ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 773 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นธรรมปริยายที่เป็นปริยาย เป็นไป
ในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส.
จบนิพเพธิกสูตรที่ ๙
อรรถกถานิพเพธิกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในนิพเพธิกสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
ธรรมชื่อว่า นิพเพธิกปริยาย เพราะเจาะ คือ ทำลายกองโลภะเป็นต้น ที่
ยังไม่เคยเจาะ ยังไม่เคยทำลายมาก่อน อธิบายว่า ได้แก่เหตุแห่งการเจาะแทง.
บทว่า นิทานสมฺภโว ความว่า ชื่อว่า นิทาน เพราะมอบให้ซึ่งกาม
คือมอบหมายให้ โดยความเป็นเหตุสามารถให้เกิดขึ้น. ธรรมชื่อว่า สัมภวะ
เพราะเป็นแดนเกิดขึ้น. สัมภวะก็คือ นิทานนั่นเอง จึงชื่อว่า นิทานสัมภวะ.
บทว่า เวมตฺตตา ได้แก่ เหตุต่าง ๆ กัน.
บทว่า กามคุณา ความว่า ชื่อว่า กาม เพราะหมายความว่า
ชวนให้ใคร่ ชื่อว่า คุณ เพราะหมายความว่า ผูกมัดไว้ ดังในประโยค
เป็นต้นว่า อนฺตคุณํ (สายรัดไส้). บทว่า จกฺขุวิญฺเญยฺยา ความว่า
ที่จะพึงเห็นด้วยจักษุวิญญาณ. บทว่า อิฏฺฐา มีอธิบายว่า จะปรารถนา
หรือไม่ก็ตาม ก็คงเป็นอิฏฐารมณ์อยู่นั่นแหละ. บทว่า กนฺตา ได้แก่ เป็น
ของน่าใคร่. บทว่า มนาปา ได้แก่ เป็นที่เจริญใจ. บทว่า ปิยรูปา
ได้แก่ เป็นที่รัก โดยกำเนิด. บทว่า กามูปสญฺหิตา ความว่า อันกามที่
เกิดขึ้นเพราะทำปิยรูปให้เป็นอารมณ์ ยั่วยวนแล้ว. บทว่า รชนียา ความว่า
เป็นเหตุแห่งการบังเกิดขึ้นของราคะ. บทว่า เนเต กามา ความว่า รูป
เป็นต้นเหล่านี้ ได้ชื่อว่าเป็นกาม เพราะอรรถว่าใคร่ ก็หามิได้

773
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 774 (เล่ม 36)

บทว่า สงฺกปฺปราโค ได้แก่ราคะที่บังเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่ง
ความดำริ. บทว่า กาโม ความว่า ราคะที่เกิดขึ้นแล้วนี้ ผู้ปฏิบัติเพื่อละ
กาม จำต้องละ. รูปเป็นต้น ชื่อว่า ถาม ด้วยอรรถว่า เป็นเหตุใคร่.
บทว่า จิตฺรานิ ได้แก่มีอารมณ์ที่วิจิตรงดงาม.
บทว่า ผสฺโส ได้แก่ผัสสะที่เกิดขึ้นพร้อมกัน. บทว่า กามยมาโน
ได้แก่ผู้ใคร่กาม. บทว่า ตชฺชํ ตชฺชํ ได้แก่อัตภาพที่เกิดขึ้น ๆ จากกาม
นั้น. บทว่า ปุญฺญภาคิยํ ความว่า อัตภาพของผู้ที่ปรารถนากามอันเป็น
ทิพย์ แล้วเกิดในเทวโลก เพราะสุจริตธรรมบริบูรณ์ ชื่อว่า ปุญญภาคิยะ
(ที่เป็นฝ่ายกุศล) อัตภาพของผู้ที่เกิดในอบาย เพราะทุจริตธรรมบริบูรณ์
ชื่อว่า อปุญญภาคิยะ (ที่เป็นฝ่ายอกุศล).
บทว่า อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กามานํ วิปาโก ความว่า
อัตภาพทั้งสองอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นวิบากของกาม เพราะ
เกิดขึ้นโดยอาศัยความปรารถนากาม. บทว่า โส อิมํ นิพฺเพธิกํ ความว่า
ภิกษุนั้นย่อมรู้จริยาอันประเสริฐนี้ ที่เป็นเครื่องเจาะไชฐาน (อายตนะ)
๓๖ อย่าง. บทว่า กามนิโรธํ ความว่า (กามนิโรธ) ที่ได้มาอย่างนี้เพราะ
กามทั้งหลายดับไป. ด้วยว่า ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกมรรค
กล่าวคือ พรหมจรรย์ นั่นแหละว่า เป็น ความดับกาม.
บทว่า สามิสา ความว่า สัมปยุตด้วยอามิสคือกิเลส. ในทุก ๆ
ฐานะ (วาระ) พึงทราบความโดยนัยนี้. อีกประการหนึ่งพึงทราบความในบท
ว่า โวหารปกฺกํ นี้ว่า ได้แก่ โวหารวิบาก อธิบายว่า โวหารกล่าวคือ
ถ้อยคำ ชื่อว่า วิบากของสัญญา. บทว่า นํ ในคำว่า ยถา นํ นี้ เป็น
เพียงนิบาตเท่านั้น. ดังนั้นจึงมีอธิบายว่า เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ว่า บุคคลจำได้อย่างใด ๆ ย่อมพูดไปอย่างนั้น ๆ ด้วยคิดว่า เราจำได้

774
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 775 (เล่ม 36)

อย่างนี้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า โวหารเวปักกะ. บทว่า อวิชฺชา ได้แก่อวิชชา
ที่หนาแน่น ที่เป็นตัวไม่รู้ในฐานะทั้ง ๘. อาสวะทั้งหลาย ชื่อว่า
นิรยคามนิยา เพราะให้สัตว์ไปนรก อธิบายว่า เป็นเหตุให้สัตว์เกิดในนรก.
แม้ไนบทที่เหลือก็มีนัยนี้แหละ.
บทว่า เจตนาทํ ตัดบทเป็น เจตนํ อหํ (เราตถาคต กล่าว-
เจตนาว่าเป็นกรรม). ในบทว่า เจตนาหํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมาย
เอาเจตนาที่มีการจัดแจง (สัมปยุตธรรม) ที่รวบรวมธรรมทุกอย่าง (กุศล-
ธรรม อกุศลธรรม) ไว้. บทว่า เจตยิตฺวา ได้แก่ เจตนาที่เป็นไปใน
ทวาร. บทว่า มนสา ได้แก่ จิตที่สัมปยุตด้วยเจตนา. บทว่า นิรยเวทนียํ
ได้แก่ อำนวยวิบากในนรก. แม้ในบททั้งหลายที่เหลือ ก็มีนัยนี้แหละ.
บทว่า อธิมตฺตํ ได้แก่ ทุกข์มีกำลัง. บทว่า ทนฺธวิราคํ
ความว่า ทุกข์หนัก คือทุกข์ที่คลายไปได้ไม่เร็ว ได้แก่ค่อย ๆ คลายไป.
บทว่า อฺรตฺตาฬี กนฺทติ ได้แก่ ค่อนอุระคร่ำครวญ. บทว่า ปริเยฏฺฐิ
ได้แก่ การแสวงหา. บทว่า เอกปทํ ทฺวิปทํ ได้แก่ รู้เพียงทางเดียว
หรือเพียงสองทาง อธิบายว่า ใครจะรู้ประมาณการ. บทว่า สมฺมหเวปกฺกํ
ได้แก่วิบากแห่งสัมโมหะ (ความงมงาย) อธิบายว่า ความลืมเลือน ชื่อว่า
เป็นผลไหลออกแห่งทุกข์. แม้ในบทที่สอง ก็มีนัยนี้แหละ เพราะว่า ถึงการ
แสวงหาก็เป็นผลไหลออกแห่งทุกข์นั้น. ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ทั้งวัฏฏะ และวิวัฏฏะ.
จบอรรถกถานิพเพธิกสูตรที่ ๙

775
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 776 (เล่ม 36)

๑๐. พลสูตร
ว่าด้วยกำลังพระตถาคต ๖ ประการ
[๓๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังของตถาคต ๖ ประการนี้ ที่พระ
ตถาคตประกอบแล้ว เป็นเหตุให้ปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาท
ในบริษัท ประกาศพรหมจักร กำลัง ๖ ประการเป็นไฉน คือ ตถาคต
ย่อมทราบชัดตามเป็นจริง ซึ่งฐานะโดยความเป็นฐานะ และเหตุที่มิใช่ฐานะ
โดยความเป็นเหตุมิใช่ฐานะในโลกนี้ แม้การที่ตถาคตย่อมทราบชัดตามเป็นจริง
ซึ่งฐานะโดยความเป็นฐานะ และเหตุที่มิใช่ฐานะโดยความเป็นเหตุมิใช่ฐานะ
นี้ย่อมเป็นกำลังของตถาคต ซึ่งตถาคตได้อาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก
บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมทราบชัดตาม
เป็นจริง ซึ่งวิบากแห่งกรรมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดย
ปัจจัย โดยเหตุ แม้การที่ตถาคตย่อมทราบชัดตามเป็นจริง ซึ่งวิบากแห่งกรรม-
สมาทานที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยปัจจัย โดยเหตุ นี้ย่อมเป็น
กำลังของตถาคต ซึ่งตถาคตได้อาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาท
ในบริษัท ประกาศพรหมจักร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมทราบชัดตาม
เป็นจริง ซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์
สมาธิ และสมาบัติ แม้การที่ตถาคตย่อมทราบชัดตามเป็นจริง ซึ่งความ
เศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ
นี้ย่อมเป็นกำลังของตถาคต ซึ่งตถาคตได้อาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก
บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร.

776
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 777 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมระลึกถึงชาติก่อน
ได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ตถาคตย่อม
ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการ
ฉะนี้ แม้การที่ตถาคตย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่ง
บ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ
พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ นี้ย่อมเป็นกำลังของตถาคต ซึ่งตถาคตได้
อาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมพิจารณาเห็นหมู่สัตว์
ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ ฯลฯ ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อม
รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ฯลฯ แม้การที่ตถาคตย่อมพิจารณาเห็น
หมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ ฯลฯ ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์
ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ฯลฯ นี้ย่อมเป็นกำลังของตถาคต ซึ่ง
ตถาคตได้อาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศ
พรหมจักร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโต-
วิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญา
อันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ แม้การที่ตถาคตย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอัน
ยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่นี้ย่อมเป็นกำลังของตถาคต ซึ่งตถาคตได้อาศัย
ปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจกบันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังของตถาคต ๖ ประการนี้แล ที่ตถาคตประกอบ
แล้ว เป็นเหตุให้ปฏิญาณฐานะของผู้โจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศ
พรหมจักร.

777
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 778 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกำลังของตถาคต ๖ ประการเหล่านั้น หาก
ว่าชนเหล่าอื่นย่อมเข้ามาถามปัญหากับตถาคต ด้วยความรู้ตามเป็นจริง ซึ่ง
ฐานะโดยความเป็นฐานะ และเหตุที่มิใช่ฐานะโดยความเป็นเหตุมิใช่ฐานะไซร้
ความรู้ตามเป็นจริง ซึ่งฐานะโดยความเป็นฐานะ. และเหตุที่มิใช่ฐานะโดยความ
เป็นเหตุมิใช่ฐาน ะ อันตถาคตทราบชัดด้วยประการใด ๆ ตถาคตถูกถามปัญหา
แล้ว ย่อมพยากรณ์ด้วยความรู้ตามเป็นจริง ซึ่งฐานะโดยความเป็นฐานะ และ
เหตุที่มิใช่ฐานะโดยความเป็นเหตุมิใช่ฐานะ แก่ชนเหล่านั้น ด้วยประการนั้น ๆ.
หากว่า ชนเหล่าอื่นย่อมเข้ามาถามปัญหากับตถาคต ด้วยความรู้ตาม
เป็นจริง ซึ่งวิบากแห่งกรรมสมาทาน ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
โดยปัจจัย โดยเหตุไซร้ ความรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งวิบากแห่งกรรมสมาทาน
ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันอันตถาคตทราบชัดด้วยประการใด ๆ ตถาคต
ถูกถามปัญหาแล้ว ย่อมพยากรณ์ด้วยความรู้ตามเป็นจริง ซึ่งวิบากแห่งกรรม-
สมาทานที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน แก่ชนเหล่านั้น ด้วยประการนั้น ๆ.
หากว่า ชนเหล่าอื่นย่อมเข้ามาถามปัญหากับตถาคต ด้วยความรู้ตาม
เป็นจริง ซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์
สมาธิ และสมาบัติไซร้ ความรู้ตามเป็นจริงซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว
ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ อันตถาคตทราบชัดด้วย
ประการใด ๆ ตถาคตถูกถามปัญหาแล้ว ย่อมพยากรณ์ด้วยความรู้ตามเป็นจริง
ซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ
และสมาบัติ แก่ชนเหล่านั้น ด้วยประการนั้น ๆ.
หากว่า ชนเหล่าอื่นย่อมเข้ามาถามปัญหากับตถาคต ด้วยความรู้ตาม
เป็นจริง ซึ่งความระลึกชาติก่อนได้ไซร้ ความรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความระลึก
ชาติก่อนได้ อันตถาคตทราบชัดด้วยประการใด ๆ ตถาคตถูกถามปัญหาแล้ว

778
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 779 (เล่ม 36)

ย่อมพยากรณ์ด้วยความรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความระลึกชาติก่อนได้ แก่ชนเหล่า
นั้น ด้วยประการนั้น ๆ.
หากว่า ชนเหล่าอื่นย่อมเข้ามาถามปัญหากับตถาคต ด้วยความรู้ตาม
เป็นจริง ซึ่งจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายไซร้ ความรู้ตามเป็นจริง ซึ่งจุติ
และอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย อันตถาคตทราบชัดด้วยประการใด ๆ ตถาคตถูก
ถามปัญหาแล้ว ย่อมพยากรณ์ด้วยความรู้ตามเป็นจริง ซึ่งจุติและอุบัติของ
สัตว์ทั้งหลาย แก่ชนเหล่านั้น ด้วยประการนั้น ๆ.
หากว่า ชนเหล่าอื่นย่อมเข้ามาถามปัญหากับตถาคต ด้วยความรู้ตาม
เป็นจริง ซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายไซร้ ความรู้ตามเป็นจริง ซึ่ง
ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย อันตถาคตทราบชัดด้วยประการใด ๆ ตถาคต
ถูกถามปัญหาแล้ว ย่อมพยากรณ์ด้วยความรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความสิ้นไปแห่ง
อาสวะทั้งหลาย แก่ชนเหล่านั้น ด้วยประการนั้น ๆ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งความรู้ตามเป็นจริงซึ่งฐานะ
โดยความเป็นฐานะ และเหตุที่มิใช่ฐานะโดยความเป็นเหตุมิใช่ฐานะนั้นว่า
เป็นของบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น ย่อมไม่กล่าว เป็นของบุคคลผู้มีใจไม่ตั้งมั่น
เราย่อมกล่าวแม้ความรู้ตามเป็นจริงซึ่งวิบากแห่งกรรมสมาทาน ที่เป็นอดีต
อนาคต และปัจจุบัน โดยปัจจัยโดยเหตุนั้นว่า เป็นของบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น
ย่อมไม่กล่าวว่า เป็นของบุคคลผู้มีใจไม่ตั้งมั่น เราย่อมกล่าวแม้ความรู้ตาม
เป็นจริง ซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์
สมาธิ และสมาบัตินั้นว่า เป็นของบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น ย่อมไม่กล่าวว่า เป็น
ของบุคคลผู้มีใจไม่ตั้งมั่น เราย่อมกล่าวแม้ความรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความระลึก
ชาติก่อนได้นั้นว่า เป็นของบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น ย่อมไม่กล่าวว่า เป็นของบุคคล
ผู้มีใจไม่ตั้งมั่น เราย่อมกล่าวแม้ความรู้ตามเป็นจริง ซึ่งจุติและอุบัติของสัตว์

779
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 780 (เล่ม 36)

ทั้งหลายนั้นว่า เป็นของบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น ย่อมไม่กล่าวว่า เป็นของบุคคล
ผู้มีใจไม่ตั้งมั่น เราย่อมกล่าวแม้ความรู้ตามเป็นจริงซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลายนั้นว่า เป็นของบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น ย่อมไม่กล่าวว่า เป็นของบุคคลผู้มี
ใจไม่ตั้งมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความตั้งใจมั่นเป็นทางถูก ความไม่ตั้งใจมั่น
เป็นทางผิด ด้วยประการฉะนี้แล.
จบพลสูตรที่ ๑๐
อรรถกถาพลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาพลสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อาสภํ ฐานํ ได้แก่ ฐานะอันประเสริฐสุด คือฐานะอันไม่
หวั่นไหว. บทว่า สีหนาทํ ได้แก่ การบันลืออย่างไม่เกรงกลัว คือบันลือ
ในฐานะเป็นประมุข. บทว่า พฺรหฺมจกฺกํ ได้แก่ จักรคือญาณอันประเสริฐ
คือปฏิเวธญาณ และญาณที่เหลือ. บทว่า ฐานญฺจ ฐานโต ได้แก่รู้เหตุ
โดยความเป็นเหตุ. บทว่า ยมฺปิ ความว่า ด้วยญาณใด. บทว่า อิทมฺปิ
ตถาคตสฺส ความว่า ฐานาฐานญาณแม้นี้ ชื่อว่า เป็นตถาคตพละของพระ
ตถาคต. แม้ในบททั้งปวงก็พึงทราบความอย่างนี้.
บทว่า กมฺมสมาทานานํ ได้แก่กุศลกรรม และอกุศลกรรมที่บุคคล
ตั้งใจกระทำแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง กรรมนั่นเอง ชื่อว่า กรรมสมาทาน. บทว่า
ฐานโส เหตุโส ความว่า ทั้งโดยปัจจัย ทั้งโดยเหตุ. บรรดาฐานะและเหตุ
ทั้งสองอย่างนั้น คติ (กำเนิดมีนรกเป็นต้น) อุปธิ (อัตภาพ) กาล (เวลา

780
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 781 (เล่ม 36)

ที่กรรมให้ผล) ปโยค (การประกอบกรรม) เป็นฐานะของวิบาก กรรมเป็น
เหตุของวิบาก. บทว่า ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ ได้แก่ ฌาน ๔
วิโมกข์ ๘ สมาธิ ๓ อนุปุพพสมาบัติ ๙. บทว่า สงฺกิเลสํ ได้แก่ ธรรม
ที่เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม. บทว่า โวทานํ ได้แก่ ธรรมที่เป็นส่วน
แห่งคุณพิเศษ. บทว่า วุฏฺฐานํ ได้แก่ ฌานที่คล่องแคล่วที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า
แม้โวทานะ ก็ชื่อว่า วุฏฐานะ แม้การออกจากสมาธินั้น ๆ ก็ชื่อว่า วุฏฐานะ ๑
ภวังค์และผลสมาบัติ ๑ เพราะว่าฌานที่คล่องแคล่วชั้นต่ำ ๆ เป็นพื้นฐานของ
ฌานชั้นสูง ๆ ขึ้นไป เพราะฉะนั้น แม้โวทานะ จึงตรัสว่าเป็นวุฏฐานะ
ส่วนการออกจากฌานทั้งปวงย่อมมีได้ด้วยภวังค์. การออกจากนิโรธสมาบัติ
มีได้ด้วยผลสมาบัติ. พระพุทธพจน์ว่า แม้การออกจากสมาธินั้น ๆ ก็ชื่อว่า
วุฏฐานะ ดังนี้ ตรัสไว้ทรงหมายการออกจากนิโรธสมาบัตินั้น.
บทว่า อเนกวิหิตํ เป็นต้น ได้พรรณนาไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
อาสวักขยญาณ ก็มีเนื้อความดังที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล ผู้ประสงค์
จะทราบข้อความอย่างพิสดาร ของญาณทั้ง ๓ แม้ข้างต้น พึงตรวจดูข้อความ
ที่พรรณนาไว้ในมหาสีหนาทสูตร ในอรรถกถามัชฌิมนิกาย. บทว่า สมาหิ-
ตสฺส แปลว่า ผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. บทว่า สมาธิ มคฺโค ความว่า
สมาธิเป็นอุบายเพื่อบรรลุฌานเหล่านี้. ความไม่มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ชื่อว่า
อสมาธิ. ทางที่ผิดชื่อว่า กุมมัคคะ. ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสถึงกำลังพระญาณของพระตถาคต.
จบอรรถกถาพลสูตรที่ ๑๐
จบมหาวรรควรรณนาที่* ๑
* อรรถกถาเป็นวรรคที่ ๖

781
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 782 (เล่ม 36)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โสณสูตร ๒. ผัคคุณสูตร ๓. ฉฬาภิชาติยสูตร ๔. อาสวสูตร
๕. ทารุกัมมิกสูตร ๖. จิตตหัตถิสาริปุตตสูตร ๗. ปรายนสูตร ๘. อุทกสูตร
๙. นิพเพธิกสูตร ๑๐. พลสูตร และอรรถกถา.
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้
๑. อนาคามิสูตร ๒. อรหัตตสูตร ๓. มิตตสูตร ๔. ฐานสูตร
๕. เทวตาสูตร ๖. สติสูตร ๗. สักขิสูตร ๘. พลสูตร ๙. ปฐมฌานสูตร
๑๐. ทุติยฌานสูตร และอรรถกถา.

782