พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 663 (เล่ม 36)

หานคามีเยว โหติ ความว่า ย่อมถึงความเสื่อมถ่ายเดียว. บทว่า ปมาณิกา
คือ เป็นผู้ถือประมาณ (การเปรียบเทียบ) ในบุคคลทั้งหลาย.
บทว่า ปมินนฺติ ได้แก่ เริ่มที่จะเปรียบเทียบ คือ ชั่ง. บทว่า เอโก
หีโน ความว่า คนหนึ่งต่ำกว่าโดยคุณ (มีคุณต่ำกว่า). บทว่า เอโก ปณีโต
ความว่า คนหนึ่งประณีตกว่าโดยคุณ (มีคุณสูงกว่า). บทว่า ตญฺหิ ได้แก่
การทำการเปรียบเทียบนั้น.
บทว่า อภิกฺกนฺตตโร คือ ดีกว่า. บทว่า ปณีตตโร คือ อุดมกว่า.
บทว่า ธมฺมโสโต นิพฺพหติ ความว่า วิปัสสนาญาณเป็นไปอย่างกล้าแข็ง
นำออกไป (จากกิเลส) คือให้ถึงอริยภูมิ. บทว่า ตทนนฺตรํ โก ชาเนยฺย
ความว่า ช่วงติดต่อนั้น คือ เหตุนั้น นอกจากพระตถาคตแล้ว ใครเล่าจะรู้ ?
บทว่า โกธมาโน ได้แก่ ความโกรธและความถือตัว. บทว่า
โลภธมฺมา ได้แก่ ความโลภนั่นเอง. บทว่า วจีสํขารา ได้แก่ การพูด
ด้วยอำนาจการสนทนาปราศรัย.
บทว่า โย วา ปนสฺส มาทิโส ความว่า ก็หรือว่า พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าใดที่เหมือนกับเราตถาคต จะพึงมีอีกพระองค์หนึ่ง พระสัมมาสัม-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็จะพึงถือประมาณ (การเปรียบเทียบ) ในบุคคลทั้งหลาย.
บทว่า ขญฺญติ ได้แก่ ถึงการขุดคุณ.
บทว่า อิเม โข อานนฺท ฉ ปุคฺคลา ความว่า บุคคล ๖ บุคคล
เหล่านี้ คือ บุคคลผู้สงบเสงี่ยม ๒ จำพวก บุคคลผู้ข่มความโกรธ ความถือตัว
และธรรมคือความโลภได้ ๒ จำพวก บุคคลผู้ข่มความโกรธ ความถือตัวและ
วจีสังขารได้ ๒ จำพวก.

663
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 664 (เล่ม 36)

บทว่า คตึ ได้แก่ ญาณคติ. บทว่า เอกงฺคหีนา ความว่า (บุคคล
ทั้ง ๒ จำพวก คือ ปุราณะกับอิสิทัตตะ) ต่ำกว่ากันโดยองค์คุณคนละอย่าง.
(คือ) ปุราณะวิเศษโดยศีล (สูงกว่าโดยศีล) อิสิทัตตะวิเศษโดยปัญญา (สูงกว่า
โดยปัญญา) ศีลของปุราณะตั้งอยู่ในฐานะเสมอกับปัญญาของอิสิทัตตะ ปัญญา
ของอิสิทัตตะตั้งอยู่ในฐานะเสมอกับศีลของปุราณะแล.
จบอรรถกถามิคสาลาสูตรที่ ๒
๓. อิณสูตร
ว่าด้วยความจนทางโลกกับทางธรรม
[๓๑๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็น
คนจน เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า
อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ย่อมกู้ยืม แม้การกู้ยืม
ก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก.
ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ กู้ยืมแล้วย่อมรับใช้
ดอกเบี้ย แม้การรับใช้ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ของผู้บริโภคกามในโลก.
ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ รับใช้ดอกเบี้ยแล้ว
ไม่ใช้ดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมทวงเขา แม้การทวงก็เป็น
ทุกข์ของบุคลผู้บริโภคกามในโลก.

664
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 665 (เล่ม 36)

ภิ อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ถูกเจ้าหนี้ทวงไม่ให้
เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมติดตามเขา แม้การติดตามก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภค
กามในโลก.
ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ถูกเจ้าหนี้ติดตามทัน
ไม่ให้ทรัพย์ เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมจองจำเขา แม้การจองจำก็เป็นทุกข์ของบุคคล
ผู้บริโภคกามในโลก.
ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ความเป็นคนจนก็เป็นทุกข์ของบุคคล
ผู้บริโภคกามในโลก แม้การกู้ยืมก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก
แม้การรับใช้ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การทวงก็
เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การติดตามก็เป็นทุกข์ของบุคคล
ผู้บริโภคกามในโลก แม้การจองจำก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก
ด้วยประการฉะนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิริ
ในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่มีวิริยะในกุศลธรรม ไม่มี
ปัญญาในกุศลธรรม บุคคลนี้เรียกว่า เป็นคนเข็ญใจยากไร้ในวินัยของพระ-
อริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้นั้นแล
เมื่อไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม
ไม่มีวิริยะในกุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย
วาจา ใจ เรากล่าวการประพฤติทุจริตของเขาว่า เป็นการกู้ยืม เขาย่อมตั้ง

665
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 666 (เล่ม 36)

วามปรารถนาลามก เพราะเหตุแห่งการปกปิดกายทุจริตนั้น ย่อมปรารถนาว่า
ชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา ย่อมดำริ ย่อมกล่าววาจา ย่อมพยาบาทด้วยกายว่า
ชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา เขาย่อมตั้งความปรารถนาลามก เพราะเหตุแห่งการ
ปกปิดวจีทุจริตนั้น ฯลฯ เขาย่อมตั้งความปรารถนาลามก เพราะเหตุแห่งการ
ปกปิดมโนทุจริตนั้น ย่อมปรารถนาว่า ชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา. . . ย่อม
พยายามด้วยกายว่า ชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา เรากล่าวเหตุการปกปิดทุจริต
ของเขานั้นว่า เป็นการรับใช้ดอกเบี้ย เพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รักได้กล่าว
กะเขาอย่างนี้ว่า ก็ท่านผู้มีอายุรูปนี้ เป็นผู้กระทำอย่างนี้ เป็นผู้ประพฤติอย่างนี้
เรากล่าวการถูกว่ากล่าวของเขาว่า เป็นการทวงดอกเบี้ย อกุศลวิตกที่เป็นบาป
ประกอบด้วยความเดือดร้อน ย่อมครอบงำเขา ผู้อยู่ป่า ผู้อยู่โคนไม้ หรือผู้
อยู่ในเรือนว่าง เรากล่าวการถูกอกุศลวิตกครอบงำนี้ของเขาว่า เจ้าหนี้
ติดตามเขา คนจนเข็ญใจยากไร้นั้นแล ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ
เมื่อตายไปแล้ว ย่อมถูกจองจำ ในเรือนจำ คือ นรก หรือในเรือนจำ คือ
กำเนิดดิรัจฉาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่พิจารณาเห็นเรือนจำอื่นเพียง
แห่งเดียว ซึ่งร้ายกาจ เป็นทุกข์ กระทำอันตรายแก่การบรรลุนิพพานซึ่งเป็น
ธรรมเกษมจากโยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ อย่างนี้ เหมือนเรือนจำ คือ
นรก หรือเรือนจำ คือ กำเนิดดิรัจฉานเลย.
ความเป็นคนจน และการกู้ยืม
เรียกว่าเป็นทุกข์ในโลก คนจนกู้ยืมเลี้ยง
ชีวิตย่อมเดือดร้อน เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อม
ติดตามเขา เพราะไม่ใช่หนี้นั้น เขาย่อม
เข้าถึงแม้การจองจำ ก็การจองจำนั้น เป็น
ทุกข์ของชนทั้งหลายผู้ปรารถนาการได้ถาม

666
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 667 (เล่ม 36)

ในวินัยของพระอริยเจ้า ผู้ใดไม่มีศรัทธา
ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ พอกพูนบาปกรรม
กระทำกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต
ย่อมปรารถนา ย่อมดำริว่า คนเหล่าอื่น
อย่ารู้จักเรา พอกพูนบาปกรรมในที่นั้น ๆ
อยู่ บ่อย ๆ ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
เราตถาคตย่อมกล่าวว่า เป็นทุกข์เหมือน
อย่างนั้น เขาผู้บาปกรรม มีปัญญาทราม
ทราบความชั่วของตนอยู่ เป็นคนจน มี
หนี้สิน เลี้ยงชีวิตอยู่ย่อมเดือดร้อน ลำดับ
นั้น ความดำริที่มีในใจ เป็นทุกข์เกิดขึ้น
เพราะความเดือนร้อนของเขา ย่อมติดตาม
เขาที่บ้าน หรือที่ป่า เขาผู้มีบาปกรรม
มีปัญญาทราม ทราบความชั่วของตนอยู่
ย่อมเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉานบางอย่าง หรือ
ถูกจองจำในนรก ก็การจองจำนั้นเป็นทุกข์
ที่นักปราชญ์หลุดพ้นไปได้.
บุคคลผู้ยังใจให้เลื่อมใส ให้ทานด้วย
โภคทรัพย์ทั้งหลายที่ได้มาโดยชอบธรรม
ย่อมเป็นผู้ยึดถือชัยชนะไว้ได้ในโลกทั้งสอง
ของผู้มีศรัทธาอยู่ครองเรือน คือ เพื่อประ
โยชน์เกื้อกูลในปัจจุบัน และเพื่อความสุข
ในสัมปรายภพ การบริจาคของคฤหัสถ์ดัง

667
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 668 (เล่ม 36)

กล่าวมานั้นย่อมเจริญบุญ ผู้ใดมีศรัทธา
ตั้งมั่น มีใจประกอบด้วยหิริ มีโอตตัปปะ
มีปัญญาและสำรวมในศีล ในวินัยของพระ
อริยเจ้าผู้นั้น แลเราเรียกว่ามีชีวิตเป็นสุข
ในวินัยของพระอริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน
เขาได้ความสุขที่ไม่มีอามิส ยังอุเบกขา
(ในจตุตถฌาน) ให้ดำรงมั่น ละนิวรณ์ ๕
ประการ เป็นผู้ปรารภความเพียรเป็นนิตย์
บรรลุฌานทั้งหลาย มีเอกัคคตาจิตปรากฏ
มีปัญญารักษาตัว มีสติ จิตของเขาย่อม
หลุดพ้นโดยชอบ เพราะทราบเหตุใน
นิพพานเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ตาม
ความเป็นจริง เพราะไม่ถือมั่นโดยประการ
ทั้งปวง หากว่าเขาผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบ
คงที่อยู่ในนิพพาน เป็นที่สิ้นไปแห่งกิเลส
เป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ ย่อมมี
ญาณหยั่งรู้ว่า ความหลุดพ้นของเราไม่
กำเริบไซร้ ญาณนั้นแลเป็นญาณชั้นเยี่ยม
ญาณนั้นเป็นสุขไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่า ญาณ
นั้นไม่มีโศก หมดมัวหมองเป็นญาณเกษม
สูงสุดกว่าความไม่มีหนี้.
จบอิณสูตรที่ ๓

668
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 669 (เล่ม 36)

อรรถกถาอิณสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอิณสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทาลิทฺทิยํ ได้แก่ ความเป็นผู้ยากจน. บทว่า กามโภคิโน
ได้แก่ สัตว์ผู้บริโภคกาม. บทว่า อสฺสโก ได้แก่ ปราศจากทรัพย์ที่เป็น
ของของตน. บทว่า อนทฺธิโก ได้แก่ ไม่มั่งคั่ง. บทว่า อิณํ อาทิยติ
ได้แก่ เมื่อไม่สามารถจะเป็นอยู่ได้ก็กู้หนี้ยืมสิน.
บทว่า วฑฺฒึ ปฏิสฺสุณาติ ได้แก่ เมื่อไม่สามารถจะใช้คืนให้
ก็ให้สัญญาว่า จักให้ดอกเบี้ย. บทว่า อนุจรนฺติปิ นํ ความว่า (เจ้าหนี้
ทั้งหลาย) ไล่ตามหลังลูกหนี้ไป ทำให้เขาได้รับประการอันแปลกประหลาด
ด้วยการกระทำมีการจับตากแดด และโปรยฝุ่นลงเป็นต้น ในท่ามกลางบริษัท
และท่ามกลางคณะเป็นต้น.
บทว่า สทฺธา นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่ศรัทธาคือการปลงใจเชื่อ.
บทว่า หิริ นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่อาการที่จะละอายใจ. บทว่า โอตฺตปฺปํ
นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่อาการหวาดกลัว.
บทว่า วิริยํ นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่ความเพียรที่เป็นไปทาง
กาย. บทว่า ปญฺญา นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่กัมมัสสกตาปัญญา.
บทว่า อิณาทานสฺมึ วทามิ ได้แก่ เรากล่าวถึงการกู้หนี้ยืมสิน. บทว่า
มา มํ ชญฺญู ได้แก่ ขอเจ้าหนี้ทั้งหลายอย่าพบตัวเรา.
บทว่า ทาลิทฺทิยํ ทุกขํ ได้แก่ ความเป็นผู้จนทรัพย์เป็นเหตุให้เกิด
ทุกข์. บทว่า กามลาภาภิชฺปินํ ได้แก่ ผู้ปรารภนาการได้กาม. บทว่า

669
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 670 (เล่ม 36)

ปาปกมฺมํ วินิพฺพโย ได้แก่ ผู้ก่อบาปกรรม. บทว่า สํสปฺปติ ได้แก่
ดิ้นรน. บทว่า ชานํ ได้แก่ รู้อยู่.
บทว่า ยสฺส วิปฺปฏิสารชา ความว่า ความดำริเหล่าใดของบุคคล
ผู้ยากจนนั้นเกิดมาจากความเดือดร้อน. บทว่า โยนิมญฺญตรํ ได้แก่ กำเนิด
สัตว์ดิรัจฉานกำเนิดหนึ่ง. บทว่า ททํ จิตฺตํ ปสาทยํ ความว่า ทำจิตให้
เลื่อมใสให้.
บทว่า กฏคฺคาโห ได้แก่ การได้ชัยชนะ คือการได้ที่ไม่ผิดพลาด
มีอยู่. บทว่า ฆรเมสิโน ได้แก่ ผู้แสวงหา หรือ อยู่ครองเรือน. บทว่า
จาโค ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ ความว่า บุญที่เป็นไปในสงฆ์คือ จาคะย่อมเจริญ.
อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า จาคํ ปุญฺญํ ดังนี้ก็มี.
บทว่า ปติฏฐิตา ความว่า ศรัทธาของพระโสดาบัน ชื่อว่า
ศรัทธาที่ตั้งมั่น. บทว่า หิริมโน ได้แก่ จิตสัมปยุตด้วยหิริ. บทว่า
นิรามิสํ สุขํ ได้แก่ สุขที่อาศัยฌาน ๓ เกิดขึ้น.
บทว่า อุเปกฺขํ ได้แก่ อุเบกขาในจตุตถฌาน. บทว่า อารทฺธวิริโย
ได้แก่ มีความเพียรประคับประคองไว้เต็มที่. บทว่า ฌานานิ อุปสมฺปชฺช
ได้แก่ บรรลุฌาน ๔. บทว่า เอโกทิ นิปโก สโต ได้แก่ มีจิตเป็น
เอกัคคตา และประกอบด้วยกัมมัสสกตาญาณและสติ.
บทว่า เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ ความว่า รู้จักเหตุนี้ คือเท่านี้ตาม
สภาพที่เป็นจริง. บทว่า สพฺพสํโยชนกฺขเย ได้แก่ ในนิพพาน. บทว่า
สพฺพโส ได้แก่ โดยอาการทั้งปวง. บทว่า อนุปาทาย ได้แก่ ไม่ยึดถือ.
ในบทว่า สมฺมา จิตฺตํ วิมุจฺจติ มีคำอธิบายดังนี้ว่า เพราะไม่
ยึดถือโดยประการทั้งปวงในนิพพาน กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์
ทั้งปวง. มรรคจิตจึงหลุดพ้นโดยชอบ คือ โดยเหตุ โดยนัย. พระสังคีติกา-

670
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 671 (เล่ม 36)

จารย์เขียนบาลีเป็น เอวํ ญตฺวา ยถาภูตํ สพฺพสํโยชนกฺขยํ ดังนี้ก็มี.
บาลีนั้นมีความหมายว่า รู้นิพพาน กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์
ทั้งหมดนั่นตามเป็นจริง. แต่ว่าความหมายบาลีบทหน้ากับบทหลังไม่เชื่อมต่อ
กันเลย.
บทว่า ตสฺส สมฺมาวิมุตฺตสฺส ความว่า พระขีณาสพนั้น คือ
ผู้หลุดพ้นโดยชอบ. บทว่า ญาณํ เจ โหติ ได้แก่ มีปัจจเวกขณญาณ.
บทว่า ตาทิโน ได้แก่ ผู้ดำรงมั่นอยู่ในนิพพานนั้น. บทว่า อกุปฺปา
ความว่า (วิมุตติ) ชื่อว่า ไม่กำเริบ เพราะมีธรรมไม่กำเริบเป็นอารมณ์ และ
เพราะไม่มีกิเลสเครื่องทำให้กำเริบ.
บทว่า วิมุตฺติ หมายถึง ทั้ง มรรควิมุตติ ทั้ง ผลวิมุตติ. บทว่า
ภวสํโยชนกฺขเย ความว่า เพราะเกิดขึ้นในนิพพานกล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้น
ไปแห่งกิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ และเพราะเกิดขึ้นในที่สุดที่กิเลสเครื่อง
ผูกสัตว์ไว้ในภพสิ้นไป. บทว่า เอตํ โข ปรมํ ญาณํ ความว่า มรรค-
ญาณและผลญาณนั่น ชื่อว่า บรมญาณ (ญาณอันยอดเยี่ยม).
บทว่า สุขมนุตฺตรํ ความว่า สุขเกิดแต่มรรคและผลนั้นแลชื่อว่า
อนุตรสุข (สุขอันยอดเยี่ยม). บทว่า อานณฺยมุตฺตมํ ความว่า บรรดา
คนที่ไม่มีหนี้ทั้งหมด พระขีณาสพผู้ไม่มีหนี้เป็นผู้สูงสุด. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงรวมยอดใจความสำคัญของเทศนา ด้วยอรหัตผลว่า
อรหัตผล เป็นญาณไม่มีหนี้อันสูงสุด.
และในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะไว้ก่อน แล้วจึงได้ตรัส
ทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะไว้ในคาถาทั้งหลายแล.
จบอรรถกถาอิณสูตรที่ ๓

671
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 672 (เล่ม 36)

๔. มหาจุนสูตร
ว่าด้วยข้อควรศึกษาของผู้เจริญฌานและประกอบธรรม
[๓๑๗] สมัยหนึ่ง ท่านพระมหาจุนทะอยู่ที่นิคมชื่อสัญชาติในแคว้น
เจดี ครั้งนั้น ท่านพระมหาจุนทะเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ
ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหาจุนทะแล้ว ท่านพระมหาจุนทะได้
กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบธรรมในธรรมวินัยนี้
ย่อมรุกรานภิกษุผู้เพ่งฌานว่า ภิกษุผู้เพ่งฌานเหล่านี้ ย่อมเพ่งฌาน ยึดหน่วง
ฌานว่า เราเพ่งฌาน ๆ ดังนี้ ภิกษุเหล่านี้ เพ่งฌานทำไม เพ่งฌานเพื่ออะไร
เพ่งฌานเพราะเหตุไร ภิกษุผู้ประกอบธรรมย่อมไม่เลื่อมใสในการเพ่งฌานนั้น
และภิกษุผู้เพ่งฌานย่อมไม่เลื่อมใสในการประกอบธรรมนั้น ทั้งไม่ปฏิบัติเพื่อ
ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อประโยชน์
เพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุผู้เพ่งฌานในธรรมวินัยนี้ ย่อม
รุกรานพวกภิกษุผู้ประกอบธรรมว่า ก็ภิกษุผู้ประกอบธรรมเหล่านี้ ย่อมเป็น
ผู้ฟุ้งเฟ้อ เย่อหยิ่ง วางท่า ปากจัด พูดพล่าม มีสติหลงใหล ไม่มีสัมปชัญญะ
มิใจไม่ตั้งมั่น มิจิตฟุ้งซ่าน มีอินทรีย์ปรากฏว่า เราประกอบธรรม ๆ ดังนี้
ก็ภิกษุเหล่านี้ประกอบธรรมทำไม ประกอบธรรมเพื่ออะไร ประกอบธรรม
เพราะเหตุไร ภิกษุผู้เพ่งฌานย่อมไม่เลื่อมใสในการประกอบธรรมนั้น และ
ภิกษุผู้ประกอบธรรมย่อมไม่เลื่อมใสในการเพ่งฌานนั้น ทั้งไม่ปฏิบัติเพื่อประ-
โยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก. . .

672