พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 683 (เล่ม 36)

อรรถกถาอินทรียสังวรสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอินทรียสังวรสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า หตูปนิสํ โหติ ความว่า ศีลที่มีอาศัย (อุปนิสัย) ถูกขจัด
เสียแล้ว. บทว่า สีลวิปนฺนสฺส ได้แก่ ผู้มีศีลวิบัติ. บทว่า ยถาภูตํ
ญาณทสฺสนํ ได้แก่ วิปัสสนาญาณอย่างอ่อน. ในบทว่า นิพฺพิทา วิราโค
นี้มีอธิบาย ดังต่อไปนี้.
วิปัสสนาที่มีกำลัง ชื่อ นิพพิทา อริยมรรค ชื่อ วิราคะ. ในบทว่า
วิมุตฺติญาณทสฺสนํ นี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ อรหัตผล ชื่อ วิมุตติ ปัจจเวก-
ขณญาณชื่อ ญาณทัสสนะ.
บทว่า อุปนิสฺสยสมฺปนฺนํ โหติ ความว่า ศีลมีที่อาศัยถึงพร้อมแล้ว.
ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงอินทรียสังวร อันเป็นเครื่องช่วยรักษา
ศีลไว้.
จบอรรถกถาอินทรียสังวรสูตรที่ ๘
๙. อานันทสูตร
ว่าด้วยคุณธรรม ๖ ของพระอานนท์
[๓๒๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตร
ถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึง
กันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า
ดูก่อนท่านสารีบุตร ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล ภิกษุจึงได้ฟังธรรมที่ยังไม่
เคยฟัง ธรรมทั้งหลายที่เธอได้ฟังแล้วย่อมไม่ถึงความหลงลืม ธรรมทั้งหลาย

683
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 684 (เล่ม 36)

ที่เธอได้เคยถูกต้องด้วยใจในกาลก่อน ย่อมขึ้นใจ และเธอย่อมทราบชัดธรรม
ที่ยังไม่ทราบชัด ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ท่านพระอานนท์แลเป็นพหูสูต
ขอเนื้อความแห่งธรรมข้อนั้นจงแจ่มแจ้งกะท่านพระอานนท์เถิด.
อา. ดูก่อนท่านสารีบุตร ถ้าอย่างนั้นท่านจงฟังธรรม จงทำไว้ในใจ
ให้ดี เราจักกล่าว ท่านพระสารีบุตรรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ท่านพระอานนท์
ได้กล่าวว่า ดูก่อนท่านสารีบุตร ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม
คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม
เวทัลละ เธอย่อมแสดงธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ย่อม
บอกสอนธรรมที่ได้ฟังมาได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ย่อมทำการสาธยาย
ธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาโดยพิสดาร ย่อมตรึกตรอง เพ่งด้วยใจ ซึ่ง
ธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา ย่อมจำพรรษาอยู่ในอาวาสที่มีภิกษุผู้เถระเป็น
พหูสูต ชำนาญคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกาอยู่ ย่อมเข้าไปหาภิกษุ
ผู้เถระเหล่านั้นโดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบสวนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความของภาษิตนี้อย่างไร ภิกษุผู้เถระเหล่านั้นย่อม
เปิดเผยภาษิตที่ยังไม่แจ่มแจ้ง ย่อมทำภาษิตที่ยากให้ง่ายแก่เธอ และย่อม
บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยมีประการ
ต่าง ๆ ดูก่อนท่านสารีบุตร ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงได้ฟังธรรมที่ยัง
ไม่เคยฟัง ธรรมทั้งหลายที่เธอได้ฟังแล้ว ย่อมไม่ถึงความหลงลืม ธรรม
ทั้งหลายที่เธอได้เคยถูกต้องด้วยใจในกาลก่อน ย่อมขึ้นใจ และเธอย่อมทราบชัด
ธรรมที่ยังไม่ทราบชัด.
สา. ดูก่อนท่านอานนท์ น่าอัศจรรย์ เรื่องไม่เคยมีได้มีแล้ว เรื่องนี้
ท่านอานนท์ได้กล่าวดีแล้ว และพวกผมจะทรงจำท่านพระอานนท์ว่าเป็นผู้
ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้ เพราะว่าท่านอานนท์ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ

684
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 685 (เล่ม 36)

สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม
เวทัลละ ท่านอานนท์ ย่อมแสดงธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดย
พิสดาร ท่านอานนท์ย่อมบอกสอนธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา แก่ผู้อื่น
โดยพิสดาร ท่านอานนท์ย่อมทำการสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาโดย
พิสดาร ท่านอานนท์ย่อมตรึกตรอง เพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้
เรียนมา ท่านอานนท์ย่อมจำพรรษาอยู่ในอาวาสที่มีภิกษุผู้เถระผู้เป็นพหูสูต
ชำนาญคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา อยู่ ท่านอานนท์ย่อมเข้า
ไปหาภิกษุผู้เถระเหล่านั้นโดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบสวนว่า ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความของภาษิตนี้เป็นอย่างไร ภิกษุผู้เถระ
เหล่านั้นย่อมเปิดเผยภาษิตที่ยังไม่แจ่มแจ้ง ย่อมทำภาษิตที่ยากให้ง่ายแก่ท่าน
อานนท์ และย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งความ
สงสัยมีประการต่าง ๆ.
จบอานันทสูตรที่ ๙
อรรถกถาอานันทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอานันทสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :
บทว่า กิตฺตาวตา ได้แก่ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร ? บทว่า
อสฺสุตญฺเจว ความว่า ธรรมที่ไม่เคยฟังมาในกาลอื่น. บทว่า น สมฺโมสํ
คจฺฉนฺติ ความว่า (ธรรมทั้งหลาย) ย่อมไม่ถึงความเสื่อมสิ้นไป. บทว่า
เจตสา สมฺผุฏฺฐปุพฺพา ความว่า (ธรรมทั้งหลาย) ที่เคยสัมผัสด้วยจิต.
บทว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่ เที่ยวไปในมโนทวาร. บทว่า อวิญฺญาตญฺจ

685
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 686 (เล่ม 36)

วิชานาติ ความว่า รู้จักเหตุที่ยังไม่รู้มาในกาลอื่น. บทว่า ปริยาปุณาติ
ได้แก่ ใช้สอย คือ กล่าว. บทว่า เทเสติ คือ ประกาศ. บทว่า ปรํ
วาเจติ คือ สอนบุคคลอื่นให้เรียบ. บทว่า อาคตาคมา ความว่า พระ
เถระทั้งหลายชื่อว่า ผู้มีอาคมอันตนบรรลุแล้ว เพราะหมายความว่า ผู้บรรลุ
อาคมอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาอาคม (นิกาย) ทั้งหลายมีคัมภีร์ทีฆนิกายเป็นต้น.
บทว่า ธมฺมธรา ได้แก่ พระเถระทั้งหลายผู้ทรงพระสุตตันตปิฎก. บทว่า
วินยธรา ได้แก่ พระเถระทั้งหลายผู้ทรงวินัยปิฏก. บทว่า มาติกาธรา
ได้แก่พระเถระทั้งหลายผู้ทรงจำปาฏิโมกข์ทั้งสอง. บทว่า ปริปุจฺฉติ ได้แก่
ถามถึงเบื้องต้นและเบื้องปลายของอนุสนธิ. บทว่า ปริปญฺหติ ได้แก่ ใคร่
ครวญ คือ กำหนดว่า เราจักถามสิ่งนี้และสิ่งนี้.
บทว่า อิทํ ภนฺเต กถํ ความว่า ภิกษุย่อมถามว่า เบื้องต้นและ
เบื้องปลายของอนุสนธินี้เป็นอย่างไร ? บทว่า อิมสฺส กวตฺโถ ความว่า
ภิกษุย่อมถามว่า ภาษิตนี้มีความหมายเป็นอย่างไร บทว่า อวิวฏํ ได้แก่
ธรรมที่ยังไม่เปิดเผย. บทว่า วิวรนฺติ ได้แก่ ทำให้เปิดเผย. บทว่า
กงฺขาฏฺฐานีเยสุ ได้แก่ ในธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นเหตุแห่งความสงสัย. ในบท
ว่า กงฺขาฏฺฐานีเยสุ นั้นพึงทราบความว่า ความสงสัยเกิดขึ้นในธรรมใด
ธรรมนั้นแหละชื่อว่า เป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย.
จบอรรถกถาอานันทสูตรที่ ๙

686
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 687 (เล่ม 36)

๑๐. ขัตติยาธิปปายสูตร
ว่าด้วยความประสงค์ของคน ๖ จำพวก
[๓๒๓] ครั้งนั้น ชาณุสโสณิพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้
ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ กษัตริย์ทั้งหลาย ย่อมมีความประสงค์
อะไร นิยมอะไร มั่นใจอะไร ต้องการอะไร มีอะไรเป็นที่สุด พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมดากษัตริย์ทั้งหลาย ย่อมประสงค์โภคทรัพย์
นิยมปัญญา มั่นใจในกำลังทหาร ต้องการในการได้แผ่นดิน มีความเป็นใหญ่
เป็นที่สุด.
ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมมีความ
ประสงค์อะไร นิยมอะไร มั่นใจอะไร ต้องการอะไร มีอะไรเป็นที่สุด.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ บรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมประสงค์โภค-
ทรัพย์ นิยมปัญญา มั่นใจในมนต์ ต้องการการบูชายัญ มีพรหมโลกเป็นที่สุด.
ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็คฤหบดีทั้งหลาย ย่อมมีความประสงค์
อะไร นิยมอะไร มั่นใจในอะไร ต้องการอะไร มีอะไรเป็นที่สุด.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมดาคฤหบดีทั้งหลาย ย่อมประสงค์โภค-
ทรัพย์ นิยมปัญญา มั่นใจในศิลปะ ต้องการการงาน มีการงานที่สำเร็จแล้ว
เป็นที่สุด.
ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็สตรีทั้งหลาย ย่อมประสงค์อะไร
นิยมอะไร มั่นใจในอะไร ต้องการอะไร มีอะไรเป็นที่สุด.

687
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 688 (เล่ม 36)

พ. ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมดาสตรีทั้งหลาย ย่อมประสงค์บุรุษ
นิยมเครื่องแต่งตัว มั่นใจใจบุตร ต้องการไม่ให้มีสตรีอื่นร่วมสามี มีความ
เป็นใหญ่ในบ้านเป็นที่สุด.
ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็โจรทั้งหลาย ย่อมประสงค์อะไร
นิยมอะไร มั่นใจอะไร ต้องการอะไร มีอะไรเป็นที่สุด.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมดาโจรทั้งหลาย ย่อมประสงค์ลักทรัพย์
ของผู้อื่น นิยมที่ลับเร้น มั่นใจในศาสตรา ต้องการที่มืด มีการที่ผู้อื่นไม่เห็น
เขาเป็นที่สุด.
ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็สมณะทั้งหลาย ย่อมประสงค์อะไร
นิยมอะไร มั่นใจในอะไร ต้องการอะไร มีอะไรเป็นที่สุด.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมดาสมณะทั้งหลาย ย่อมประสงค์ขันติ-
โสรัจจะ นิยมปัญญา มั่นใจในศีล ต้องการความไม่มีห่วงใย มีพระนิพพาน
เป็นที่สุด.
ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ เรื่องไม่เคยมีได้มีแล้ว
คือท่านพระโคดมย่อมทรงทราบความประสงค์ ความนิยม ความมั่นใจ
ความต้องการและสิ่งที่เป็นที่สุด แม้แห่งกษัตริย์ทั้งหลาย ฯลฯ แม้แห่ง
พราหมณ์ทั้งหลาย ฯลฯ แม้แห่งคฤหบดีทั้งหลาย ฯลฯ แม้แห่งสตรีทั้งหลาย
ฯลฯ แม้แห่งโจรทั้งหลาย ฯลฯ ย่อมทรงทราบความประสงค์ ความนิยม
ความมั่นใจ ความต้องการ และสิ่งที่เป็นสี่สุด แม้แห่งสมณะทั้งหลาย ข้าแต่
ท่านพระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้
เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้า
พระองค์ว่าเป็นอุบาสกถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบขัตติยาธิปปายสูตรที่ ๑๐

688
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 689 (เล่ม 36)

อรรถกถาขัตติยาธิปปายสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในขัตติยาธิปปายสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โภคาธิปฺปายา ความว่า กษัตริย์ทั้งหลายตั้งพระประสงค์ไว้
คือ มีอัธยาศัยเป็นไปเพื่อรวบรวมโภคะ.
บทว่า ปญฺญูปวิจารา ความว่า กษัตริย์ทั้งหลายมีการพิจารณา
เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ปัญญาอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายพึงเป็นผู้มีปัญญา.
การพิจารณานี้แลของกษัตริย์เหล่านั้นย่อมเที่ยวไปในจิต.
บทว่า พลาธิฏฺฐานา ความว่า กษัตริย์ทั้งหลายมีพระวรกายที่มีกำลัง
เป็นที่ตั้ง. เป็นความจริง กษัตริย์เหล่านั้นได้ร่างกายที่มีกำลังแล้ว ชื่อว่า
ได้ที่พึ่ง.
บทว่า ปฐวีอภินิเวสา ความว่า กษัตริย์ทั้งหลายทำการตั้งพระทัยมั่น
เพื่อประโยชน์แก่แผ่นดินอย่างนี้ว่า เราจักเป็นเจ้าของแผ่นดิน.
บทว่า อิสฺสริยปริโยสานา ความว่า กษัตริย์ทั้งหลายมีรัชดาภิเษก
(การอภิเษกเป็นพระราชา) เป็นที่สุด เป็นความจริง กษัตริย์เหล่านั้น ได้รับ
การอภิเษกแล้ว ชื่อว่า ถึงที่สุด. พึงทราบความหมายในบททั้งปวง โดย
นัยนี้.
ส่วนในบทที่เหลือในสูตรนี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ มีอันดับแรก พราหมณ์
ทั้งหลายได้มนต์แล้ว ชื่อว่า ได้ที่พึ่ง. คฤหบดีทั้งหลายได้ศิลปะอย่างใด
อย่างหนึ่งแล้ว ชื่อว่าได้ที่พึ่ง. หญิงทั้งหลายได้บุตรซึ่งเป็นเจ้าของมรดกใน
ตระกูล ชื่อว่าได้ที่พึ่ง. โจรทั้งหลายได้ศัสตราวุธ ชนิดใดชนิดหนึ่งแล้ว ชื่อว่า

689
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 690 (เล่ม 36)

ได้ที่พึ่ง. สมณะทั้งหลายมีศีลบริบูรณ์ ชื่อว่า ได้ที่พึ่ง. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบททั้งหลาย มีบทว่า มนฺตาธิฏฺฐานา เป็นต้นไว้.
อนึ่ง จิตของพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมยึดมั่นว่า เราทั้งหลายจักบูชายัญ
ครั้นเมื่อได้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว พราหมณ์ทั้งหลาย ชื่อว่า ถึงที่สุด
เพราะเหตุนั้น พราหมณ์เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มียัญเป็นที่
ยึดมั่น มีพรหมโลกเป็นที่สุด. คฤหบดีทั้งหลาย ชื่อว่ามีการงานเป็นที่ยึดมั่น
เพราะเหตุที่มีใจยึดมั่น เพื่อต้องการที่จะทำการงาน เมื่อการงานเสร็จแล้ว
คฤหบดีทั้งหลาย ชื่อว่า ถึงที่สุด เพราะเหตุนั้น คฤหบดีทั้งหลาย จึงชื่อว่า
มีการงานที่เสร็จแล้ว เป็นที่สุด.
บทว่า ปุริสาธิปฺปายา ได้แก่ (หญิงทั้งหลาย) มีอัธยาศัยเป็นไปในบุรุษ
ทั้งหลาย. หญิงชื่อว่า มีใจฝักใฝ่ในเครื่องประดับ เพราะเหตุที่มีใจมุ่งหมายเพื่อ
ต้องการเครื่องประดับ. หญิง ชื่อว่า ไม่มีหญิงร่วนผัวเป็นที่ยึดมั่น เพราะ
เหตุที่มีจิตยึดมั่นอย่างนี้ว่า ขอเราอย่าได้เป็นหญิงร่วมผัว (กับหญิงอื่น) ขออยู่
(เป็นใหญ่) แต่ผู้เดียวเท่านั้นในเรือน. หญิง ชื่อว่า มีความเป็นใหญ่เป็นที่สุด
เพราะเหตุที่ เมื่อได้ความเป็นใหญ่ในการครองเรือน ก็นับว่าถึงที่สุดแล้ว.
โจรทั้งหลาย ชื่อว่า มีความช่วงชิงเป็นที่ประสงค์ เพราะเหตุที่มี
ความประสงค์ในการช่วงชิงเอาทรัพย์สิ่งของของบุคคลอื่น. โจรทั้งหลาย ชื่อว่า
สนใจในป่าชัฏ เพราะเหตุที่มีใจท่องเที่ยวไปในป่าชัฏ คือในที่สำหรับหลบซ่อน.
โจรทั้งหลาย ชื่อว่า มีความมืดเป็นที่ยึดมั่น เพราะเหตุที่ มีใจยึดมั่น เพื่อ
ต้องการความมืด. โจรทั้งหลาย ชื่อว่า มีการมองไม่เห็นเป็นที่สุด เพราะเหตุที่
(เมื่อ) ถึงภาวะที่ไม่มีใครมองเห็น ก็นับว่า ถึงที่สุดแล้ว.

690
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 691 (เล่ม 36)

สมณะทั้งหลาย ชื่อว่า มีขันติและโสรัจจะเป็นที่ประสงค์ เพราะเหตุ
ที่มีความประสงค์ในอธิวาสขันติ และในศีลซึ่งมีความสะอาดเป็นภาวะ. สมณะ
ทั้งหลาย ชื่อว่า ไม่มีอะไรเป็นที่ยึดมั่น เพราะเหตุที่ มีใจยึดมั่น ในความ
ไม่มีอะไร คือ ในภาวะที่ไม่มีการยึดถือ. สมณะทั้งหลาย ชื่อว่า มีนิพพาน
เป็นที่สุด เพราะเหตุที่ (เมื่อ) บรรลุนิพพาน ก็นับว่า ถึงที่สุดแล้ว.
จบอรรถกถาขัตติยาธิปปายสูตรที่ ๑๐
๑๑. อัปปมาทสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ให้สำเร็จประโยชน์
[๓๒๔] ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง
ที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึก
ถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยึดถือ
ประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ในสัมปรายภพ
มีอยู่หรือหนอแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมข้อหนึ่ง
ซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์
ในปัจจุบัน และประโยชน์ในสัมปรายภพมีอยู่.
พราหมณ์. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน
และประโยชน์ในสัมปรายภพ เป็นไฉน.

691
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 692 (เล่ม 36)

พ. ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์
ในสัมปรายภพ คือ ความไม่ประมาท ดูก่อนพราหมณ์ เปรียบเหมือนรอย
เท้าชนิดใดชนิดหนึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ที่สัญจรไปบนแผ่นดิน รอยเท้าเหล่านั้น
ทั้งปวงย่อมรวมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างชาวโลกกล่าวว่าเป็นเยี่ยมกว่า
รอยเท้าเหล่านั้น เพราะรอยเท้าช้างเป็นรอยเท้าใหญ่ ฉันใด ธรรมข้อหนึ่ง
ซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์
ในปัจจุบัน และประโยชน์ในสัมปรายภพ คือ ความไม่ประมาท ฉันนั้น
เหมือนกัน ดูก่อนพราหมณ์ เปรียบเหมือนกลอนชนิดใดชนิดหนึ่งแห่งเรือนยอด
กลอนเหล่านั้นทั้งปวงย่อมโน้มน้อมรวมเข้าหายอดเรือน ยอดเรือนชาวโลก
กล่าวว่าเป็นเยี่ยม (ที่รวม) แห่งกลอนเหล่านั้น ฉันใด ธรรมข้อหนึ่งซึ่ง
เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว. . .ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนพราหมณ์ เปรียบเหมือน
บุรุษผู้เกี่ยวหญ้า เกี่ยวหญ้าแล้ว จับที่ยอด ถือคว่ำลงสลัดฟาดที่ต้นไม้ ฉันใด
ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว. . .ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนพราหมณ์
เปรียบเหมือนเมื่อพวงผลมะม่วงถูกตัดที่ต้นขั้ว ผลมะม่วงลูกใดลูกหนึ่งที่ติดอยู่
กับต้นขั้ว ผลมะม่วงเหล่านั้นทั้งปวง ย่อมเป็นของติดไปกับต้นขั้ว ฉันใด
ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว. . .ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนพราหมณ์
เปรียบเหมือนพระราชาผู้ครองประเทศเล็ก พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง พระราชา
เหล่านั้นทั้งปวง ย่อมเป็นผู้ขึ้นตรงต่อพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าจักรพรรดิ
ชาวโลกกล่าวว่าเป็นเยี่ยมกว่าพระราชาเหล่านั้น ฉันใด ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญ
แล้ว ทำให้มากแล้ว. . .ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนพราหมณ์ เปรียบเหมือน
แสงสว่างชนิดใดชนิดหนึ่งแห่งดาวทั้งหลาย แสงสว่างเหล่านั้นทั้งปวง ย่อมไม่
ถึงส่วนที่สิบหกแห่งแสงสว่างพระจันทร์ แสงสว่างพระจันทร์ชาวโลกกล่าวว่า

692