ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 833 (เล่ม 36)

วรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์
ติกวรรคที่ ๑
๑. วิราคสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรละและควรเจริญ
[๓๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ประการเป็นไฉน ?
คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการอันภิกษุพึงให้เจริญ เพื่อละธรรม ๓
ประการเหล่านี้ ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ อสุภะ อันภิกษุพึงให้เจริญ
เพื่อละราคะ ๑ เมตตา อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละโทสะ ๑ ปัญญา อันภิกษุ
พึงให้เจริญเพื่อละโมหะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุ
พึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการนี้แล.
จบราคสูตรที่ ๑

833
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 834 (เล่ม 36)

วรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์
ติกวรรคที่ ๑
อรรถกถาราคสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในราคสูตรที่ ๑ แห่งติกวรรคที่ ๑ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อสุภา ได้แก่ อสุภกัมมัฏฐาน. บทว่า เมตฺตา ได้แก่
เมตตากัมมัฏฐาน. บทว่า ปญฺญา ได้แก่ มรรคปัญญา พร้อมด้วยวิปัสสนา.
จบอรรถกถาราคสูตรที่ ๑
๒. ทุจริตสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรละและควรเจริญ
[๓๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการ
เป็นไฉน ? คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรม ๓ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการ อันภิกษุพึง
ให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ กายสุจริต
อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละกายทุจริต ๑ วจีสุจริต อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละ
วจีทุจริต ๑ มโนสุจริต อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละมโนทุจริต ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการนี้แล.
จบทุจริตสูตรที่ ๒

834
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 835 (เล่ม 36)

๓. วิตักกสูตร
ว่าด้วยอกุศลวิตกและกุศลวิตก
[๓๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน ?
คือ กามวิตก ๑ พยาบาทวิตก ๑ วิหิงสาวิตก ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม
๓ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญ
เพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ เนกขัมมวิตก
อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละกามวิตก ๑ อัพยาบาทวิตก อันภิกษุพึงให้เจริญ
เพื่อละพยาบาทวิตก ๑ อวิหิงสาวิตก อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละวิหิงสาวิตก ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม
๓ ประการนี้แล.
จบวิตักกสูตรที่ ๓
๔. สัญญาสูตร
ว่าด้วยอกุศลสัญญาและกุศลสัญญา
[๓๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน ?
คือ กามสัญญา ๑ พยาบาทสัญญา ๑ วิหิงสาสัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรม ๓ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการ อันภิกษุพึง
ให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ เนกขัมม-
สัญญา อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละกามสัญญา ๑ อัพยาบาทสัญญา อันภิกษุ
พึงให้เจริญเพื่อละพยาบาทสัญญา อวิหิงสาสัญญา อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อ

835
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 836 (เล่ม 36)

ละวิหิงสาสัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้
เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการนี้แล.
จบสัญญาสูตรที่ ๔
๕. ธาตุสูตร
ว่าด้วยธาตุที่ควรละและควรเจริญ
[๓๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน ?
คือ กามธาตุ ๑ พยาบาทธาตุ ๑ วิหิงสาธาตุ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม
๓ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญ
เพื่อละธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ เนกขัมมธาตุ อัน
ภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละกามธาตุ ๑ อัพยาบาทธาตุ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละ
พยาบาทธาตุ ๑ อวิหิงสาธาตุ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละวิหิงสาธาตุ ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการ
นี้แล.
จบธาตุสูตรที่ ๕
๖. อัสสาทสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรละและควรเจริญ
[๓๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน
คือ อัสสาททิฏฐิ (สัสสตทิฐิ) ๑ อัตตานุทิฏฐิ (สักกายทิฏฐิ) ๑ มิจฉาทิฏฐิ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓
ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ ๓ ประการ

836
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 837 (เล่ม 36)

เป็นไฉน ? คือ อนิจจสัญญา อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละอัสสาททิฏฐิ ๑
อนัตตสัญญา อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละอัตตานุทิฏฐิ ๑ สัมมาทิฏฐิ อันภิกษุ
พึงให้เจริญเพื่อละมิจฉาทิฏฐิ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ อัน
ภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการนี้แล.
จบอัสสาทสูตรที่ ๖
อรรถกถาอัสสาทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอัสสาทสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อสฺสาททิฏฐิ ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ. บทว่า อตฺตานุทิฏฺฐิ
ได้แก่ สักกายทิฏฐิ มีวัตถุ ๒๐ ที่คล้อยตามอาตมัน. บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิ
ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ อย่าง. บทว่า สมฺมาทิฏฐิ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิในองค์
มรรค. อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายมีอาทิว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ชื่อว่า
มิจฉาทิฏฐิ. กัมมสกตาญาณ ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ.
จบอรรถกถาอัสสาทสูตรที่ ๖
๗. อรติสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรละและควรเจริญ
[๓๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็น
ไฉน ? คือ อรติ ๑ วิหิงสา ๑ อธรรมจริยา ๑ (อกุศลกรรมบถสิบ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม
๓ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญ เพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ คือ
มุทิตา ๑ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละอรติ ๑ อวิหิงสา อันภิกษุพึงให้

837
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 838 (เล่ม 36)

เจริญเพื่อละวิหิงสา ๑ ธรรมจริยา อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละอธรรมจริยา ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม
๓ ประการนี้แล.
จบอรติสูตรที่ ๗
อรรถกถาอรติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอรติสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อธมฺมจริยา ได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐.
จบอรรถกถาอรติสูตรที่ ๗
๘. ตุฏฐิสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรละและควรเจริญ
[๓๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการ
เป็นไฉน ? คือ ความเป็นผู้ไม่สันโดษ ๑ ความไม่มีสัมปชัญญะ ๑ ความ
เป็นผู้มีความปรารถนามาก ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการ อันภิกษุพึงได้เจริญเพื่อละธรรม
๓ ประการเหล่านี้ ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ ความเป็นผู้สันโดษ
อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละความเป็นผู้ไม่สันโดษ ๑ สัมปชัญญะ อันภิกษุพึง
ให้เจริญเพื่อละความไม่มีสัมปชัญญะ ๑ ความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยอัน
ภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละความเป็นผู้มีความปรารถนามาก ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้แล.
จบตุฏฐิสูตรที่ ๘

838
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 839 (เล่ม 36)

๙. ปฐมอุทธัจจสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรละและควรเจริญ
[๓๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการ
เป็นไฉน ? คือ ความเป็นผู้ว่ายาก ๑ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ ความฟุ้ง
ซ่านแห่งจิต ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการ อันภิกษุพึงให้
เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ ความ
เป็นผู้ว่าง่าย อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละความเป็นผู้ยาก ๑ ความเป็นผู้มี
มิตรดี อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ อานาปานสติ
อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม
๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการนี้แล.
จบปฐมอุทธัจจสูตรที่ ๙
๑๐. ทุติยอุทธัจจสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรละและควรเจริญ
[๓๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการ
เป็นไฉน ? คือ อุทธัจจะ ๑ อสังวร ๑ ความประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการ
อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ ๓ ประการเป็นไฉน ?
คือ สมถะ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละอุทธัจจะ ๑ สังวร อันภิกษุพึง
ให้เจริญเพื่อละสังวร ๑ ความไม่ประมาท อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละความ

839
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 840 (เล่ม 36)

ประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญ
เพื่อละธรรม ๓ ประการนี้แล.
จบทุติยอุทธัจจสูตรที่ ๑๐
จบติกวรรคที่ ๑
๑๐. อรรถกถาทุติยอุทธัจจสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอุทธัจจสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า อสํวโร ได้แก่ ความเป็นผู้มีอินทรีย์อันยับยั้งไว้ไม่ได้.
คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาทุติยอุทธัจจสูตรที่ ๑๐
จบติกวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ราคสูตร ๒. ทุจริตสูตร ๓. วิตักกสูตร ๔. สัญญาสูตร
๕. ธาตุสูตร ๖. อัสสาทสูตร ๗. อรติสูตร ๘. ตุฏฐิสูตร ๙. ปฐม-
อุทธัจจสูตร ๑๐. ทุติยอุทธัจจสูตร และอรรถกถา.
พระสูตรที่ไม่รวมเข้าในวรรค
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรเจริญสติปัฏฐานเป็นต้น
[๓๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการ เป็นผู้
ไม่ควรเพื่อพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ

840
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 841 (เล่ม 36)

ความเป็นผู้ชอบการงาน ๑ ความเป็นผู้ชอบคุย ๑ ความเป็นผู้ชอบหลับ ๑
ความเป็นผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์
ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ไม่ละธรรม ๖ ประการนี้แล เป็นผู้ไม่ควรเพื่อพิจารณาเห็นกายในกายอยู่.
[๓๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการ เป็นผู้ควร
เพื่อพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ความเป็น
ผู้ชอบการงาน ๑ ความเป็นผู้ชอบคุย ๑ ความเป็นผู้ชอบหลับ ๑ ความเป็น
ผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑
ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖
ประการนี้แล เป็นผู้ควรเพื่อพิจารณาเห็นกายในกายอยู่.
[๓๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการ เป็นผู้
ไม่ควร เพื่อพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในอยู่ ฯลฯ
เพื่อพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกอยู่ ฯลฯ
เพื่อพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอกอยู่ ฯลฯ
[๓๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการ เป็นผู้
ไม่ควร เพื่อพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ
เพื่อพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายเป็นภายในอยู่ ฯลฯ
เพื่อพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายเป็นภายนอกอยู่ ฯลฯ
เพื่อพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในภายนอกอยู่ ฯลฯ
[๓๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการ เป็นผู้
ไม่ควร เพื่อพิจารณาเห็นจิตในจินอยู่ ฯลฯ
เพื่อพิจารณาเห็นจิตในจิตเป็นภายในอยู่ ฯลฯ
เพื่อพิจารณาเห็นจิตในจิตเป็นภายนอกอยู่ ฯลฯ

841
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 842 (เล่ม 36)

เพื่อพิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งในภายในทั้งในภายนอกอยู่ ฯลฯ
[๓๙๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการ เป็นผู้
ไม่ควร เพื่อพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ ฯลฯ
เพื่อพิจารณาเห็นธรรมให้ธรรมทั้งหลายเป็นภายในอยู่ ฯลฯ
เพื่อพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่ ธรรม
๖ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ชอบการงาน. . . ความเป็นผู้ไม่รู้
ประมาณในโภชนะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการนี้แล
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อ
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายเป็นภายในอยู่ ฯลฯ เพื่อพิจารณาเห็น
ธรรมในธรรมทั้งหลายเป็นภายนอกอยู่ ฯลฯ เพื่อพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
ทั้งหลายทั้งภายในภายนอกอยู่ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ความเป็น
ผู้ชอบการงาน. . . ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการนี้แล เป็นผู้ไม่ควรเพื่อพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
ทั้งหลายทั้งภายในภายนอกอยู่.
[๓๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการ เป็นผู้ควร
เพื่อพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในภายนอกอยู่ ธรรม ๖ ประการ
เป็นไฉน ? คือ ความเป็นผู้ชอบการงาน ฯลฯ ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณใน
โภชนะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการนี้แล เป็นผู้ควรเพื่อ
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในภายนอกอยู่.
ว่าด้วยบุคคลผู้ปลงใจเชื่อพระพุทธเจ้า
[๓๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตปุสสคฤหบดีประกอบด้วยธรรม ๖
ประการ เป็นผู้ปลงใจเชื่อในพระตถาคต เห็นอมตธรรม ทำให้แจ้งอมต-

842