ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 18 (เล่ม 37)

๑๐. มัจฉริยสูตร
[๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ
เป็นไฉน คือ สังโยชน์คือ ความยินดี ๑ ความยินร้าย ๑ ความเห็นผิด
๑ ความสงสัย ๑ มานะ ๑ ความริษยา ๑ ความตระหนี่ ๑ ก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้แล.
จบสูตรที่ ๑๐
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมอัปปิยสูตร ๒. ทุติยอัปปยสูตร ๓. ปฐมพลสูตร
๔. ทุติยพลสูตร ๕. ปฐมธนสูตร ๖. ทุติยธนสูตร ๗. อุคคสูตร
๘. สังโยชนสูตร ๙. ปหานสูตร ๑๐. มัจฉริยสูตร
จบ ธนวรรคที่ ๑

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 19 (เล่ม 37)

อนุสยวรรคที่ ๒
๑. ปฐมอนุสยสูตร
[๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุสัย ๗ ประการนี้ ๗ ประการ
เป็นไฉน คือ อนุสัย คือ กามราคะ ๑ อนุสัย คือ ปฏิฆะ ๑ อนุสัย คือ
ทิฏฐิ ๑ อนุสัย คือ วิจิกิจฉา ๑ อนุสัย คือ มานะ ๑ อนุสัย คือ ภวราคะ
๑ อนุสัย คือ อวิชชา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุสัย ๗ ประการนี้แล.
จบ ปฐมอนุสยสูตรที่ ๑

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 20 (เล่ม 37)

๒. ทติยอนุสยสูตร
[๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
เพื่อละ เพื่อตัดอนุสัย ๗ ประการ ๗ ประการเป็นไฉน คือ อนุสัย คือ
กามราคะ ๑ อนุสัย คือ ปฏิฆะ ๑ อนุสัย คือ ทิฏฐิ ๑ อนุสัย คือ
วิจิกิจฉา ๑ อนุสัย คือ มานะ ๑ อนุสัย คือ ภวราคะ ๑ อนุสัย คือ
อวิชชา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
เพื่อละ เพื่อตัดอนุสัย ๗ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล
ภิกษุละอนุสัยคือกามราคะเสียได้ ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือน
ตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ละอนุสัย
คือ ปฏิฆะ... อนุสัย คือ ทิฏฐิ... อนุสัย คือ วิจิกิจฉา... อนุสัย คือ
มานะ... อนุสัย คือ ภวราคะ... อนุสัย คือ อวิชชาเสียได้ ตัดราก
ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีก
ต่อไป เป็นธรรมดา เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ตัณหาได้แล้ว
เพิกถอนสังโยชน์ได้แล้ว กระทำที่สุดทุกข์ได้แล้ว เพราะตรัสรู้
คือละมานะเสียได้โดยชอบ.
จบ ทุติอนุสยสูตรที่ ๒

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 21 (เล่ม 37)

๓. กุลสูตร
[๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สกุลซึ่งประกอบด้วยองค์ ๗
ประการ ภิกษุยังไม่เคยเข้าไป ไม่ควรเข้าไป หรือเข้าไปแล้ว
ไม่ควรนั่ง องค์ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ต้อนรับด้วยไม่เต็มใจ ๑
ไหว้ด้วยไม่เต็ม ๑ ให้อาสนะด้วยไม่เต็มใจ ๑ ซ่อนของที่มีอยู่ ๑
เมื่อมีของมากให้น้อย ๑ เมื่อมีของประณีตให้ของเศร้าหมอง ๑ ให้
โดยไม่เคารพ ไม่ให้โดยเคารพ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สกุลซึ่ง
ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการนี้แล ภิกษุยังไม่เคยเข้าไป ไม่ควร
เข้าไป หรือเข้าไปแล้วไม่ควรนั่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สกุลซึ่ง
ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการ ภิกษุยังไม่เคยเข้าไป ควรเข้าไป
หรือเข้าไปแล้ว ควรนั่ง องค์ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ต้อนรับด้วย
เต็มใจ ๑ ไหว้ด้วยเต็มใจ ๑ ให้อาสนะด้วยเต็มใจ ๑ ไม่ซ่อนของที่
มีอยู่ ๑ เมื่อมีของมากให้มาก ๑ เมื่อมีของประณีตให้ของประณีต ๑
ให้โดยเคารพ ไม่ให้โดยไม่เคารพ ๑ ก่อนภิกษุทั้งหลาย สกุลซึ่ง
ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการนี้แล ภิกษุยังไม่เคยเข้าไป ควรเข้าไป
หรือเข้าไปแล้วควรนั่ง.
จบ กุลสูตรที่ ๓

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 22 (เล่ม 37)

อนุสยวรรคที่ ๒
อรรถกถากุลสูตรที่ ๓
วรรคที่ ๒ กุลสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า นาลํ แปลว่า ไม่ควร คือไม่เหมาะสม. บทว่า น มนาเปน
ความว่า ลุกจากอาสนะที่ตนนั่ง โดยอาการไม่คอยเต็มใจ คือแสดง
อาการไม่พอใจนั่นเอง. สองบทว่า สนฺตมสฺส ปริคูหนฺติ ความว่า
ย่อมซ่อน คือย่อมปกปิด - ไทยธรรมแม้ที่มีอยู่แก่ภิกษุนั้น. บทว่า
อสกฺกจฺจํ เทนฺติ โน สกฺกจฺจํ ความว่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเศร้าหมอง
หรือประณีตก็ตาม ให้ ไม่ใช่ด้วยมือของตน คือโดยอาการไม่ยำเกรง
ย่อมไม่ให้โดยอาการยำเกรง.
จบ อรรถกถากุลสูตรที่ ๓

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 23 (เล่ม 37)

๔. ปุคคสูตร
[๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควร
ของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควร
กระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวก
เป็นไฉน คือ อุภโตภาควิมุต ๑ ปัญญาวิมุติ ๑ กายสักยี ๑ ทิฏฐิปปัตตะ
๑ สัทธาวิมุติ ๑ ธัมมานุสารี ๑ สัทธานุสารี ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคล ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ
เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก
ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
จบ ปุคคลสูตรที่ ๔
อรรถกถาปุคคลสูตรที่ ๔
ปุคคลสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุภโตภาควิมุตฺโต ความว่า หลุดพ้นแล้วโดยส่วนทั้ง ๒.
อธิบายว่า หลุดพ้นแล้วจากรูปกาย ด้วยอรูปสมาบัติ และหลุดพ้น
แล้วจากนามกายด้วยมรรค. บุคคลนั้นมี ๕ จำพวก คือ บุคคลผู้
ออกจากอรูปสมาบัติ ๔ แต่ละสมาบัติ แล้วพิจารณาสังขารแล้ว
บรรลุพระอรหัต ๔ จำพวก, และพระอนาคามีผู้ออกจากนิโรธแล้ว

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 24 (เล่ม 37)

บรรลุพระอรหัต ๑ จำพวก. แต่บาลีในพระสูตร มาแล้วด้วยอำนาจ
ผู้ได้วิโมกข์ ๘ อย่างนี้ว่า ก็บุคคลผู้หลุดพันโดยส่วน ๒ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในพระศาสนานี้ ถูกต้องวิโมกข์ ด้วยนามกายแล้วอยู่
อาสวะของผู้นั้นย่อมสิ้นไป เพราะเห็นแม้ด้วยปัญญา.
บุคคลผู้ชื่อว่า ปัญญาวิมุตตะ เพราะหลุดพ้นด้วยปัญญา.
ปัญญาวิมุตตะนั้นมี ๕ จำพวก ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ พระ-
อรหันตสุกขวิปัสสกะจำพวก ๑ ท่านออกจากฌาน ๔ แล้วบรรลุ
พระอรหัต ๔ จำพวก. แต่บาลีในสูตรนี้มาแล้ว โดยปฏิเสธวิโมกข์ ๘
ดังพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้ว่า ความจริง บุคคลไม่ได้
ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายอยู่ อาสวะทั้งหลายของเขาย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นแม้ด้วยปัญญา บุคคลนี้ท่านเรียกว่า ปัญญาวิมุตติ หลุดพ้น
แล้วด้วยปัญญา.
บุคคลชื่อว่า กายสักขี เพราะทำให้วิโมกข์นั้น อันตนทำให้
แจ้งแล้วด้วยนามกาย. กายสักขีปุคคลนั้นย่อมถูกต้องฌานสัมผัส
ก่อน ย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิโร คือพระนิพพานในภายหลัง. กายสักขี-
บุคคลนั้น นับตั้งแต่พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล จนถึง
พระอริยบุคคล ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค รวมเป็น ๖ จำพวก
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า บุคคลบางคนในพระศาสนา
ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายอยู่ อาสวะ บางเหล่าของผู้นั้น
ย่อมสิ้นไป เพราะเห็นแม้ด้วยปัญญา บุคคลนี้ท่านเรียกว่า กายสักขี
ด้วยเห็นวิโมกข์ด้วยนามกาย.

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 25 (เล่ม 37)

บุคคลผู้ชื่อว่า ทิฏฐิปปัตตะ เพราะถึงอริยสัจจธรรมที่ตน
เห็นแล้ว. ในทิฏฐิปปัตตบุคคลนั้น มีสักษณะสังเขปดังต่อไปนี้ บุคคล
ชื่อว่า ทิฏฐิปปัตตะ เพราะรู้ เห็น รู้แจ้ง ทำให้แจ้ง ถูกต้องด้วยปัญญา
ว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ความดับสังขารเป็นสุขดังนี้. แต่เมื่อ
ว่าโดยพิศดาร บุคคลแม้นั้น ย่อมมี ๖ จำพวก ดุจกายสักขีบุคคล
ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า บุคคลบางตนในพระ-
ศาสนานี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัด
ตามความเป็นจริงว่า นี้ปฏิปทา เป็นเครื่องยังสัตว์ให้ถึงความดับทุกข์
ดังนี้ และเป็นผู้มีธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ซึ่งตน
เห็นแล้วด้วยปัญญา อันตนประพฤติแล้วปัญญา บุคคลนี้ ท่าน
เรียกว่า ทิฏฐิปปัตตะ ผู้ถึงอริยสัจจ์ ที่ตนเห็นแล้ว.
บุคคล ชื่อว่า สัทธาวิมุตตะ เพราะหลุดพ้นด้วยศรัทธา
สัทธาวิมุตตบุคคลแม้นั้น ก็มี ๖ จำพวก โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บุคคลบางคนในพระศาสนานี้ ย่อม
รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ปฏิปทาเป็นเครื่องให้ถึงความดับทุกข์ และย่อมเป็นผู้มีธรรมที่
พระตถาคตประกาศแล้ว ซึ่งตนเห็นแล้วด้วยปัญญา อันตนประพฤติ
แล้วด้วยปัญญา ฯลฯ บุคคลนี้ ท่านเรียกว่า สัทธาวิมุตตะ หลุดพ้น
ด้วยศรัทธา แต่ว่าไม่เป็นเหมือนความหลุดพ้นของทิฏฐิปปัตตะบุคคล.
เพราะความสิ้นกิเลสของสัทธาวิมุตตะบุคคลนี้ เหมือนความสิ้นกิเลส
ของบุคคลผู้เชื่ออยู่ ปักใจเชื่ออยู่ เเละน้อมใจเชื่ออยู่ ในมัคคขณะ
อันเป็นส่วนเบื้องต้นฉะนั้น ญาณอันเป็นเครื่องดับกิเลสในมัคคขณะ

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 26 (เล่ม 37)

อันเป็นส่วนเบื้อต้น ของทิฏฐิปปัตตะบุคคล เป็นญาณไม่ชักช้า
กล้าแข็ง แหลมคม ตัดกิเลสผ่านไปไม่ได้ เพราะเหตุนั้น เหมือน
อย่างว่า บุคคลใช้ดาบที่ไม่คม ตัดต้นกล้วย รอยขาดของต้นกล้วย
ย่อมเกลี้ยงเกลา ดาบก็ไม่นำ (ตัด) ไปได้โดยฉับพลัน ยังได้ยินเสียง
ใช้ความพยายามอย่างแรงกล้า ฉันใด มรรคภาวนา อันเป็น
ส่วนเบื้องต้น ของสัทธาวิมุตตบุคคลนั้น พึงทราบเหมือนฉันนั้น
แต่ยุคคล เอาดาบที่ลับดีแล้วตัดต้นกล้วย รอยขาดของต้นกล้วย
ย่อมเกลี้ยงเกลา ดาบย่อมนำ (ตัด) ได้ฉับพลัน ไม่ได้ยินเสียง ไม่ต้อง
ใช้ความพยายามอย่างแรง ฉันใด มรรคภาวนา อันเป็นส่วนเบื้องต้น
ของปัญญาวิมุตตบุคคลก็พึงทราบฉันนั้นเหมือนกัน.
บุคคล ชื่อว่า ธัมมานุสารี เพราะตามระลึกถึงธรรม. พร้อม
ชื่อว่า ธรรม. อธิบายว่า บุคคลย่อมเจริญมรรคอันมีปัญญาเป็นตัวนำ
แม้ในบุคคลผู้สัทธานุสารีก็นัยนี้เหมือนกัน. บุคคลทั้ง ๒ นั้น ก็ต่อ
บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคนั่นแล. สมจริงดังคำที่ธรรมสังคห-
กาจารย์ กล่าวไว้ว่า บุคคลใด ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล
ปัญญินทรีย์ย่อมมีจำนวนมาก บุคคลนั้นชื่อว่า ย่อมเจริญอริยมรรค
อันมีปัญญาเป็นตัวนำ บุคคลนี้ท่านเรียกว่า ธัมมานุสารี. ในธัมมา-
นุสารีนั้น มีความสังเขปเพียงเท่านี้. แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร กถาว่าด้วย
อุภโตภาควิมุตตะปุคคลเป็นต้นนี้ ก็กล่าวไว้แล้วในอธิการว่าด้วย
ปัญญาภาวนาในวิสุทธิมรรค เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบ
โดยที่กล่าวแล้วในปกรณ์นั้นเถิด ดังนี้.
จบ อรรถกถาปุคคลสูตรที่ ๔

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 27 (เล่ม 37)

๕. อุทกูปมสูตร
[๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลมีเปรียบด้วยน้ำ ๗ จำพวกนี้
มีปรากฏอยู่ในโลก ๗ จำพวกเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้
จมลงแล้วคราวเดียว ก็เป็นอันจมอยู่นั่นเอง ๑ บางคนโผล่ขึ้นมาแล้ว
กลับจมลงไป ๑ บางคนโผล่พ้นแล้วทรงตัวอยู่ ๑ บางคนโผล่ขึ้นแล้ว
เหลียวไปมา ๑ บางคนโผล่ขึ้นแล้วเตรียมตัวจะข้าม ๑ บางคนโผล่
ขึ้นแล้วได้ที่พึ่ง ๑ บางคนโผล่ขึ้นมาได้แล้วเป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่ง
อยู่บนบก ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่จมลงแล้วคราวเดียว
ก็เป็นอันจมอยู่นั่นเองอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำโดยส่วนเดียว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล
ที่จมลงแล้วคราวเดียวก็เป็นอันจมอยู่นั่นเองอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้กลับจมลงไป
อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือเขามีธรรม คือ
ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาชั้นดี ๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย
แต่ศรัทธาของเขานั้นไม่คงที่ ไม่เจริญขึ้น เสื่อมไปฝ่ายเดียว หิริ
โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาของเขานั้น ไม่คงที่ ไม่เจริญขึ้น เสื่อมไป
ฝ่ายเดียว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วกลับจมลง
อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วทรงตัวอยู่อย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา
หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาชั้นดี ๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย แต่

27