ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 823 (เล่ม 36)

อรรถกถาสยกตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสยกตสูตรที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้ :-
คำเป็นต้นว่า สยํ กตํ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยสามารถ
แห่งอัตตทิฏฐิ (ความเห็นเนื่องด้วยอัตตา). บทว่า อธิจฺจสมุปฺปนฺนํ ความว่า
เกิดขึ้นโดยหาเหตุมิได้. คำที่เหลือ ในสูตรทั้งปวง ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสยกตสูตรที่ ๑๑
จบสีติวรรคที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สีติสูตร ๒. ภัพพสูตร ๓. อาวรณตาสูตร ๔. สุสสูสาสูตร
๕. ปหาตัพพสูตร ๖. ปหีนสูตร ๗. อุปปาเทตัพพสูตร ๘. สัตถริสูตร
๙. กัญจิสังขารสูตร ๑๐. มาตริสูตร ๑๑. สยกตสูตร และอรรถกถา.

823
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 824 (เล่ม 36)

อานิสังสวรรคที่ ๕
๑. ปาตุภาวสูตร
ว่าด้วยความปรากฏขึ้นที่หาได้ยาก ๖ ประการ
[๓๖๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏขึ้นแห่งเหตุ ๖ ประการ
เป็นของหาได้ยากในโลก เหตุ ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ความปรากฏขึ้น
แห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ บุคคลผู้แสดงธรรมวินัยที่พระ-
ตถาคตประกาศแล้ว ๑ ความเกิดขึ้นในมัชฌิมประเทศ (ที่มีพระอริยเจ้า) ๑
ความเป็นผู้มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ๑ ความไม่เป็นใบ้บ้าน้ำลาย ๑ ความพอใจ
ในกุศลธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏขึ้นแห่งเหตุ ๖ ประการนี้แล
เป็นของหาได้ยากในโลก.
จบปาตุภาวสูตรที่ ๑
อานิสังสวรรควรรณนาที่๑๕
อรรถกถาปาตุภาวสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปาตุภาวสูตรที่ ๑ แห่งอานิสังสวรรคที่ ๕
ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อริยายตเน ได้แก่ ในมัชฌิมประเทศ. บทว่า อินฺทฺริยานํ
ได้แก่ อินทรีย์ที่มีใจเป็นที่ ๖.
จบอรรถกถาปาตุภาวสูตรที่ ๑
๑อรรถกถาเป็นวรรคที่ ๑๐

824
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 825 (เล่ม 36)

๒. อานิสังสสูตร
ว่าด้วยอานิสงส์แห่งโสดาปัตติผล ๖ ประการ
[๓๖๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการกระทำให้แจ้งซึ่งโสดา-
ปัตติผล ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ บุคคลย่อมเป็นผู้แน่นอน
ในพระสัทธรรม ๑ ย่อมเป็นผู้มีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา ๑ เขาผู้กระทำที่สุด
แห่งทุกข์แล้วย่อมไม่มีทุกข์ ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยอสาธารณญาณ ๑ เขาเห็น
เหตุแล้วด้วยดี ๑ และเห็นธรรมที่เกิดขึ้นแต่เหตุด้วยดี ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อานิสงส์ในการกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๖ ประการนี้แล.
จบอานิสังสสูตรที่ ๒
อรรถกถาอานิสังสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอานิสังสสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สทฺธมฺมนิยโต ความว่า เป็นผู้เที่ยงในศาสนสัทธรรม.
บทว่า อสาธารเณน ความว่า (ประกอบด้วยญาณ) อันไม่ทั่วไปกับปุถุชน
ทั้งหลาย.
จบอรรถกถาอานิสังสสูตรที่ ๒
๓. อนิจจสูตร๑
ว่าด้วยฐานะที่มีได้และมีไม่ได้
[๓๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารไร ๆ โดย
ความเป็นของเที่ยง จักเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมไม่เป็น
๑สูตรที่ ๓ ๔ ๕ และ ๖ ท่านไม่พรรณนา

825
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 826 (เล่ม 36)

ฐานะที่จะมีได้ ไม่ประกอบด้วยขันติที่สมควรแล้ว จักก้าวลงสู่ความเป็นชอบ
และความแน่นอน ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ก้าวลงสู่ความ
เป็นชอบ และความแน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล
อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็น
ของให้เที่ยง จักเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้
เธอประกอบด้วยขันติที่สมควรแล้ว จักก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน
ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน
จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรือ อรหัตผล
ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้.
จบอนิจจสูตรที่ ๓
๔. ทุกขสูตร
ว่าด้วยฐานะที่มีได้และไม่ได้
[๓๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารไร ๆ โดย
ความเป็นสุข ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็น
ทุกข์ ฯลฯ
จบทุกขสูตรที่ ๔

826
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 827 (เล่ม 36)

๕. อนัตตสูตร
ว่าด้วยฐานะที่มีได้และมีไม่ได้
[๓๗๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมไร ๆ โดย
ความเป็นอัตตา ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงโดยความเป็น
อนัตตา ฯลฯ
จบอนัตตสูตรที่ ๕
๖. นิพพานสูตร
ว่าด้วยฐานะที่มีได้และมีไม่ได้
[๓๗๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นนิพพานโดยความ
เป็นทุกข์ จักเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะ
มีได้ เธอไม่ประกอบด้วยขันติที่สมควรแล้ว จักก้าวลงสู่ความเป็นชอบและ
ความแน่นอน ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ก้าวลงสู่ความเป็นชอบ
และความแน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล
หรือ อรหัตผล ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นนิพพานโดยความเป็นสุข จัก
เป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ เธอประกอบ
ด้วยขันติที่สมควรแล้ว จักก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน ข้อนั้น

827
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 828 (เล่ม 36)

ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน จักกระทำ
ให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรือ อรหัตผล ข้อนั้น
ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้.
จบนิพพานสูตรที่ ๖
๗. ปฐมอโนทิสสูตรที่ ๑
ว่าด้วยอานิสงส์ทำให้เกิดอนิจจสัญญา ๖ ประการ
[๓๗๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ
เป็นผู้สามารถเพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในสังขารทั้งปวง แล้วยังอนิจจสัญญาให้
ปรากฏ อานิสงส์ ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุพิจารณาเห็นอยู่ว่า สังขาร
ทั้งปวงจักปรากฏโดยความเป็นของไม่มั่นคง ๑ ใจของเราจักไม่ยินดีในโลก
ทั้งปวง ๑ ใจของเราจักออกจากโลกทั้งปวง ๑ ใจของเราจักน้อมไปสู่นิพพาน ๑
สังโยชน์ทั้งหลายของเราจักถึงการละได้ ๑ และเราจักเป็นผู้ประกอบด้วยสามัญ-
ธรรม ชั้นเยี่ยม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖
ประการนี้แล เป็นผู้สามารถเพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในสังขารทั้งปวง แล้วยัง
อนิจจสัญญาให้ปรากฏ.
จบปฐมอโนทิสสูตรที่ ๗

828
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 829 (เล่ม 36)

อรรถกถาปฐมอโนทิสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอโนทิสสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อโนธึ กริตฺวา ความว่า ไม่ทำให้มีขอบเขต คือเขตแดน
อย่างนี้ว่า สังขารมีประมาณเท่านี้แหละไม่เที่ยง นอกจากนี้ไป ไม่ใช่ไม่เที่ยง
(คือเที่ยง). บทว่า อนวฏฺฐิตโต ความว่า เว้นจากฐานะ (เหตุที่เป็นไปได้)
เพราะความเป็นของไม่มั่นคง อธิบายว่า จักเป็นสภาวธรรมแตกดับไป แล้ว
จึงหยุด. บทว่า สพฺพโลเก ควานว่า ในโลกทั้งสิ้น ได้แก่ในธาตุทั้ง ๓.
บทว่า สามญฺเญน ความว่า โดยความเป็นสมณะ อธิบายว่า ได้แก่พระ-
อริยมรรค.
จบอรรถกถาปฐมอโนทิสูตรที่ ๗
๘. ทุติยอโนทิสสูตร
ว่าด้วยอานิสงส์ที่ทำให้เกิดทุกขสัญญา ๖ ประการ
[๓๗๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ
เป็นผู้สามารถเพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในสังขารทั้งปวง แล้วยังทุกขสัญญาให้
ปรากฏ อานิสงส์ ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุพิจารณาเห็นอยู่ว่า นิพพาน-
สัญญาในสังขารทั้งปวง จักปรากฏแก่เราเหมือนเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบขึ้นอยู่ ๑
ใจของเราจักออกจากโลกทั้งปวง ๑ เราจักเป็นผู้มีปกติเห็นสันติในนิพพาน ๑
อนุสัยของเราจักถือการเพิกถอน ๑ เราจักเป็นผู้กระทำตามหน้าที่ ๑ และเรา

829
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 830 (เล่ม 36)

จักบำรุงพระศาสดาด้วยความบำรุงอันประกอบด้วยเมตตา ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถเพื่อไม่
กระทำเขตจำกัดในสังขารทั้งปวง แล้วยังทุกขสัญญาให้ปรากฏ.
จบทุติยอโนทิสสูตรที่ ๘
อรรถกถาทุติยอโนทิสสูตร
พึงทราบวินิจในทุติยโนทิสสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เมตฺตาวตาย ความว่า ด้วยการปรนนิบัติ ประกอบด้วยเมตตา
ด้วยว่า พระเสขบุคคล ๗ จำพวก ย่อมปรนนิบัติพระตถาคตเจ้า ด้วยการ
บำรุงประกอบไปด้วยเมตตา. ถึงพระขีณาสพ ก็เป็นผู้ปฏิบัติพระศาสดา
(เหมือนกัน).
จบอรรถกถาทุติยอโนทิสสูตรที่ ๘
๙. ตติยอโนทิสสูตร
ว่าด้วยอานิสงส์ที่ทำให้เกิดอนัตตสัญญา
[๓๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ
เป็นผู้สามารถเพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในธรรมทั้งปวง แล้วยังอนัตตสัญญาให้
ปรากฏ อานิสงส์ ๖ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุพิจารณาเห็นอยู่ว่าเราเป็น
ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิในโลกทั้งปวง ๑ ทิฏฐิอันเป็นเหตุให้กระทำความถือตัว

830
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 831 (เล่ม 36)

ว่าเราของเราจักดับ ๑ ตัณหาอันเป็นเหตุให้กระทำการยึดถือว่าของเราของเรา
จักดับ ๑ เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยอสาธารณญาณ ๑ เราจะเห็นเหตุด้วยดี ๑
และจักเห็นธรรมที่เกิดขึ้นแต่เหตุด้วยดี ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณา
เห็น อานิสงส์ ๖ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถเพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในธรรม
ทั้งปวง แล้วยังอนัตตสัญญาให้ปรากฏ.
จบตติยอโนทิสสูตรที่ ๙
อรรถกถาตติยอโนทิสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในตติยอโนทิสสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อตมฺมโย ความว่า เป็นผู้เว้นจากตัณหาและทิฏฐิ ที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ตัมมยะ. บทว่า อหํการา ได้แก่ ทิฏฐิคืออหังการ
(ความเห็นว่าเป็นเรา). บทว่า มมํการา ได้แก่ ตัณหาคือมมังการ (การ
ยึดถือว่าของเรา). คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาตติยอโนทิสสูตรที่ ๙
๑๐. ภาวสูตร
ว่าด้วยไตรภพและไตรสิกขา
[๓๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ นี้ควรละ ควรศึกษาในไตรสิกขา
ภพ ๓ เป็นไฉน ? คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพ ๓ นี้ควรละ ไตรสิกขา
เป็นไฉน ? คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ควรศึกษาใน
ไตรสิกขานี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภพ ๓ นี้ เป็นสภาพอันภิกษุ

831
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 832 (เล่ม 36)

ละได้แล้ว และเธอเป็นผู้มีสิกขาอันได้ศึกษาแล้วในไตรสิกขานี้ เมื่อนั้นภิกษุนี้
เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ได้ทำที่สุดทุกข์
เพราะละมานะได้โดยชอบ.
จบภาวสูตรที่ ๑๐
๑๑. ตัณหาสูตร
ว่าด้วยตัณหาและมานะ
[๓๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ และมานะ ๓ ควรละ ตัณหา
๓ เป็นไฉน ? คือ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ ตัณหา ๓ นี้
ควรละ มานะ ๓ เป็นไฉน ? คือ ความถือตัวว่าเสมอเขา ๑ ความถือตัวว่า
เลวกว่าเขา ๑ ความถือตัวว่าดีกว่าเขา ๑ มานะ ๓ นี้ควรละ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เมื่อใดแล ตัณหา ๓ และมานะ ๓ นี้ย่อมเป็นธรรมชาติอันภิกษุละ
ได้แล้ว เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์
ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ.
จบตัณหาสูตรที่ ๑๑
จบอานิสังสวรรคที่ ๕
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปาตุภาวสูตร ๒. อานิสังสสูตร ๓. อนิจจสูตร ๔. ทุกขสูตร
๕. อนัตตสูตร ๖. นิพพานสูตร ๗. ปฐมอโนทิสสูตร ๘. ทุติยอโนทิสสูตร
๙. ตติยอโนทิสสูตร ๑๐. ภาวสูตร ๑๑. ตัณหาสูตร และอรรถกถา.
จบทุติยปัณณาสก์

832