ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 793 (เล่ม 36)

๗. สักขิสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรเป็นพยานในคุณวิเศษ
[๓๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
ย่อมไม่เป็นผู้ควรเพื่อถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในคุณวิเศษนั้น ๆ ในเมื่อเหตุ
มีอยู่ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่ทราบชัด
ตามเป็นจริงว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ๑ ย่อมไม่ทราบชัด
ตามเป็นจริงว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความดำรงอยู่ ๑ ย่อมไม่
ทราบชัดตามเป็นจริงว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ ๑ ย่อมไม่
ทราบชัดตามเป็นจริงว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส ๑
เป็นผู้ไม่กระทำความเอื้อเฟื้อ ๑ ไม่กระทำความสบาย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อถึงความเป็นผู้
ควรเป็นพยานในคุณวิเศษนั้น ๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้
ควรเพื่อถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในคุณวิเศษนั้น ๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่ ธรรม
๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทราบชัดตามเป็นจริงว่า
ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ๑ ย่อมทราบชัดตามเป็นจริงว่า
ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความดำรงอยู่ ๑ ย่อมทราบชัดตามเป็นจริงว่า
ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ ๑ ย่อมทราบชัดตามเป็นจริงว่า ธรรม
เหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส ๑ เป็นผู้กระทำความเอื้อเฟื้อ ๑
เป็นผู้กระทำความสบาย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖
ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในคุณวิเศษนั้น ๆ
ในเมื่อเหตุมีอยู่.
จบสักขิสูตรที่ ๗

793
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 794 (เล่ม 36)

อรรถกถาสักขิสูตรที่* ๗
พึงทราบวินิจฉัยในสักขิสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า ตตฺร ตตฺร เท่ากับ ตสฺมึ ตสฺมึ วิเสเส แปลว่า
ในคุณพิเศษนั้น ๆ. บทว่า สกฺขิภพฺพตํ ได้แก่ ความแจ้งประจักษ์.
บทว่า อายตเน ได้แก่ ในเมื่อเหตุ. ธรรมทั้งหมดมีหานภาคิยธรรม
เป็นต้น ข้าพเจ้าได้พรรณนาไว้แล้ว ในคัมภีร์ ชื่อว่า วิสุทธิมรรค.
บทว่า อสกฺกจฺจการี ได้แก่ ทำไม่ให้ดี คือ ไม่ทำโดยเอื้อเฟื้อ. บทว่า
อสปฺปายการี ได้แก่ ไม่กระทำให้เป็นที่สบาย คือ ไม่ทำให้เป็นธรรมมี
อุปการะ.
จบอรรถกถาสักขิสูตรที่ ๗
๘. พลสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรบรรลุพลภาพในสมาธิ
[๓๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อบรรลุพลภาพในสมาธิ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ?
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑ เป็นผู้ไม่ฉลาด
ในการตั้งอยู่แห่งสมาธิ ๑ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการออกแห่งสมาธิ ๑ เป็นผู้ไม่
กระทำความเอื้อเฟื้อ ๑ ไม่กระทำติดต่อ ๑ ไม่กระทำความสบาย ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่ควร
เพื่อบรรลุพลภาพในสมาธิ.
* พม่า เป็น สักขิภัพพสูตร

794
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 795 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็น
ผู้ควรเพื่อบรรลุพลภาพในสมาธิ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งอยู่
แห่งสมาธิ ๑ เป็นผู้ฉลาดในการออกแห่งสมาธิ ๑ เป็นผู้กระทำความเอื้อ
เฟื้อ ๑ เป็นผู้กระทำติดต่อ ๑ เป็นผู้กระทำความสบาย ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อบรรลุ
พลภาพในสมาธิ.
จบพลสูตรที่ ๘
อรรถกถาพลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในพลสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า พลตํ ได้แก่ ความเป็นผู้มีกำลัง คือ ความเป็นผู้มีเรี่ยวแรง
(ในสมาธิ). บทว่า อสาตจฺจการี ความว่า ไม่กระทำให้ติดต่อกัน. คำที่
เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้ว ในหนหลัง.
จบอรรถกถาพลสูตรที่ ๘

795
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 796 (เล่ม 36)

๙. ปฐมฌานสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรบรรลุปฐมฌาน
[๓๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการ ย่อม
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อบรรลุปฐมฌาน ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ กาม-
ฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมีทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑
เธอย่อมไม่เห็นโทษในกามทั้งหลายด้วยปัญญาโดยชอบ ตามความเป็นจริง ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อ
บรรลุปฐมฌาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อ
บรรลุปฐมฌาน ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑
ถีนมีทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ เธอย่อมเห็นโทษในกาม
ทั้งหลายด้วยปัญญาโดยชอบ ตามความเป็นจริง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุละธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อบรรลุปฐมฌาน.
จบปฐมฌามสูตรที่ ๙
อรรถกถาปฐมฌานสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมณานสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า น ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺโฐ โหติ ความว่า
โทษในวัตถุกาม และกิเลสกามทั้งหลาย ย่อมไม่เป็นอันเขาเห็นชัดแล้ว ตาม
ความเป็นจริง ด้วยฌานและปัญญา.
อรรถกถาปฐมฌานสูตรที่ ๙

796
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 797 (เล่ม 36)

๑๐. ทุติยฌานสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรบรรลุปฐมฌาน
[๓๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการ ย่อม
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อบรรลุปฐมฌาน ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ กาม-
วิตก ๑ พยาบาทวิตก ๑ วิหิงสาวิตก ๑ กามสัญญา ๑ พยาบาทสัญญา ๑
วิหิงสาสัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการนี้แล
ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อบรรลุปฐมฌาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อ
บรรลุปฐมฌาน ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ กามวิตก ๑ พยาบาท-
วิตก ๑ วิหิสาวิตก ๑ กามสัญญา ๑ พยาบาทสัญญา ๑ วิหิงสาสัญญา ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อบรรลุ
ปฐมฌาน.
จบทุติยฌานสูตรที่ ๑๐
จบเทวตาวรรคที่ ๒
ทุติยฌานสูตรที่ ๑๐ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบเทวตาวรรควรรณนาที่ ๒

797
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 798 (เล่ม 36)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้
๑. อนาคามิสูตร ๒. อรหัตตสูตร ๓. มิตตสูตร ๔. ฐานสูตร
๕. เทวตาสูตร ๖. สติสูตร ๗. สักขิสูตร ๘. พลสูตร ๙. ปฐมฌานสูตร
๑๐. ทุติยฌานสูตร และอรรถกถา.

798
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 799 (เล่ม 36)

อรหันตวรรคที่ ๓
๑. ทุกขสูตร
ว่าด้วยธรรมทำให้เป็นทุกข์และเป็นสุข
[๓๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
ย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความเดือดร้อน คับแค้น เร่าร้อน ในปัจจุบันเทียว
เมื่อตายไปพึงหวังได้ทุคติ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ กามวิตก ๑
พยาบาทวิตก ๑ วิหิงสาวิตก ๑ กามสัญญา ๑ พยาบาทสัญญา ๑ วิหิงสา-
สัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล
ย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความเดือดร้อน คับแค้น เร่าร้อน ในปัจจุบันเทียว
เมื่อตายไป พึงหวังได้ทุคติ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมอยู่
เป็นสุข ไม่เดือดร้อน ไม่คับแค้น ไม่เร่าร้อน ในปัจจุบันเทียว เมื่อตายไป
พึงหวังได้สุคติ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ เนกขัมมวิตก ๑ อัพยาบาท-
วิตก ๑ อวิหิงสาวิตก ๑ เนกขัมมสัญญา ๑ อัพยาบาทสัญญา ๑ อวิหิงสา-
สัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล
ย่อมอยู่เป็นสุข ไม่เดือดร้อน ไม่คับแค้น ไม่เร่าร้อน ในปัจจุบันเทียว
เมื่อตายไป พึงหวังได้สุคติ.
จบทุกขสูตรที่ ๑

799
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 800 (เล่ม 36)

อรหันตวรรควรรณนาที่* ๓
อรรถกถาทุกขสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุกขสูตรที่ ๑ แห่งอรหัตตวรรคที่ ๓ ดังต่อ
ไปนี้ :-
บทว่า สวิฆาตํ ความว่า ประกอบไปด้วยความคับแค้น คือมี
อุปัทวะ. บทว่า สปริฬาหํ ความว่า มีความกระวนกระวาย ด้วยความ
กระวนกระวายทางกาย และทางจิต. บทว่า ปาฏิกงฺขา ความว่า พึงหวัง
คือมีอยู่แน่นอน.
จบอรรถกถาทุกขสูตรที่ ๑
๒. อรหัตตสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรบรรลุอรหัตผล
[๓๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการ ย่อม
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ มานะ
ความถือตัว ๑ โอมานะ ความสำคัญว่าเลวกว่าเขา ๑ อติมานะ ความ
เย่อหยิ่ง ๑ อธิมานะ ความเข้าใจผิด ๑ ถัมภะ ความหัวดื้อ ๑ อตินิปาตะ
ความดูหมิ่นตนเองว่าเป็นคนเลว ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม
๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่ควร เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัต.
* อรรถกถาเป็นวรรคที่ ๘

800
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 801 (เล่ม 36)

ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อ
กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ความถือตัว ๑
ความสำคัญว่าเลวกว่าเขา ๑ ความเย่อหยิ่ง ๑ ความเข้าใจผิด ๑ ความหัวดื้อ ๑
ความดูหมิ่นตัวเองว่าเป็นคนเลว ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖
ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัต.
จบอรหัตตสูตรที่ ๒
อรรถกถาอรหัตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอรหัตตสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มานํ ได้แก่ ความสำคัญ (ตัว) โดยชาติเป็นต้น. บทว่า
โอมานํ ได้แก่ สำคัญตัวว่า เราเป็นคนเลว. บทว่า อติมานํ ได้แก่
ความถือตัวอย่างหยิ่งผยอง ที่เป็นไปล่วงเกินผู้อื่น. บทว่า อธิมานํ ได้แก่
ความสำคัญว่า ได้บรรลุ (อย่างนั้นอย่างนี้). บทว่า ถมฺภํ ได้แก่ มีความ
เป็นผู้กระด้าง เพราะโกรธและมานะ. บทว่า อตินิปาตํ ได้แก่ ความสำคัญ
ตนของคนเลว ว่าเราเป็นคนเลว.
จบอรรถกถาอรหัตตสูตรที่ ๒

801
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 802 (เล่ม 36)

๓. อุตตริมนุสสธรรมสูตร
ว่าด้วยผู้ควรและไม่ควรบรรลุอุตริมนุสธรรม
[๓๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็น
ผู้ไม่ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะชั้นวิเศษ อันสามารถกระทำความ
เป็นพระอริยะ ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ
ความเป็นผู้มีสติเลอะเลือน ๑ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ ๑ ความเป็นผู้ไม่
คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ๑
ความโกหก ๑ การพูดเลียบเคียง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม
๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะชั้นวิเศษ
อันสามารถกระทำความเป็นพระอริยะ ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อ
กระทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะชั้นวิเศษ อันสามารถกระทำความเป็นพระอริยะ
ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ความเป็นผู้มีสติ
เลอะเลือน ๑ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ ๑ ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารใน
อินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ๑ ความโกหก ๑
การพูดเลียบเคียง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อม
เป็นผู้ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะชั้นวิเศษ อันสามารถกระทำความ
เป็นพระอริยะ ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์.
จบอุตตริมนุสสธรรมสูตรที่ ๓

802