ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 8 (เล่ม 37)

สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถูก
ต้องอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย นี้เรียกว่า โอตตัปปพละ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สติพละเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติเครื่อง
รักษาตนอย่างยิ่ง ย่อมระลึกนึกถึงแม้สิ่งที่ทำคำที่พูดไว้นาน ได้
นี้เรียกว่า สติพละ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิพละเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน นี้
เรียกว่า สมาธิพละ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาพละเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา
ที่กำหนดความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึง
ความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่า ปัญญาพละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พละ ๗ ประการนี้แล.
ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปป-
พละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละเป็นที่ ๗
ภิกษุผู้มีพละด้วยพละ ๗ ประการนี้ เป็นบัณฑิต
ย่อมอยู่เป็นสุข พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย
ย่อมเห็นอรรถแต่งธรรมชัดด้วยปัญญา ความ

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 9 (เล่ม 37)

หลุดพ้นแห่งจิต (จริมกจิต) คือ ความดับของ
ภิกษุนั้นย่อมมีได้ เหมือนความดับแห่งประทีป
ฉะนั้น.
จบ ทุติยพลสูตรที่ ๔
อรรถกถาทุติยพบสูตรที่ ๔
ทุติยพลสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ทุติยพลสูตรที่ ๔ มีอาทิว่า สทฺโธ โหติ ได้พรรณนาไว้แล้ว
ในปัญจกนิบาต นั่นแล.
จบ อรรถกถาทุติยพลสูตรที่ ๔

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 10 (เล่ม 37)

๕. ปฐมธนสูตร
[๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ
เป็นไฉน คือ ทรัพย์คือศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑
จาคะ ๑ ปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล.
ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ
สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มี
แก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียก
ผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวตของผู้นั้นไม่เปล่า
ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า พึงประกอบ
ศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม.
จบ ปฐมธนสูตรที่ ๕
อรรถกถาปฐมธนสูตรที่ ๕
ปฐมธนสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ธนานิ ได้แก่ชื่อว่าทรัพย์เพราะอรรถว่า เพราะบุคคล
ผู้ไม่ยากจนทำได้.
จบ อรรถกถาปฐมธนสูตรที่ ๕

10
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 11 (เล่ม 37)

๖. ทุติยธนสูตร
[๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ
เป็นไฉน คือ ทรัพย์คือ ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑
จาคะ ๑ ปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือศรัทธาเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา คือ
เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ
เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศรัทธา.
ดูก่อนภิกษุทั้ง. หลาย ก็ทรัพย์คือศีลเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ
จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศีล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือหิริเป็นไฉน ก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความละอาย คือ ละอาย
ต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถูกต้องอกุศลธรรม
อันลามก นี้เรียกว่า ทรัพย์คือหิริ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือโอตตัปปะเป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ
สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถูก
ต้องอกุศลธรรมอันลามก นี้เรียกว่า ทรัพย์คือโอตตัปปะ.

11
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 12 (เล่ม 37)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือสุตะเป็นไฉน ก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อริยะสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ
เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดี
ด้วยทิฏฐิ. ซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง
งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ
บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือจาคะเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีใจอันปราศจากมลทิน
คือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม
ยินดีในการสละ. ควรแก่การขอ ยินดีในทานและการจำแนกทาน
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือจาคะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือปัญญาเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นปัญญา คือ ประกอบด้วย
ปัญญาที่กำหนดความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส
ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่า ทรัพย์คือปัญญา ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล.
ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ
สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มี
แก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้
นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่า

12
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 13 (เล่ม 37)

ประโยชน์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา เมื่อ
ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึง
ประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็น
ธรรม.
จบ ทุติยธนสูตรที่ ๖

13
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 14 (เล่ม 37)

๗. อุคคสูตร
[๗] ครั้งนั้นแล มหาอำมาตย์ของพระราชาชื่อว่าอุคคะ ได้
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ไม่เคยมีมา โดยเหตุที่มิคารเศรษฐีผู้เป็นหลานโรหณเศรษฐี.
เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมากถึงเพียงนี้ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนอุคคะ ก็มิคารเศรษฐีหลานโรหณเศรษฐี
มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมากสักเท่าไร.
อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีทองแสนลิ่ม จะกล่าวไปไยถึงเงิน.
พ. ดูก่อนอุคคะ ทรัพย์นั้นมีอยู่แล เรามิได้กล่าวว่าไม่มี แต่
ทรัพย์นั้นแลเป็นของทั่วไปแก่ไฟ น้ำ พระราชา โจร ทายาทผู้ไม่เป็น
ที่รัก ดูก่อนอุคคะ ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล ไม่ทั่วไปแก่ไฟ น้ำ พระ-
ราชา โจร ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ๗ ประการเป็นไฉน คือ ทรัพย์คือ
ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑ จาคะ ๑ ปัญญา ๑
ดูก่อนอุคคะ ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล ไม่ทั่วไปแก่ไฟ น้ำ พระราชา
โจร ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก.
ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ
สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้
มีแก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือชายก็ตาม เป็นผู้มีทรัพย์
มากในโลก อันอะไร ๆ พึงผจญไม่ได้ในเทวดา

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 15 (เล่ม 37)

และมนุษย์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา เมื่อ
ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึง
ประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการ
เห็นธรรม.
จบสูตรที่ ๗
อรรถกถาอุคคสูตรที่ ๗
อคคสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุคฺโค ราชมหามตฺโต ได้แก่ มหาอำมาตย์ ของพระเจ้า
ปเสนทิโกศล. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า เป็นผู้บริโภคอาหารเช้า
เสร็จแล้ว จึงเข้าไปเฝ้า.
บทว่า อทฺโธ ความว่า เป็นผู้มั่งคั่งเพราะทรัพย์ที่เก็บไว้.
ด้วยบทว่า มิคาโร โรหเณยฺโย นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอา
มิคารเศรษฐีเป็นหลานแห่งโรหณเศรษฐี. บทว่า มหทฺธโน ได้แก่
เป็นมีทรัพย์มากโดยทรัพย์สำหรับใช้สอย. บทว่า มหาโภโค
ได้แก่ เป็นผู้มีโภคะมาก เพราะมีสิ่งอุปโภคและปริโภคมาก บทว่า
หิรญฺญสฺส ได้แก่ทองคำนั้นเอง. จริงอยู่ เฉพาะทองคำของเศรษฐีนั้น
นับได้จำนวนเป็นโกฏิ. บทว่า รูปิยสฺส ความว่า กล่าวเฉพาะเครื่อง
จับจ่ายใช้สอย เช่นที่นอน เสื่ออ่อน ขัน เครื่องลาด และเครื่องนุ่งห่ม
เป็นต้น จะประมาณไม่ได้เลย.
จบ อรรถกถาอุคคสูตรที่ ๗

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 16 (เล่ม 37)

๘. สังโยชนสูตร
[๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ
เป็นไฉน คือ สังโยชน์ คือ ความยินดี ๑ ความยินร้าย ๑ ความเห็นผิด
๑ ความสงสัย ๑ มานะ ๑ ความกำหนัดในภพ ๑ อวิชชา ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้แล.
จบ สังยชนสูตรที่ ๘
อรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๘
สังโยชนสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อนุนยสญฺโญชนํ ได้แก่ กามราคสังโยชน์. ความจริง
สังโยชน์ทั้งหมดนี้นั่นแหละ พึงทราบว่า สังโยชน์ เพราะอรรถว่า
เป็นเครื่องผูก. ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเฉพาะวัฏฏอย่าง
เดียว. คำที่เหลือในบททั้งปวง ง่ายทั้งนั้นแล.
จบ อรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๘

16
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 17 (เล่ม 37)

๙. ปหาสูตร
[๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมประพฤติพรหมจรรย์
เพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์ ๗ ประการ ๗ ประการเป็นไฉน คือ สังโยชน์
คือ ความยินดี ๑ ความยินร้าย ๑ ความเห็นผิด ๑ ความสงสัย ๑
มานะ ๑ ความกำหนัดในภพ ๑ อวิชชา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์ ๗ ประการนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุละสังโยชน์ คือ ความยินดีเสียได้
ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิด
ขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ละสังโยชน์ คือความยินร้าย ฯลฯ สังโยชน์
คือ ความเห็นผิด ฯลฯ สังโยชน์คือความสงสัย ฯลฯ สังโยชน์คือ
มานะ ฯลฯ สังโยชน์คือความกำหนัดในภพ ฯล สังโยชน์คืออวิชชา
เสียได้ ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้
เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เมื่อนั้น ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า ตัดตัณหา
ได้ขาดแล้ว เพิกถอนสังโยชน์ได้แล้ว กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว
เพราะตรัสรู้คือละมานะเสียได้โดยชอบ.
จบสูตรที่ ๙

17