ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 813 (เล่ม 36)

สีติวรรคที่* ๔
อรรถกถาสีติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสีติสูตรที่ ๑ แห่งสีติวรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า สีติภาวํ ได้แก่ ความเยือกเย็น. ในบทว่า ยสฺมึ
สมเย จิตฺตํ นิคฺคณฺหิตพฺพํ เป็นต้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ธรรมดาจิต
ควรข่มไว้ด้วยสมาธิ ในเวลาที่ฟุ้งซ่าน. ควรข่มด้วยความเพียร ในเวลาที่จิต
ตกไปตามโกสัชชะ (ความเกียจคร้าน). ควรให้ร่าเริงด้วยสมาธิ ในเวลาที่
จิตขาดความแช่มชื่น. ควรเข้าไปเพ่ง ด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ในเวลาที่จิต
เป็นไปสม่ำเสมอ.
จบอรรถกถาสีติสูตรที่ ๑
๒. ภัพพสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรเข้าถึงธรรม
[๓๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบ
ในกุศลธรรมทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยความเป็นผู้มีกรรมเป็นเครื่องกั้น ๑ ประกอบด้วยความเป็นผู้มีกิเลสเป็น
เครื่องกั้น ๑ ประกอบด้วยความเป็นผู้มีวิบากเป็นเครื่องกั้น ๑ เป็นผู้ไม่มี
* อรรถกถาเป็นวรรคที่ ๙

813
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 814 (เล่ม 36)

ศรัทธา ๑ ไม่มีฉันทะ ๑ และมีปัญญาทราม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ไม่
ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบในกุศลธรรมทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ แม้ฟัง
สัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบใน
กุศลธรรมทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ย่อมเป็นผู้ไม่
ประกอบด้วยความเป็นผู้มีกรรมเป็นเครื่องกั้น ๑ ไม่ประกอบด้วยความเป็นผู้
มีกิเลสเป็นเครื่องกั้น ๑ ไม่ประกอบด้วยความเป็นผู้มีวิบากเป็นเครื่องกั้น ๑
เป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีฉันทะ ๑ และมีปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ควร
เพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบในกุศลธรรมทั้งหลาย.
จบภัพพสูตรที่ ๒
อรรถกถาภัพพสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในภัพพสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า กมฺมาวรณตาย ได้แก่ ด้วยอนันตริยกรรม ทั้ง ๕.
บทว่า กิเลสาวรณตาย ได้แก่ ด้วยนิยตมิจฉาทิฏฐิ. บทว่า วิปากาวิวรณตาย
ความว่า ด้วยอกุสลวิบากปฏิสนธิ หรือด้วยกุศลวิบากอเหตุกปฏิสนธิ.
จบอรรถกถาภัพพสูตรที่ ๒

814
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 815 (เล่ม 36)

๓. อาวรณตาสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรเข้าถึงธรรม
[๓๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบ
ในกุศลธรรมทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้ฆ่ามารดา ๑
ฆ่าบิดา ๑ ฆ่าพระอรหันต์ ๑ ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อขึ้นด้วย
จิตประทุษร้าย ๑ เป็นผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ๑ และเป็นผู้มีปัญญาทราม
ใบ้ บ้าน้ำลาย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
นี้แล แม้ฟังสัทธรรมอยู่ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็น
ชอบ ในกุศลธรรมทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ แม้ฟัง
สัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบ ในกุศล
ธรรมทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ไม่เป็นผู้ฆ่ามารดา ๑
ไม่เป็นผู้ฆ่าบิดา ๑ ไม่เป็นผู้ฆ่าพระอรหันต์ ๑ ไม่เป็นผู้ยังพระโลหิตของ
พระตถาคตให้ห้อขึ้นด้วยจิตประทุษร้าย ๑ ไม่ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ๑ และ
มีปัญญา ไม่ใบ้ไม่บ้าน้ำลาย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๖ ประการนี้แล แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ควรเพื่อก้าวลงสู่ความ
แน่นอน ความเป็นชอบ ในกุศลธรรมทั้งหลาย.
จบอาวรณตาสูตรที่ ๓

815
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 816 (เล่ม 36)

๔. สุสสูสาสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรเข้าถึงธรรม
[๓๕๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบ
ในกุศลธรรมทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ เมื่อธรรมวินัยที่
ตถาคตประกาศแล้ว อันบุคคลอื่นแสดงอยู่ ก็ไม่ฟังด้วยดี ๑ ไม่เงี่ยโสตลง
ฟัง ๑ ไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง ๑ ถือเอาแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ๑
ทิ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ ๑ และเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่ไม่สมควร ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล แม้ฟังสัทธรรม
อยู่ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบ ในกุศลธรรม
ทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ แม้
ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบ ใน
กุศลธรรมทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ เมื่อธรรมวินัยที่
ตถาคตประกาศแล้ว อันบุคคลอื่นแสดงอยู่ ย่อมฟังด้วยดี ๑ ย่อมเงี่ยโสต
ลงฟัง ๑ เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง ๑ ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ๑
ละทิ้งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ๑ และเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล แม้ฟังสัทธรรมอยู่
ก็เป็นผู้ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบ ในกุศลธรรมทั้งหลาย.
จบสุสสูสาสูตรที่ ๔

816
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 817 (เล่ม 36)

อรรถกถาสุสสูสาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสุสสูสาสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนตฺถํ ได้แก่ ความไม่เจริญ. บทว่า อตฺถํ ริญฺจติ ความว่า
ทอดทิ้งประโยชน์ คือความเจริญ. บทว่า อนนุโลมิกาย ความว่า (ด้วย
ความชอบใจ) อันไม่เป็นไปโดยอนุโลม ตามคำสอน.
จบอรรถกถาสุสสูสาสูตรที่ ๔
๕. ปหาตัพพสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรบรรลุทิฏฐิสัมปทา
[๓๖๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๖ ประการ ย่อม
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งทิฏฐิสัมปทา ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ
สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ราคะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑
โทสะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ และโมหะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้ง
ซึ่งทิฏฐิสัมปทา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อ
ทำให้แจ้งซึ่งทิฏฐิสัมปทา ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ สักกายทิฏฐิ ๑
วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ราคะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ โทสะที่เป็นเหตุ
ไปสู่อบาย ๑ โมหะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลละ
ธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งทิฏฐิสัมปทา.
จบปหาตัพพสูตรที่ ๕

817
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 818 (เล่ม 36)

อรรถกถาปหาตัพพสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปหาตัพพสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทิฏฺฐิสมฺปทํ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค.
จบอรรถกถาปหาตัพพสูตรที่ ๕
๖. ปหีนสูตร
ว่าด้วยธรรมที่พระโสดาบันละได้แล้ว
[๓๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้ อันบุคคลผู้ถึง
พร้อมด้วยทิฏฐิละได้แล้ว ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ สักกายทิฏฐิ ๑
วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ราคะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ โทสะที่เป็นเหตุ
ไปสู่อบาย ๑ โมหะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖
ประการนี้แล อันบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิละได้แล้ว.
จบปหีนสูตรที่ ๖
อรรถกถาปหีนสูตรที่ ๖ ท่านไม่ได้พรรณนาไว้.

818
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 819 (เล่ม 36)

๗. อุปปาเทตัพพสูตร
ว่าด้วยธรรมที่พระโสดาบันไม่ทำให้เกิดขึ้น
[๓๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ย่อมเป็นผู้
ไม่ควรเพื่อยังธรรม ๖ ประการให้เกิดขึ้น ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ
สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ราคะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑
โทสะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ โมหะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยังธรรม ๖ ประการนี้แลให้
เกิดขึ้น.
จบอุปปาเทตัพพสูตรที่ ๗
. .
อรรถกถาอุปปาเทตัพพสูตรที่ ๗ ท่านไม่ได้พรรณนาไว้.
๘. สัตถริสูตร
ว่าด้วยฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการ
[๓๖๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้
๖ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อ
เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระศาสดา ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อ

819
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 820 (เล่ม 36)

เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระธรรม ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อ
เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระสงฆ์ ๑ และเป็นผู้ไม่ควร
เพื่อเป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในสิกขา ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อ
เข้าถึง ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเกิดในภพที่แปด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่
ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้แล.
จบสัตถริสูตรที่ ๘
๙. กัญจิสังขารสูตร
ว่าด้วยฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการ
[๓๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้
๖ ประการเป็นไฉน ? คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อ
ยึดถือสังขารไร ๆ โดยความเป็นของเที่ยง ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขาร
ไร ๆ โดยความเป็นสุข ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไร ๆ โดยความ
เป็นอัตตา ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อกระทำอนันตริยกรรม ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อ
เชื่อถือความบริสุทธิ์โดยมงคลตื่นข่าว ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อแสวงหาเขตบุญ
ภายนอกศาสนานี้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการ
นี้แล.
จบกัญจิสังขารสูตรที่ ๙

820
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 821 (เล่ม 36)

อรรถกถากัญจิสังขารสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกัญจิสังขารสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โกตูหลมงฺคเลน ความว่า ด้วยทิฏฐิมงคล (ถือสิ่งที่ได้เห็น
เป็นมงคล) สุตมงคล (ถือสิ่งที่ได้ฟังเป็นมงคล) มุตมงคล (ถือเอาสิ่งที่
ได้ทราบเป็นมงคล).
จบอรรถกถากัญจิสังขารสูตรที่ ๙
๑๐. มาตริสูตร
ว่าด้วยฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการ
[๓๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้
๖ ประการเป็นไฉน ? คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อ
ฆ่ามารดา ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อฆ่าบิดา ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อฆ่าพระอรหันต์ ๑
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อขึ้นด้วยจิตประทุษร้าย ๑
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อถือศาสดาอื่น ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้แล.
จบมาตริสูตรที่ ๑๐

821
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 822 (เล่ม 36)

๑๑. สยกตสูตร
ว่าด้วยฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการ
[๓๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้ ๖
ประการเป็นไฉน ? คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อ
เชื่อถือสุขทุกข์ที่ตนเองกระทำแล้ว ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือสุขทุกข์ที่ผู้อื่น
กระทำแล้ว ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือสุขทุกข์ที่ตนเองกระทำแล้ว และที่
ผู้อื่นกระทำแล้ว ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นเอง ที่ตนเองไม่
กระทำไว้ ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นเอง ที่ผู้อื่นไม่กระทำ
ไว้ ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นเอง ที่ตนเองไม่กระทำไว้
และที่ผู้อื่นไม่กระทำไว้ ๑ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า เหตุและธรรม
ทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากเหตุ อันบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐินั้นเห็นแล้วด้วยดี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้แล.
จบสยกตสูตรที่ ๑๑
จบสีติวรรคที่ ๔

822