พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 643 (เล่ม 36)

ด้วยเหตุนี้ คือด้วยสถานะเพียงเท่านี้ พระบรมศาสดาได้ตรัสสรรเสริญ
เสนาสนะป่าไว้. แต่คำใดที่จะกล่าวในส่วนต้นแห่งพระสูตร ข้าพเจ้าได้กล่าว
ไว้แล้วในหนหลัง ฉะนี้แล.
จบอรรถกถานาคิตสูตรที่ ๑๒
จบเสกขปริหานิยวรรควรรณนาที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เสกสูตร ๒. ปฐมอปริหานิยสูตร ๓. ทุติยปริหานิยสูตร
๔. โมคคัลลานสูตร ๕. วิชชาภาคิยสูตร ๖. วิวาทมูลสูตร ๗. ทานสูตร
๘. อัตตการีสูตร ๙. นิทานสูตร ๑๐. กิมมิลสูตร ๑๑. ทารุกขันธสูตร
๑๒. นาคิตสูตร และอรรถกถา.

643
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 644 (เล่ม 36)

ธรรมิกวรรคที่ ๕
๑. นาคสูตร
ว่าด้วยผู้ประเสริฐ
[๓๑๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เวลา
เช้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตใน
พระนครสาวัตถี ครั้นเสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว ตรัสเรียกท่าน
พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ มาเถิด เราจักเข้าไปยังปราสาทของมิคารมารดา
ที่บุพพารามวิหาร เพื่อพักผ่อนกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับท่านพระอานนท์ได้เสด็จ
เข้าไปยังปราสาทของมิคารมารดา ที่บุพพารามวิหาร ครั้งนั้น เวลาเย็น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นแล้ว ตรัสเรียกท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์
มาเถิด เราจักไปยังท่าน้ำชื่อบุพพโกฏฐกะ เพื่อสรงน้ำ ท่านพระอานนท์ทูล
รับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับท่านพระ-
อานนท์ได้เสด็จเข้าไปยังท่าน้ำชื่อบุพพโกฏฐกะ เพื่อสรงน้ำ ครั้นสรงแล้ว
เสด็จขึ้นมา ทรงนุ่งอันตรวาสกได้ยืนผึ่งพระวรกายอยู่.
ก็สมัยนั้น พระเศวตกุญชรของพระเจ้าปเสนทิโกศล ขึ้นมาจากท่าน้ำ
ชื่อบุพพโกฏฐกะ เพราะเสียงดนตรีใหญ่ที่เขาตีประโคม ก็มหาชนเห็นช้างนั้น
แล้ว กล่าวชมอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ช้างของพระราชางามยิ่งนัก
ช้างของพระราชาน่าดูนัก ช้างของพระราชาน่าเลื่อมใสนัก ช้างของพระราชา
มีอวัยวะสมบูรณ์.

644
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 645 (เล่ม 36)

เมื่อมหาชนกล่าวชมอย่างนี้แล้ว ท่านพระกาฬุทายีได้ทูลถามพระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาชนเห็นช้างเชือกใหญ่ สูง มีอวัยวะ
สมบูรณ์เท่านั้นหรือหนอ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ช้างเป็น
สัตว์ประเสริฐหนอ หรือว่ามหาชนเห็นสัตว์บางอย่างแม้อื่นที่ใหญ่ สูง มี
อวัยวะสมบูรณ์ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ สัตว์นั้นประเสริฐ
หนอ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกาฬุทายี มหาชนเห็นช้างเชือกใหญ่
สูงมีอวัยวะสมบูรณ์บ้าง จึงได้กล่าวชมอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ช้างเป็น
สัตว์ประเสริฐหนอ มหาชนเห็นม้าตัวใหญ่ สูงบ้าง โคตัวใหญ่ สูงบ้าง
งูตัวใหญ่ ยาวบ้าง ต้นไม้ใหญ่ สูงบ้าง มนุษย์มีร่างกายใหญ่ สูง มีอวัยวะ
สมบูรณ์บ้าง จึงได้กล่าวชมอย่างนี้ว่า ประเสริฐหนอ ดูก่อนกาฬุทายี อนึ่ง
บุคคลใดไม่ทำความชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในโลกนี้กับทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
เราเรียกบุคคลนั้นว่าผู้ประเสริฐ.
กา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว คือ พระ
ดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยดีดังนี้ว่า ดูก่อนกาฬุทายี อนึ่ง บุคคลใด
ไม่ทำความชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในโลกนี้กับทั้งเทวโลก มารโลก
พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เราเรียก
บุคคลนั้นว่าผู้ประเสริฐ.
ท่านพระกาฬุทายีกราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ข้าพระ-
องค์ ขออนุโมทนาพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้วนี้ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

645
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 646 (เล่ม 36)

ข้าพระองค์ได้สดับ จากพระองค์ผู้
เป็นพระอรหันต์ ดังนี้ว่า มนุษย์ทั้งหลาย
ย่อมนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า พระองค์ใด
ผู้เป็นมนุษย์ทรงฝึกฝนพระองค์แล้ว มีจิต
ตั้งมั่น ดำเนินไปในทางประเสริฐ ทรง
ยินดีในธรรมที่ยังจิตให้เข้าไปสงบ ทรง
ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง แม้เทวดาทั้งหลาย
ก็ย่อมนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า พระองค์
นั้น ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง ทรงออก
จากกิเลสเครื่องร้อยรัด ทรงบรรลุธรรม
ที่ไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด ทรงยินดีใน
ธรรมอันเป็นที่ออกไปจากกามทั้งหลาย
คล้ายทองคำที่พ้นแล้วจากหิน ฉะนั้น พระ
องค์เป็นผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองล่วงสรรพสัตว์
คล้ายขุนเขาหิมวันต์ สูงกว่าภูเขาศิลาลูก
อื่น ฉะนั้น พระองค์ผู้ทรงนามว่านาคะ
อันเป็นจริงนี้เป็นผู้ยิ่งกว่าเทวดาทั้งปวงผู้มี
นามว่านาคะ ข้าพระองค์จะขี้แจง ซึ่ง
ความที่พระองค์ เป็นผู้เปรียบด้วยช้าง
เพราะพระองค์ไม่ทรงทำความชั่ว มีโสรัจ-
จะและอวิหิงสา เป็นเท้าหน้าทั้งสองของ
พระองค์ ผู้เป็นเพียงดังช้างตัวประเสริฐ
ตบะ และพรหมจรรย์เป็นเท้าหลังทั้งสอง

646
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 647 (เล่ม 36)

ของพระองค์ผู้เป็นข้างตัวประเสริฐ พระ
องค์ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐ อย่างยอดเยี่ยม
มีศรัทธาเป็นงวง มีอุเบกขาเป็นงาอันขาว
มีสติเป็นคอ มีปัญญาเป็นเศียร มีการ
สอดส่องธรรมเป็นปลายงวง มีธรรมเครื่อง
เผากิเลสเป็นท้อง มีวิเวกเป็นหาง พระ
องค์ทรงมีฌาน ทรงยินดีในผลสมาบัติ
เป็นลมหายใจ ทรงมีจิตเข้าไปตั้งมั่นภายใน
ทรงดำเนินไปก็มีจิตตั้งมั่น ทรงยืนอยู่
ก็มีจิตตั้งมั่น ทรงบรรทมก็มีจิตตั้งมั่น
แม้ประทับนั่งก็มีจิตตั้งมั่น ทรงสำรวมแล้ว
ในทวารทั้งปวง นี้เป็นสมบัติของพระองค์
ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐ พระองค์ผู้เป็นช้าง
ตัวประเสริฐย่อมเสวยสิ่งที่ไม่มีโทษ ไม่
เสวยสิ่งที่มีโทษ ได้อาหารและเครื่องนุ่ง
ห่มแล้ว ทรงเว้นการสะสม ทรงตัด
สังโยชน์น้อยใหญ่ ทรงตัดเครื่องผูกพัน
ทั้งปวง จะเสด็จไปทางใด ๆ ก็ไม่มีห่วง
ใยเสด็จไป ดอกบัวชื่อบุณฑริก มีกลิ่น
หอม น่ารื่นรมย์ใจ เกิดในน้ำ เจริญใน
น้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำ แม้ฉันใด
พระองค์ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐ ก็ฉันนั้น
ทรงอุบัติขึ้นมาดีแล้วในโลก ก็ทรงเบิก

647
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 648 (เล่ม 36)

บานอยู่ในโลก อันตัณหา มานะ ทิฏฐิไม่
ฉาบทาพระองค์ให้ติดอยู่กับโลก เหมือน
ดอกปทุมไม่เปียกน้ำ ฉะนั้น ไฟกอง
ใหญ่ลุกรุ่งโรจน์ ย่อมดับเพราะหมดเชื้อ
ฉันใด พระองค์ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐ
ก็ฉันนั้น คือ เมื่อสังขารทั้งหลายสงบ
แล้ว ก็เรียกกันว่าเสด็จนิพพานข้ออุปมา
ที่ให้รู้เนื้อความแจ้งชัดนี้ อันวิญญูชนทั้ง
หลายแสดงไว้แล้ว พระอรหันต์ผู้เป็นช้าง
ตัวประเสริฐอย่างยอดเยี่ยมทั้งหลาย ย่อม
รู้แจ้งชัดซึ่งพระองค์ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐ
ซึ่งพระกาฬุทายีผู้เป็นช้างตัวประเสริฐ
แสดงไว้แล้ว พระองค์ผู้เป็นช้างตัว
ประเสริฐ ทรงปราศจากราคะ ทรง-
ปราศจากโทสะ ทรงปราศจากโมหะ ทรง
หาอาสวกิเลสมิได้ เมื่อทรงละสรีระ ก็
ทรงหาอาสวกิเลสมิได้ จักเสด็จปรินิพพาน.
จบนาคสูตรที่ ๑

648
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 649 (เล่ม 36)

ธรรมิกวรรควรรณนาที่ ๕
อรรถกถานาคสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในนาคสูตรที่ ๑ แห่งธรรมิกวรรคที่ ๕ ดังต่อ
ไปนี้ :-
คำว่า อายสฺมตา อานนฺเทน สทธึ นี้ พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระเถระว่า อานนท์ เรามาไปกันเถิด ดังนี้
แล้วเสด็จไป. ฝ่ายพระศาสดาบัณฑิตพึงทราบว่า อันภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านั้น
นั่นแหละ แวดล้อมแล้วได้เสด็จไปที่บุพพารามนั้น.
บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้า) อันภิกษุ
๕๐๐ รูปเหล่านั้นนั่นแล แวดล้อมแล้วเสด็จเข้าไป. บทว่า ปริสิญฺจิตฺวา นี้
เป็นคำโวหาร หมายความว่า ทรงสรงสนานแล้ว.
บทว่า ปุพฺพสทิสานิ กุรุมาโน ความว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้า)
ทรงนุ่งผ้าสองชั้นที่ย้อมแล้ว ทรงถือเอาผ้าอุตราสงค์ด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง
ประทับยืนผินพระปฤษฏางค์ให้โลกธาตุด้านทิศตะวันตก ผินพระพักตร์ให้โลก-
ธาตุด้านทิศตะวันออก ทำพระวรกายให้แห้ง เหมือนก่อนโดยปราศจากน้ำ.
ฝ่ายภิกษุสงฆ์ลงตามที่นั้น ๆ อาบน้ำแล้วได้ขึ้นมายืนล้อมพระศาสดา
อย่างพร้อมพรัก สมัยนั้น พระอาทิตย์โคจรคล้อยต่ำลงไปทางโลกธาตุด้าน
ทิศตะวันตก คล้ายตุ้มหูทองแดงผสมทองคำ กำลังจะล่วงหล่นจากอากาศ
ฉะนั้น. ทางด้านโลกธาตุทางทิศตะวันออก พระจันทร์ เหมือนมณฑลแห่ง
เงินที่บริสุทธิ์ ฉะนั้น.

649
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 650 (เล่ม 36)

ในที่ตรงกลางโลกธาตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีภิกษุ ๕๐๐ รูป
เป็นบริวาร ได้ประทับยืนเปล่งฉัพพรรณรังสีฉายแสงสว่าง ณ ริมฝั่งแม่น้ำ
บุพพโกฏฐกะ.
บทว่า เตน โข ปน สมเยน ฯเปฯ เสโต นาม คาโม
ความว่า นาคคือช้างที่ได้นำมอย่างนั้น (นามว่า เสตะ) เพราะมีสีขาว. บทว่า
มหาตุริยตาฬิตวาทิเตน ได้แก่ ด้วยการประโคมดนตรีอย่างมโหฬาร.
ในบทว่า มหาตุริยตาฬิตวาทิเตน มีอธิบายว่า การประโคม
ครั้งแรกชื่อว่า ตาฬิตะ การประโคมครั้งต่อไปต่อจากครั้งแรกนั้น ชื่อว่า
วาทิตะ
บทว่า ชโน ได้แก่ มหาชนผู้ประชุมกันเพื่อดูช้าง. บทว่า ทิสฺวา
เอวมาห ความว่า (มหาชน) เห็นช้างใหญ่นั้น อันนายควาญช้าง ให้อาบน้ำ
ขัดสีอวัยวะน้อยใหญ่แล้ว ขึ้นมาพักไว้นอกฝั่งทำตัวให้สะเด็ดน้ำ แล้วเอา
เครื่องประดับช้างมาประดับให้ จึงกล่าวคำสรรเสริญว่า ผู้เจริญ ช้างนี้งาม
แท้หนอ. บทว่า กายูปปนฺโน ได้แก่ เข้าถึงด้วยความถึงพร้อมแห่งร่างกาย
อธิบายว่า มีอวัยวะน้อยใหญ่บริบูรณ์.
บทว่า อายสฺมา อุทายี ได้แก่ พระกาฬุทายีเถระ ผู้บรรลุ
ปฏิสัมภิทา. บทว่า เอตทโวจ ความว่า (พระกาฬุทายีเถระ) เห็นมหาชน
นั้นกล่าวสรรเสริญคุณของช้าง จึงคิดว่า ชนนี้กล่าวสรรเสริญคุณของช้างซึ่ง
บังเกิดในอเหตุกปฏิสนธิ แต่กลับไม่กล่าวสรรเสริญพระคุณของช้างคือ
พระพุทธเจ้า บัดนี้ เราจักกล่าวสรรเสริญพระคุณของช้างคือพระพุทธเจ้า
เปรียบเทียบกับช้างตัวประเสริฐตัวนี้ ดังนี้ แล้วได้กล่าวคำมีอาทิว่า หตฺถิเมว
นุ โข ภนฺเต.

650
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 651 (เล่ม 36)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหนฺตํ ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยทรวดทรง.
บทว่า พรฺหนฺตํ ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยความใหญ่โต. บทว่า เอวมาห ได้แก่
กล่าวอย่างนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุที่นาคศัพท์เป็นไป ใน
ช้างบ้าง ม้าบ้าง โคบ้าง งูบ้าง ต้นไม้บ้าง มนุษย์บ้าง ฉะนั้น จึงตรัสคำว่า
หตฺถิมฺปิ โข เป็นต้น.
บทว่า อาคุํ ได้แก่ อกุศลธรรมที่ชั่วช้าลามก. บทว่า ตมหํ
นาโคติ พฺรูมิ ความว่า เราตถาคตเรียกบุคคลนั้นว่า เป็นนาค เพราะไม่ทำ
อกุศลกรรมบถ ๑๐ และอกุศลจิต ๑๒ ด้วยทวาร ๓ เหล่านี้. ก็บุคคลนี้ชื่อว่า
เป็นนาค ด้วยความหมายนี้ คือไม่ทำความชั่ว.
บทว่า อิมาหิ คาถาหิ อนุโมทามิ ความว่า เราอนุโนทนา คือ
ชื่นชมด้วยคาถา ๑๖ คาถา (แบ่งเป็นบท) ได้ ๖๔ บทเหล่านี้. บทว่า
มนุสฺสภูตํ คือ เป็นมนุษย์อยู่แท้ ๆ มิได้เข้าถึงความเป็นเทพเป็นต้น.
บทว่า อตฺตทนฺตํ ได้แก่ ฝึกแล้วด้วยตนเองนั่นแล คือ มิได้ถูกบุคคลอื่น
นำเข้าไปสู่การฝึก.
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกแล้วในฐานะ ๖ เหล่านี้ คือ
ทรงฝึกทั้งทางตา ทั้งทางหู ทั้งทางจมูก ทั้งทางลิ้น ทั้งทางกาย ทั้งทางใจ
ด้วยการฝึกด้วยมรรคที่พระองค์ให้เกิดขึ้นเอง คือทรงสงบ คือดับ ได้แก่
ดับสนิท เพราะเหตุนั้น พระกาฬุทายีเถระจึงกล่าวว่า อตฺตทนฺตํ ดังนี้.
บทว่า สมาหิตํ ได้แก่ ตั้งมั่นแล้วด้วยสมาธิทั้งสองอย่าง. บทว่า
อิริยมานํ ได้แก่ อยู่. บทว่า พฺรหฺมปเถ ได้แก่ ในทางอันประเสริฐที่สุด

651
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 652 (เล่ม 36)

คือ ในทางคืออมตนิพพาน. บทว่า จิตฺตสฺสูปสเม รตํ ได้แก่ ผู้ระงับ
นิวรณ์ ๕ ด้วยปฐมฌาน ระงับวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ระงับปีติด้วยตติยฌาน
ระงับสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน แล้วยินดี คือยินดียิ่งในความสงบของจิตนั้น.
บทว่า นมสฺสนฺติ ได้แก่ นมัสการด้วยกาย นมัสการด้วยวาจา
นมัสการด้วยใจ คือ นมัสการ ได้แก่ สักการะ ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรม. บทว่า สพฺพธมฺมาน ปารคํ ได้แก่ (พระผู้มีพระภาคเจ้า) ถึงฝั่ง
คือบรรลุถึงความสำเร็จ คือ ถึงที่สุดแห่งธรรมคือขันธ์ อายตนะ ธาตุ
ทั้งหมด ด้วยการถึงฝั่ง ๖ อย่าง คือ ทรงถึงฝั่งแห่งอภิญญา ทรงถึงฝั่งแห่ง
ปริญญา ทรงถึงฝั่งแห่งปหานะ ทรงถึงฝั่งแห่งภาวนา ทรงถึงฝั่งแห่งการทำ
ให้แจ้ง ทรงถึงฝั่งแห่งสมาบัติ.
บทว่า เทวาปิ ตํ นมสฺสนฺติ ความว่า เทวดาผู้ประสบทุกข์
ทั้งหลายมีสุพรหมเทพบุตรเป็นต้น และเทวดาผู้ประสบสุข ซึ่งสถิตอยู่ใน
หมื่นจักรวาลทั้งหมดทีเดียว ต่างพากันนมัสการพระองค์. ด้วยบทว่า อิติ เม
อรหโต สุตํ พระกาฬุทายีเถระแสดงว่า ข้าพระองค์ได้สดับในสำนักของ
พระองค์นั่นแล ผู้ได้โวหารว่า เป็นพระอรหันต์ด้วยเหตุ ๔ อย่าง ดังพรรณนา
มาฉะนี้.
บทว่า สพฺพสํโยชนาตีตํ ได้แก่ ผู้ข้ามพ้นสังโยชน์ ๑๐ ทั้งหมด.
บทว่า วนา นิพฺพานมาคตํ ได้แก่ ผู้ออกจากป่าคือกิเลส มาถึง ได้แก่
บรรลุถึงนิพพาน ซึ่งไม่มีป่า คือเว้นจากป่า คือกิเลส. บทว่า กาเมหิ
เนกฺขมฺมรตํ ความว่า การบรรพชา ๑ สมาบัติแปด ๑ อริยมรรคสี่ ๑ ชื่อว่า
การออกจากกามทั้งหลาย เพราะออกไปแล้วจากกามทั้งสองอย่าง (เทวดา-
นมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า) ผู้ยินดี คือยินดียิ่งในเนกขัมมะนั้น.

652