ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 843 (เล่ม 36)

ธรรมอยู่ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระพุทธเจ้า ๑ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ๑ ความเลื่อมใส
อันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ๑ อริยศีล ๑ อริยญาณ ๑ อริยวิมุตติ ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ตปุสสคฤหบดีประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล เป็นผู้
ปลงใจเชื่อในพระตถาคต เห็นอมตธรรม ทำให้แจ้งอมตธรรมอยู่.
[๓๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัลลิกคฤหบดี อนาถบิณฑิกสุทัตต-
คฤหบดี จิตตคฤหบดีชาวมัจฉิกาสัณฑนคร หัตถกคฤหบดีชาวเมืองอาฬวี
เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ อุคคคฤหบดีชาวเมืองเวสาลี อุคคตคฤหบดี
สูรอัมพัฏฐคฤหบดี ชีวกโกมารภัจ นกุลบิดาคฤหบดี ตวกัณณิกคฤหบดี
ปูรณคฤหบดี อิสิทัตตคฤหบดี สันธานคฤหบดี วิชยคฤหบดี วัชชิยมหิต-
คฤหบดี เมณฑกคฤหบดี วาเสฏฐอุบาสก อริฏฐอุบาสก สาทัตตอุบาสก
ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เป็นผู้ปลงใจเชื่อในพระตถาคต เห็นอมตธรรม
ทำให้แจ้งซึ่งอมตธรรมอยู่ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ความเลื่อมใส
อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ๑ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ๑
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ๑ อริยศีล ๑ อริยญาณ ๑ อริยวิมุตติ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาทัตตอุบาสกประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล
เป็นผู้ปลงใจเชื่อในพระตถาคต เห็นอมตธรรม ทำให้แจ้งอมตธรรมอยู่.
ว่าด้วยธรรมที่ควรเจริญ
[๓๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญ
เพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ทัสสนานุตริยะ ๑ สวนา-
นุตริยะ ๑ ลาภานุตริยะ ๑ สิกขานุตริยะ ๑ ปาริจริยานุตริยะ ๑
อนุสตานุตริยะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้ อันภิกษุพึง
ให้เจริญเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ.

843
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 844 (เล่ม 36)

[๓๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญ
เพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ พุทธานุสติ ๑ ธัมมานุสติ ๑
สังฆานุสติ ๑ สีลานุสติ ๑ จาคานุสติ ๑ เทวดานุสติ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรม ๖ ประการนี้แล อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ.
[๓๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญ
เพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ อนิจจสัญญา ๑ อนิจเจ-
ทุกขสัญญา ๑ ทุกเขอนัตตสัญญา ๑ ปหานสัญญา ๑ วิราคสัญญา ๑ นิโรธ-
สัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้แล อันภิกษุพึงให้เจริญ
เพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ.
[๔๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญ
เพื่อกำหนดรู้ราคะ ฯลฯ เพื่อความสิ้นไปรอบแห่งราคะ เพื่อละราคะ เพื่อ
สิ้นไปแห่งราคะ เพื่อเสื่อมไปแห่งราคะ เธอความคลายกำหนัดราคะ เพื่อ
ดับราคะ เพื่อสละราคะ เพื่อปล่อยวางราคะ ฯลฯ
[๔๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญ
เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ เพื่อสิ้นไป เพื่อเสื่อมไป
เพื่อคลายไป เพื่อดับ เพื่อสละ เพื่อปล่อยวาง ซึ่งโทสะ โมหะ โกธะ
อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ
มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการ
นี้แล อันภิกษุพึงให้เจริญ เพื่อปล่อยวางปมาทะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้น
ชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนี้แล.
จบฉักกนิบาต

844
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 845 (เล่ม 36)

อรรถกถาพระสูตรที่ไม่รวมเข้าในวรรค
พึงทราบวินิจฉัยในบทต่อจากนี้ไป ดังนี้ :-
บทว่า ตปุสฺโส ได้แก่ อุบาสกผู้เปล่งวาจา ถึงรัตนะ ๒. บทว่า
ตถาคเต นิฏฺฐงฺคโต ความว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว คือละความสงสัยใน
พระพุทธคุณได้แล้ว. ภิกษุชื่อว่า เห็นอมตะ เพราะได้เห็นอมตธรรม.
บทว่า อริเยน ได้แก่ โลกุตรศีลที่ไม่มีโทษ. บทว่า ญาเณน ได้แก่ด้วย
ปัจจเวกขณญาณ. บทว่า วิมุตฺติยา ได้แก่ ผลวิมุตติของพระเสขะ. บทว่า
ตวกณฺณิโก ได้แก่ คฤหบดีผู้มีชื่ออย่างนี้. บาลีว่า ตปกัณณิกะ ดังนี้ก็มี.
บทว่า ราคสฺส ได้แก่ ราคะอันสัมปยุตด้วยกามคุณ ๕. คำที่เหลือในบท
ทั้งปวง ง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบการพรรณนาความฉักกนิบาต
แห่งอรรถกถา อังคุตตรนิกาย ชื่อว่า มโนรถปูรณี

845
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 1 (เล่ม 37)

พระสุตตันตปิฎก
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาติ
เล่มที่ ๔
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต
ปฐมปัณณาสก์
ธนวรรคที่ ๑
๑. อัปปิยสูตร
[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นได้ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 2 (เล่ม 37)

ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่สรร-
เสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ เป็นผู้มุ่ง
สักการะ ๑ เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ เป็นผู้ไม่มีหิริ ๑ เป็นผู้ไม่มี
โอตตัปปะ ๑ มีความปรารถนาลามก ๑ มีความเห็นผิด ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมไม่เป็นที่รัก
ไม่เป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่สรรเสริญของเพื่อน
พรหมจรรย์ทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ
ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของ
เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ ไม่เป็นผู้มุ่งสักการะ
๑ ไม่เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ มีความ
ปรารถนาน้อย ๑ มีความเห็นชอบ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้
ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ
เป็นที่เคารพและเป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย.
จบ อัปปิยสูตรที่ ๑

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 3 (เล่ม 37)

มโนรถปูรณี
อรรถกถาอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต
ปฐมปัณณาสก์
ธนวรรคที่ ๑
อรรถกถาอัปปิยสุตรที่ ๑
สัตตกนิบาต ปิยสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อนวญฺญตฺติกาโม แปลว่า ผู้ประสงค์เพื่อเป็นผู้มีชื่อเสียง.
จบอรรถกถาอัปปิยสูตรที่ ๑

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 4 (เล่ม 37)

๒. อัปปิยสูตร
[๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ
ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่
สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ เป็นผู้มุ่ง
สักการะ ๑ เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑
มีความริษยา ๑ มีความตระหนี่ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้
ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่
ชอบใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์
ทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ
ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของ
เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ ไม่เป็นผู้มุ่งสักการะ
๑ ไม่เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ ไม่มีความ
ริษยา ๑ ไม่ตระหนี่ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม
๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพและเป็นที่
สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย.
จบ อัปปิยสูตรที่ ๒

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 5 (เล่ม 37)

๓. ปฐมพลสูตร
[๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็น
ไฉน คือ ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ
สมาธิพละ ปัญญาพละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้แล.
ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปป-
พละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละเป็นที่ ๗
ภิกษุผู้มีพละด้วยพละ ประการนี้ เป็นบัณฑิต
ย่อมอยู่เป็นสุข พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย
ย่อมเห็นอรรถแห่งธรรมชัดด้วยปัญญา ความ
หลุดพ้นแห่จิต (จริมกจิต) คือ ความดับของ
ภิกษุนั้นย่อมมีได้ เหมือนความดับแห่งประทีป
ฉะนั้น.
จบ ปฐมพลสูตรที่ ๓
อรรถกถาปฐมพลสูตรที่ ๓
ปฐมพลสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ยนิโส วิจิเน ธมฺมํ ความว่า ย่อมเลือกเฟ้นธรรมคือ
สัจจะ ๔ โดยอุบาย. บทว่า ปญฺญตฺถํ วิปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็น
สัจจธรรม ด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรคพร้อมวิปัสสนา. บทว่า

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 6 (เล่ม 37)

ปชฺโชตสฺเสว ความว่า ประหนึ่งความดับแห่งประทีปฉะนั้น. บทว่า
วิโมกฺโข โหติ เจตโส ความว่า จริมกจิต จิตดวงสุดท้ายของพระ-
ขีณาสพ ผู้ประกอบด้วยพละเหล่านี้นั้น ย่อมหลุดพันจากวัตถุและ
อารมณ์ เหมือนความดับไปแห่งดวงประทีปฉะนั้น คือ ย่อมไม่ปรากฏ
สถานที่ไป.
จบ อรรถกถาปฐมพลสูตรที่ ๓

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 7 (เล่ม 37)

๔. ทุติยพลสูตร
[๔]ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ
เป็นไฉน คือ ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ
สมาธิพละ ปัญญาพละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ศรัทธาพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา คือ
เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ
เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นจำแนกธรรม นี้เรียกว่า ศรัทธาพละ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิริยพละเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม
เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่น
มั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า วิริยพละ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็หิริพละเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความละอาย คือ ละอายต่อกาย-
ทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการจักต้องอกุศลธรรม
อันลามกทั้งหลายนี้เรียกว่า หิริพละ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โอตตัปปพละเป็นไฉน ก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ

7