ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 803 (เล่ม 36)

อรรถกถาอุตตริมนุสสธรรมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอุตตริมนุสสธรรมสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุตฺตริมนุสฺสธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์.
บทว่า อลมริยญาณทสฺสนวิเสสํ ได้แก่ ญาณทัสสนะพิเศษ ที่สามารถ
ทำคนให้เป็นพระอริยเจ้าได้ อธิบายว่า ได้แก่มรรค ๔ ผล ๔. บทว่า กุหนํ
ได้แก่ เรื่องโกหก ๓ อย่าง. บทว่า ลปนํ ได้แก่ การกล่าวยกย่อง หรือกด
เพราะประสงค์จะได้.
จบอรรถกถาอุตตริมนุสสธรรมสูตรที่ ๓
๔. สุขสูตร
ว่าด้วยธรรมทำให้มีสุขโสมนัส
[๓๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
ย่อมเป็นผู้มากด้วยสุขและโสมนัสอยู่ในปัจจุบันเทียว และย่อมเป็นผู้ปรารภเหตุ
เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุ
ในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้ยินดีธรรม ๑ ย่อมเป็นผู้ยินดีภาวนา ๑ ย่อม
เป็นผู้ยินดีการละ ๑ ย่อมเป็นผู้ยินดีปวิเวก ๑ ย่อมเป็นผู้ยินดีความไม่พยาบาท ๑
ย่อมเป็นผู้ยินดีธรรมที่ไม่เนิ่นช้า ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้มากด้วยสุขและโสมนัสอยู่ในปัจจุบันเทียว
และย่อมเป็นผู้ปรารภเหตุ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.
จบสุขสูตรที่ ๔

803
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 804 (เล่ม 36)

อรรถกถาสุขสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสุขสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โยนิ จสฺส อารทฺธา โหติ ความว่า อนึ่ง เหตุเป็นอัน
เธอทำให้บริบูรณ์ คือประคองไว้. บทว่า ธมฺมาราโม ความว่า ประสบ
ความยินดีในธรรม. ภิกษุชื่อว่า ภาวนาราโม เพราะยินดีในภาวนา หรือ
เมื่อภาวนาอยู่ก็ยินดี. ชื่อว่า ปหานาราโม เพราะยินดีในการละ หรือเมื่อ
ละอยู่ก็ยินดี. ชื่อว่า ปวิเวการาโม เพราะยินดีในปวิเวก ๓ อย่าง. ชื่อว่า
อพฺยาปชฺฌาราโม เพราะยินดีในความไม่เบียดเบียน คือในความไม่มีทุกข์.
ชื่อว่า นิปฺปญฺจาราโม เพราะยินดีในพระนิพพาน กล่าวคือธรรมที่ไม่มี
ความเนิ่นช้า.
จบอรรถกถาสุขสูตรที่ ๔
๕. อธิคมสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรบรรลุกุศลธรรม
[๓๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ หรือเพื่อกระทำกุศล-
ธรรมที่ได้บรรลุแล้วให้เจริญ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุใน
พระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในเหตุแห่งความเจริญ ๑ เป็นผู้ไม่ฉลาดใน
เหตุแห่งความเสื่อม ๑ เป็นผู้ไม่ฉลาดในอุบาย ๑ ไม่ยังฉันทะให้เกิดขึ้นเพื่อ
บรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ ๑ ไม่รักษากุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้ว ๑ และ

804
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 805 (เล่ม 36)

ไม่ยังฉันทะให้ถึงพร้อมเพื่อกระทำติดต่อ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้-
ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล เป็นผู้ไม่ควรเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยัง
ไม่ได้บรรลุ หรือเพื่อกระทำกุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้วให้เจริญ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็น
ผู้ควรเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ หรือเพื่อกระทำกุศลธรรมที่ได้
บรรลุแล้วให้เจริญ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ฉลาดในเหตุแห่งความเจริญ ๑ เป็นผู้ฉลาดในเหตุแห่งความเสื่อม ๑
เป็นผู้ฉลาดในอุบาย ๑ ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้นเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้
บรรลุ ๑ ย่อมรักษากุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้ว ๑ และย่อมยังฉันทะให้ถึงพร้อม
เพื่อกระทำติดต่อ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
นี้แล ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ หรือเพื่อกระทำ
กุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้วให้เจริญ. ุ
จบอธิคมสูตรที่ ๕
อรรถกถาอธิคมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอธิคมสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า น อายกุสโล ได้แก่ เป็นผู้ไม่ฉลาดในเหตุที่จะให้ประสบ.
บทว่า น อปายกุสโล ได้แก่ ไม่ฉลาดในเหตุที่ไม่ให้ประสบ. บทว่า ฉนฺทํ
ได้แก่ความพอใจ คือความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ. บทว่า น อารกฺขติ ได้แก่
ไม่รักษา.
จบอรรถกถาอธิคมสูตรที่ ๕

805
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 806 (เล่ม 36)

๒. มหัตตสูตร
ว่าด้วยผู้ควรบรรลุความเป็นใหญ่ในธรรม
[๓๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
ย่อมบรรลุความเป็นผู้มาก ความเป็นผู้ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ต่อกาลไม่
นานนัก ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้
มากด้วยความสว่างแห่งญาณ ๑ ย่อมเป็นผู้มากด้วยความเพียรเครื่องประกอบ ๑
ย่อมเป็นผู้มากด้วยความบันเทิงใจ (ปีติและปราโมทย์) ๑ ย่อมเป็นผู้มากด้วย
ความไม่ยินดีในอกุศลธรรม ๑ ย่อมเป็นผู้ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย ๑
และย่อมพยายามให้ยิ่งขึ้นไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม
๖ ประการนี้แล ย่อมบรรลุความเป็นผู้มาก ความเป็นผู้ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย
ต่อกาลไม่นานนัก.
จบมหัตตสูตรที่ ๖
อรรถกถามหัตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมหัตตสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อาโลกพหุโล ได้แก่ มากไปด้วยแสงสว่างแห่งญาณ. บทว่า
ปโยคพหุโล ได้แก่ กระทำความเพียรให้มาก. บทว่า เวทพหุโล ได้แก่
มากไปด้วยปีติและปราโมทย์. บทว่า อสนฺตุฏฺฐิพหุโล ได้แก่ ไม่สันโดษ
ในกุสลธรรมทั้งหลาย. บทว่า อนิกฺขิตฺตธุโร ได้แก่ วางธุระ คือประคอง
ความเพียรไว้. บทว่า อุตฺตริญฺจ ปตาเรติ ได้แก่ ทำความเพียรในบัดนี้
และให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป.
จบอรรถกถามหัตตสูตรที่ ๖

806
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 807 (เล่ม 36)

๗. ปฐมนิรยสูตร
ว่าด้วยธรรมทำให้เป็นเหมือนตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๓๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
ย่อมเกิดในนรก เหมือนถูกนำมาเก็บไว้ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ
เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑ มีความ
ปรารถนาลามก ๑ และมีความเห็นผิด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรก เหมือนถูกนำมาเก็บไว้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อม
เกิดในสวรรค์ เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ
เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ๑ จากอทินนาทาน ๑ จากกาเมสุมิจฉาจาร ๑
จากมุสาวาท ๑ ไม่มีความปรารถนาลามก ๑ และมีความเห็นชอบ ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์
เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้.
จบปฐมนิรยสูตรที่ ๗
ปฐมนิรยสูตรที่ ๗ ง่ายทั้งนั้น.

807
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 808 (เล่ม 36)

๘. ทุติยนิรยสูตร
ว่าด้วยธรรมทำให้เป็นเหมือนตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๓๕๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
ย่อมเกิดในนรก เหมือนถูกนำมาเก็บไว้ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ
เป็นผู้กล่าวเท็จ ๑ กล่าวส่อเสียด ๑ กล่าวคำหยาบ ๑ กล่าวคำเพ้อเจ้อ ๑
เป็นผู้โลภ ๑ และเป็นผู้คะนอง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรก เหมือนถูกนำมาเก็บไว้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเกิด
ในสวรรค์ เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ
เป็นผู้งดเว้นจากมุสาวาท ๑ จากปิสุณาวาจา ๑ จากผรุสวาจา ๑ จากสัมผัป-
ปลาปะ ๑ เป็นคนไม่โลภ ๑ และเป็นผู้ไม่คะนอง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์ เหมือนเชิญมา
ประดิษฐานไว้.
จบทุติยนิรยสูตรที่ ๘
อรรถกถาทุติยนิรยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยนิรยสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปคพฺโภ ความว่า ประกอบด้วยการคะนองทั้งหลาย มีการ
คะนองทางกายเป็นต้น.
จบอรรถกถาทุติยนิรยสูตรที่ ๘

808
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 809 (เล่ม 36)

๙. อัคคธรรมสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรบรรลุอัครธรรม
[๓๕๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตอันเป็นธรรมชั้นเลิศ ธรรม ๖ ประการ
เป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ เป็นผู้ไม่มีหิริ ๑
เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ ๑ เป็นผู้เกียจคร้าน ๑ เป็นผู้มีปัญญาทราม ๑ และเป็นผู้มี
ห่วงใยในร่างกายและชีวิต ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖
ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตอันเป็นธรรมชั้นเลิศ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็น
ผู้ควรเพื่อควรกระทำให้แจ้งอรหัตอันเป็นธรรมชั้นเลิศ ธรรม ๖ ประการ
เป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑ เป็นผู้มีหิริ ๑ เป็นผู้มี
โอตตัปปะ ๑ เป็นผู้ปรารภความเพียร ๑ เป็นผู้มีปัญญา ๑ และเป็นผู้ไม่มี
ความห่วงใยในร่างกายและชีวิต ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตอันเป็นธรรม
ชั้นเลิศ.
จบอัคคธรรมสูตรที่ ๙
สูตรที่ ๙ ง่ายทั้งนั้นแล

809
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 810 (เล่ม 36)

๑๐. รัตติสูตร
ว่าด้วยผู้หวังได้ความเสื่อมและผู้หวังได้ความเจริญ
[๓๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
พึงหวังได้ความเสื่อมในกุศลธรรมอย่างเดียวไม่พึงหวังความเจริญเลย ตลอดคืน
หรือวันที่ผ่านมา ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีความปรารถนามาก มีความคับแค้นใจ ไม่สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ ๑ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑
เป็นผู้ทุศีล ๑ เป็นผู้เกียจคร้าน ๑ เป็นผู้มีสติเลอะเลือน ๑ และเป็นผู้มี
ปัญญาทราม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล
พึงหวังได้ความเสื่อมในกุศลธรรมอย่างเดียว ไม่พึงหวังความเจริญเลยตลอดคืน
หรือวันที่ผ่านมา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ พึงหวังได้
ความเจริญในกุศลธรรมอย่างเดียว ไม่พึงหวังได้ความเสื่อมเลย ตลอดคืน
หรือวันที่ผ่านมา ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเป็นผู้ไม่มีความปรารถนามาก ไม่มีความคับแค้นใจ สันโดษด้วยจีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ ๑ เป็นผู้มี
ศรัทธา ๑ เป็นผู้มีศีล ๑ เป็นผู้ปรารภความเพียร ๑ เป็นผู้มีสติ ๑ และเป็น
ผู้มีปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล
พึงหวังได้ความเจริญ ในกุศลธรรมอย่างเดียว ไม่พึงหวังได้ความเสื่อมเลย
ตลอดคืนหรือวันที่ผ่านมา.
จบรัตติสูตรที่ ๑๐
จบอรหันตวรรคที่ ๓

810
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 811 (เล่ม 36)

อรรถกถารัตติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในรัตติสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วิฆาตวา ความว่า เป็นทุกข์ โดยทุกข์เพราะโลภที่เกิดขึ้น
เพราะอาศัยความมักมาก. คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถารัตติสูตรที่ ๑๐
จบอรหัตตวรรควรรณนาที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ทุกขสูตร ๒. อรหัตตสูตร ๓. อุตตริมนุสสธรรมสูตร ๔. สุขสูตร
๕. อธิคมสูตร ๖. มหัตตสูตร ๗. ปฐมนิรยสูตร ๘. ทุติยนิรยสูตร
๙. อัคคธรรมสูตร ๑๐. รัตติสูตร และอรรถกถา.

811
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 812 (เล่ม 36)

สีติวรรคที่ ๔
๑. สีติสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรบรรลุความเป็นผู้เย็น
[๓๕๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้เย็นอย่างยิ่ง ธรรม ๖ ประการ
เป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม ๑ ไม่
ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง ๑ ไม่ยังจิตให้ร่าเริง ในสมัยที่ควรให้ร่าเริง ๑
ไม่วางเฉยจิตในสมัยที่ควรวางเฉย ๑ เป็นผู้น้อมไปในธรรมเลว ๑ และ
เป็นผู้ยินดียิ่งในสักกายะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖
ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้เย็นอย่างยิ่ง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็น
ผู้ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้เย็นอย่างยิ่ง ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ?
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม ๑ ย่อมประคองจิตใน
สมัยที่ควรประคอง ๑ ย่อมยังจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง ๑ ย่อมวาง
เฉยจิตในสมัยที่ควรวางเฉย ๑ เป็นผู้น้อมไปในธรรมประณีต ๑ และเป็น
ผู้ยินดียิ่งในนิพพาน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
นี้แล ย่อมเป็นผู้ควรกระทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้เย็นอย่างยิ่ง.
จบสีติสูตรที่ ๑

812