อนลิจฉวีทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จักตั้งอยู่ใน
ชาววัชชี ละชาววัชชียังปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการ
นี้ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความ
เสื่อมเลย เพียงนั้น.
จบ สารันททสูตรที่ ๑

44
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 45 (เล่ม 37)

วัชชีวรรคที่ ๓
อรรถกถาสารันททสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๓ สารันททสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สารนฺทเท เจติเย ได้แก่ในวิหารมีชื่ออย่างนั้น.
ได้ยินว่า เมื่อพระตถาคตยังไม่เสด็จอุบัติ สถานที่อยู่ของยักษ์
ชื่อสารันททะ ได้กลายเป็นเจดีย์. ครั้งนั้น ชนทั้งหลายได้พากัน
สร้างวิหารถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เจดีย์นั่นแล. บทว่า ยาวกีวญฺจ
แปลว่า ตลอดกาลเพียงไร. บทว่า อภิณฺหสนฺนิปาตา ความว่า ประชุม
กันวันละ ๓ ครั้งก็ดี ประชุมกันเป็นระยะ ๆ ก็ดี ชื่อว่า ประชุมกัน
เนือง ๆ. บทว่า บทว่า สนฺนิปาตพหุลา ความว่า ชื่อว่า มากด้วยการประชุม
เพราะยุติกันไม่ได้ว่าทั้งวันวาน ทั้งในวันก่อน ๆ เราก็ประชุมแล้ว
เพื่อประโยชน์อะไรจึงประชุมกันวันนี้อีก. คำว่า วุฑฺฒิเยว ลิจฺฉวี
วชฺชีนํ ปาฏิกงฺขา โน ปริหานิ ความจริงเจ้าลิจฉวี เมื่อไม่ประชุม
กันเนื่อง ๆ ย่อมไม่ได้สดับข่าวสาสน์อันมาในทิศทั้งหลายเลย.
แต่นั้นย่อมไม่ทราบว่า เขตแดนหมู่บ้านโน้น หรือเขตแดนนิคมโน้น
วุ่นวายกัน พวกโจรส่องสุมกันอยู่ในที่โน้น ฝ่ายพวกโจร ครั้นรู้ว่า
เจ้าทั้งหลายพากันประมาทแล้ว ก็โจรตีหมู่บ้านเป็นต้น ทำชนบท
ให้เสียหาย. ความเสื่อมเสียย่อมมีแก่เจ้าทั้งหลายด้วยอาการอย่างนี้.
แต่เมื่อประชุมกันเนือง ๆ ย่อมได้ฟังเรื่องนั้น ๆ จากนั้น ก็ได้ส่ง
กองกำลังไปกระทำการปราบศัตรู. แม้พวกโจรก็คิดว่า เจ้าทั้งหลาย
ไม่ประมาทแล้ว พวกเราไม่อาจเที่ยวไปโดยคุมกันเป็นพวก ๆ ดังนี้

45
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 46 (เล่ม 37)

แล้วก็พากันแตกหนีไป. เจ้าทั้งหลายจึงมีความเจริญด้วยอาการ
อย่างนี้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วุฑฺฒิเยว ลิจฺฉวี
วชฺชีนํ ปาฏิกงฺขา โน ปริหานิ.
ในบทว่า สมคฺคา เป็นต้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. เมื่อสิ้นเสียงกลอง
เรียกประชุม พวกเจ้าวัชชี กระทำความบ่ายเบี่ยงว่า วันนี้เรามีกิจ
เรามีการมงคล ดังนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีความพร้อมเพรียงกันประชุม
อนึ่ง พวกเจ้าวัชชี พอได้สดับเสียงกลอง กำลังบริโภคอาหารก็ดี
กำลังประดับก็ดี กำลังนุ่งผ้าอยู่ก็ดี บริโภคอาหารได้ครึ่งหนึ่ง ประดับ
ตัวครึ่งเดียว กำลังนุ่งผ้าก็มาประชุม ชื่อว่าย่อมพร้อมเพียงกัน
ประชุม. อนึ่งพวกเจ้าวัชชี ประชุมคิดปรึกษากันทำกิจที่ควรทำแล้ว
แต่ไม่พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม ชื่อว่า ไม่พร้อมเพรียงกันเลิก
ประชุม. ด้วยว่าเมื่อพวกเจ้าวัชชี เลิกประชุมกันอย่างนี้ พวกเจ้า
วัชชีที่เลิกไปก่อน ย่อมมีปริวิตกอย่างนี้ว่า พวกเราได้สดับแต่เรื่อง
นอกประเด็นทั้งนั้น บัดนี้จักมีเรื่องวินิจฉัยกันดังนี้. อนึ่ง พวกเจ้าวัชชี
เมื่อพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม ชื่อว่า ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงกันเลิก
ประชุม.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพวกเจ้าวัชชี สดับว่า คามสีมาหรือนิคมสีมา
ในที่ชื่อโน้นวุ่นวายหรือ มีพวกโจรส้องสุมดักปล้น กล่าวว่า ใคร
จักไปกระทำการปราบพวกศัตรู ดังนี้แล้วก็แย่งกันไปกล่าวว่า
เราก่อน เราก่อน ชื่อว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม. แต่เมื่อ
การงานของเจ้าวัชชีผู้หนึ่ง ต้องหยุดชงักลง พวกเจ้าวัชชีนอกนั้น
ต่างก็ส่งบุตรและพี่น้องชายไปช่วยเหลือ เจ้าวัชชีบ้าง พวกเจ้าวัชชี

46
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 47 (เล่ม 37)

ทั้งหมดอย่าได้พูดกะเจ้าผู้เป็นอาคันตุกะว่า จงไปเรือนของเจ้าวัชชี
โน้น จงไปเรือนของเจ้าวัชชีโน้น ดังนี้ ต่างพร้อมเพรียงกันสงเคราะห์
บ้าง เมื่อการมงคลก็ดี โรคก็ดี ก็หรือว่าเมื่อสุขทุกข์เช่นนั้นอย่างอื่น
เกิดขึ้นแก่เจ้าวัชชีคนหนึ่ง พวกเจ้าวัชชีทั้งหมด ก็พากันเป็นสหาย
ในการงานนั้นบ้าง ชื่อว่า ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงช่วยกระทำกิจ
ที่เจ้าวัชชีควรกระทำ.
ในบทว่า อปฺปญฺญตฺตํ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ พวก
เจ้าวัชชีเมื่อให้เก็บส่วยภาษีหรือค่าสินไหมที่ไม่ได้กระทำไว้ใน
กาลก่อน ชื่อว่า ย่อมบัญญัติข้อที่ยังไม่ได้บัญญัติ อนึ่ง พวกเจ้า
วัชชีเมื่อให้เก็บส่วยเป็นต้น เฉพาะที่มีอยู่ตามประเพณีโบราณ ชื่อว่า
ย่อมไม่ถอนข้อที่บัญญัติได้แล้ว. พวกเจ้าวัชชี ตัดสินพวกมนุษย์
ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับมาแสดงว่าเป็นโจร สั่งลงโทษเสร็จเด็ดขาด
ชื่อว่า ถือวัชชีธรรมของเก่าปฏิบัติ. เมื่อพวกเจ้าวัชชีเหล่านั้น
บัญญัติข้อที่ไม่เคยบัญญัติไว้ พวกมนุษย์ผู้ถูกภาษีใหม่เอี่ยมเป็นต้น
บีบคั้นปรึกษากันว่า พวกเราถูกพวกเจ้าวัชชีเบียดเบียนเหลือเกิน
ใครเล่าจักทนอยู่ในแคว้นของพวกเจ้าเหล่านี้ได้ดังนี้แล้ว พากัน
อพยพไปยังปลายเป็นเป็นโจรบ้าง เป็นพวกของโจรบ้างพากันปล้น
ชาวชนบท. เมื่อเจ้าวัชชีเหล่านั้น ถอนข้อบัญญัติ ที่บัญญัติไว้แล้ว
ไม่เก็บส่วยเป็นต้น ที่มีอยู่แล้วตามประเพณี เรือนคลัง ย่อมเสื่อม
ลง ลำดับนั้น ชนทั้งหลาย มีพลม้า พลช้าง กองทหาร และ
นักสนม เป็นต้น เมื่อไม่ได้รับค่าจ้าง ที่เคยมีเป็นประจำ ย่อม
เสื่อมถอยจากเรี่ยวแรงและกำลัง. ชนเหล่านั้น ย่อมทนความเป็น

47